พิมพ์หน้านี้
|
หากจะวิเคราะห์ว่าการดีดขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ มีเหตุผลอันใดจึงทำสถิติสูงสุดใน 10 ปี ก็ต้องมองไปรอบๆ บ้าน และปัจจัยระหว่างประเทศประกอบด้วย เพราะปรากฏการณ์เช่นว่านี้มิอาจจะเข้าใจได้ด้วยการถามหาคำตอบจากในประเทศเท่านั้น การกระโดดขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค มิใช่เฉพาะประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะเงินทุนจากกองทุนลงทุนหุ้น และกองทุนเก็งกำไรจากเมืองนอก ที่เรียกว่า private equity firms กับ hedge funds ไหลเทเข้าเอเชียอย่างคึกคัก เพื่อจะแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลในสหรัฐหดตัวลง พูดง่ายๆ คือเงินนั้นไหลจากที่ผลตอบแทนต่ำไปหาที่ๆ เสนอผลตอบแทนสูงเสมอ ปัจจัยจากข้างนอกจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าปัจจัยภายในประเทศ...และเพราะความเปรี๊ยงปร๊างของดัชนีตลาดหุ้นในเอเชียในช่วงหลังนี้แหละ ทำให้มีเสียงเตือนจากสำนักวิจัยของ Nomura แห่งญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายสาขาทั่วโลก ออกมาเตือนว่าระวัง "ฟองสบู่" เอาไว้ด้วย เพราะมีอาการแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้ด้วยผลเหตุทางด้านเศรษฐกิจปกติแฝงตัวอยู่กับการก้าวกระโดดของดัชนีหุ้นในหลายๆ ตลาดในเอเชีย (ซึ่งผมคิดว่ารวมทั้งตลาดหุ้นของไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย) ตลาดหุ้นของจีนที่เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นเจิ้น เป็นตัวอย่างของความร้อนแรงผิดปกติ ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกว่าใคร เพราะตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ดัชนีราคาหุ้นของเซี่ยงไฮ้กระโดดไปร้อยละ 42.6 ขณะที่ของเสิ่นเจิ้น ยิ่งดุเดือดกว่านั้นอีก โตขึ้นถึง 96 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบจะเท่าตัว หันไปดูตัวเลขราคาบ้านจัดสรรใน 70 เมืองใหญ่ๆ ของจีน ก็มีอาการน่าทึ่งพอๆ กัน เพราะตัวเลขสำหรับเดือนพฤษภาคมบอกว่า ราคาบ้านในเมืองหลักๆ เหล่านั้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว โตกว่าของเดือนเมษายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบกันเดือนต่อเดือน... ความร้อนแรงเหล่านี้อธิบายไม่ได้ด้วยเพียงอ้างถึงการเติบโตทางภาพรวมเศรษฐกิจ หรือ macro-economics ของจีน เพราะอัตราโตของจีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมที่เพิ่มขึ้นปีละ 9 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ควรที่จะไปดันให้ราคาหุ้นหรือราคาบ้านวิ่งขึ้นอย่างไม่มีการติดเบรกเลยเช่นนี้ ยิ่งถ้ามองตัวเลขของการไหลทะลักของเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาในเอเชียช่วงนี้ ก็เกือบจะเท่ากับร้อยละ 6 ถึง 7 ของผลผลิตมวลรวมทั้งเอเชีย แปลว่า "เงินนอก" ที่วิ่งเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกนั้นบัดนี้ได้กลับไปสู่ระดับสูงพอๆ กับก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" แล้ว พูดอีกนัยหนึ่งก็คือเรากำลังเห็นอาการของการวิ่งขึ้นไปอยู่ที่สูงจนน่าหวาดเสียว...ยิ่งสูง ยิ่งหนาว และยิ่งมีโอกาสที่จะร่วงหล่นลงมาอย่างหนักหน่วงเช่นกัน สำนักวิจัยโนมูร่า บอกว่าเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปีนี้ เงินต่างประเทศที่ไหลเข้าสิงคโปร์ประเทศเดียวก็เท่ากับ 1.1 พันล้าน หรือ 38,500 ล้านบาท และที่ทะลักเข้ามาเลเซียในช่วงเดียวกัน ก็มีไม่น้อยกว่า 507.1 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 17,000 ล้านบาท และเพราะเงินต่างด้าวที่เข้าไปแออัดยัดเยียดที่นั่น ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ดัชนีราคาของตลาดหุ้นสิงคโปร์ก็เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 ขณะที่มาเลเซียวิ่งสูงขึ้นไปอีก 25 เปอร์เซ็นต์แล้ว ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นของไทย จึงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจเฉพาะตัว หากแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวโน้ม ที่สร้างความงุนงงให้กับนักวิเคราะห์หลายๆ สำนักอยู่ขณะนี้ ยิ่งของไทยยิ่งน่ามองให้ลึกกว่าที่เห็นผิวเผิน เพราะหลายเดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์การลงทุนหุ้นต่างประเทศมักจะบอกว่า การเมืองไทยไม่นิ่ง มีปัจจัยเสี่ยงมากมายหลายด้าน อีกทั้งบางสำนักยังไปเน้นว่า มีแนวโน้มของ "ชาตินิยม" สูงขึ้นในการเมืองไทย หลังการปฏิวัติวันที่ 19 กันยายนปีที่แล้ว แต่จู่ๆ เงินทุนต่างประเทศก็แห่กันเข้ามาเพื่อซื้อหุ้นไทย ดันให้ดัชนีตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทพุ่งขึ้นไปสูงสุดใน 10 ปี น่าขบขันมากหากได้ยินนักวิเคราะห์หุ้นต่างด้าวคนเดียวกันที่เคยบอกว่า การเมืองไทยหลังทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีความน่าเป็นห่วงยิ่งนัก...เพราะเขามองว่ารัฐบาลชั่วคราวของนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ...จึงควรจะระงับการลงทุนต่างๆ เอาไว้ แต่หนังสือพิมพ์ International Herald Tribune รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พาดหัวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งว่า "Thailand unstable? Tell it to the market." ซึ่งแปลว่าถ้าใครคิดว่าเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ ก็ลองไปบอกกับตลาดหุ้นไทยดู...แปลว่า ผู้คนแห่กันเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างคึกคัก ทั้งๆ ที่มีคนวิพากษ์ว่าการเมืองไม่นิ่ง และเขาก็อ้างนักวิเคราะห์คนสำคัญคนหนึ่งของธนาคาร HSBC ที่ฮ่องกง ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยร้อนแรงขึ้นครั้งนี้ ก็เพราะ คมช.เอาจริงกับทักษิณแล้วด้วยการอายัดทรัพย์สินและฟ้องร้องทักษิณกับพวกอย่างจริงจัง "อย่างนี้แปลว่า ทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นแล้วสำหรับการเมืองไทย...นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง..." ใครที่ติดตามความเห็นของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ในเรื่องการลงทุนและตลาดหุ้นของไทยหลัง 19 กันยายนปีที่แล้ว...กับความเห็นของพวกเขาวันนี้...ก็ได้แต่หัวเราะร่วน เพราะเมื่อวานนี้ ท่านทั้งหลายยังเล่นงานไทยอยู่เลย...วันนี้พอจะหาแหล่งลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนเงินของท่านสูงขึ้นกว่าที่บ้าน ท่านก็บอกว่า "ภาพการเมืองไทยชัดเจนแล้ว..." ความจริงที่เปลี่ยนไม่ใช่การเมืองไทยหรอก...ที่เปลี่ยนคือความต้องการแห่งทุนนิยมสุดขั้วของท่านเองนั่นแหละ (ฮา) |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 11 สิงหาคม 2551 | ||
ศึกรัสเซีย VS จอร์เจียจะเผชิญทางออกได้หรือไม่ ? |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||