พิมพ์หน้านี้
|
ปรากฎการณ์ จตุคามรามเทพ ในสังคมไทยทำให้เพื่อนผมหลายคนถกแถลงกันหน้าดำหน้าแดง, ทำเอาบรรยากาศวงน้ำชาของผมมีอันต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ที่ว่าเดือดร้อนเพราะแต่เดิมที่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างใจเย็น, จิบน้ำชาไปก็ถกปรัชญาแห่งชีวิตไป, ไม่มีใครต้องประกาศ จุดยืนแห่งชีวิตของตัวเองอย่างดุเดือดเลือดพล่านเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว วันนี้, ทุกคนตัวเลขย่างเข้าและเลยเลข ๖๐ แล้ว, การพบปะสังสรรค์จึงเป็นเรื่องสงบเรียบร้อย, มองปัญหาบ้านเมืองอย่างคนที่ทำใจได้แล้ว, มองทะลุแล้ว...เชื่อไหมว่าแต่ก่อนนี้วงสนทนาอย่างนี้, จะวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมอย่างดุดัน, นักการเมืองหน้าด้านจะถูกประณามอย่างรุนแรงและพวกพูดจาเลอะเทอะผ่านสื่อก็จะได้รับเสียงวิพากษ์อย่างไม่ไหว้หน้า แต่วันนี้, วงนี้จะเสียงเบาลง, การแสดงความเห็นจะสุขุมขึ้นและเสียงก่นด่าเรื่องราวอันเลวร้ายของสังคมก็จะเบาบางลงและมักจะลงท้ายว่า บ้านเมืองเรามันไม่ไปถึงไหนจริง ๆ นั่นต้องถือว่าเป็นเสียงวิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองที่เบาบางที่สุดแล้ว...และไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงเพียงใด, อารมณ์ของผู้คนจะพลุ่งพล่านเพียงใด, สมาชิกของวงน้ำชาของพวกเราก็จะยังคงรักษาคาวมสงบเสงี่ยมและยะเยือก เพราะได้เรียนรู้จากชีวิตแล้วว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้น, เป็นอยู่แล้วก็ดับไปตามวัฏสงสารของมัน, ใครที่วุ่นวายเดือดร้อนกับมันมากเกินไปก็จะรับกรรมแห่งความปั่นป่วนทางจิตใจเอง, เพราะลงท้ายก็ไม่มีใครมาใส่ใจว่าเราต้องเสียความรู้สึกกับความเป็นไปของบ้านเมืองมากน้อยเพียงใดอยู่แล้ว แต่แล้วจู่ ๆ ประเด็นเรื่อง จตุคามรามเทพ ก็ถูกโยนใส่วงสนทนาของพวกผมวันหนึ่งที่อาการร้อนแทบเป็นบ้า ใครคนหนึ่งบอกว่า นี่ถ้าจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว, คนไทยไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวหัวใจแล้วหรืออย่างไรจึงแห่กันไปซื้อจตุคามรามเทพจนกลายเป็นธุรกิจหลายหมื่นล้าน? สมาชิกในวงคนหนึ่งบอกว่า ไม่เชื่อก็อย่างลบหลู่ เพื่อนอีกคนหนึ่งย้อนว่า กูไม่เชื่อ, กูต้องลบหลู่เพราะความบ้าคลั่งอย่างนี้มีแต่จะทำให้สังคมไทยเสื่อมทรุด เรื่องอย่างนี้อยู่ที่ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ, บังคับกันไม่ได้ แต่สมาชิกวงสนทนาอีกคนบอกว่า สังคมไทยไม่ต้องการให้ใครบังคับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกระแสและความงมงามละก้อ, ไม่ต้องมีใครบังคับก็จะกระโดดเข้าใส่...ผมว่าเรื่องนี้มันบอกอะไรเกี่ยวกับสังคมไทยหลายอย่าง... เพื่อนคนหนึ่งทะลุกลางปล้องว่า มันบอกว่าสังคมไทยขาดการวิเคราะห์, ขาดวิจารณญาณและขาดที่พึ่งทางใจ สมาชิกอีกคนย้อนว่า จะไปเอาจริงเอาจังกับมันทำไมเล่า....ถือว่าเป็นเรื่องสนุกไปวัน ๆ ก็แล้วกัน คนไทยชอบเรื่องสนุก, ไม่ชอบเรื่องเครียด...ทักษิณกับสุรยุทธ์ทำให้บ้านเมืองเครียดเกินไปแล้ว, มีเรื่องจตุคามรามเทพมาคั่นเสียบ้าง, ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่นา ใครว่าไม่เสียหาย สมาชิกเก่าแก่คนหนึ่งสวนทันควัน มันทำให้คนข้างนอกมองว่าคนไทยนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองภายในของตัวเองแล้ว, ก็ยังลุ่มหลงงมงายกับวัตถุมงคลเหมือนคนไม่มีทางออกทางอื่น... เฮ้ย, เรื่องจตุคามรามเทพนี่เริ่มต้นด้วยคนมาเลย์กับสิงคโปร์แย่งกันซื้อก่อนไม่ใช่หรือ? ใครคนหนึ่งเสริมให้เกิดประเด็นแยกย่อย ใช่, แต่คนมาเลย์กับสิงคโปร์ที่เริ่มต้นเรื่องนี้มีแค่หยิบมือเดียว แต่คนไทยแห่ตามทั้งประเทศเลย... สมาชิกหน้าใหม่คนหนึ่งแทรกเข้ามาเพื่อยืนยันว่ามีตัวตนจริง ผมว่าคิดอย่างวิทยาศาสตร์, มันไม่น่าจะมีความเกรียวกราวได้ถึงขนาดนี้ คนอาวุโสสูงสุดแห่งวงสนทนาเกริ่นขึ้น, เพื่อพยายามจับประเด็นให้เข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง ทุกวันนี้, ใครเขาพูดถึงวิทยาศาสตร์กันเล่า, ท่านลุง หนุ่มน้อยเพิ่งแตกพานวัย ๖๐ แย้งทันควัน, ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ลบหลู่เช่นกัน ท่านผู้เฒ่ายิ้มอย่างใจเย็น...กูไม่ได้พูดถึงการเมือง, กูหมายถึงเรื่องจตุคามรามเทพ... นั่นแหละ, ท่านลุง...ถ้าสังคมไทยสนใจวิทยาศาสตร์และเหตุกับผล, เราก็ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดอย่างนี้หรอก... เอ้า คนนั่งหัวมุมที่เงียบมานานเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีปนตื่นเต้น ดีแล้วละท่านทั้งหลาย, ถ้าบ้านเมืองเรามีเหตุมีผล, พิจารณาทุกอย่างด้วยหลักวิทยาศาสตร์, มันก็หมดสนุกซิครับ...ที่เรามีเรื่องมาถกมาเถียงกันทุกวันในวงน้ำชานี่ก็มิใช่เพราะบ้านเมืองนี้มันเพี้ยน ๆ อย่างนี้หรือ? ความเงียบงันเข้ามาครอบคลุมวงสนทนาอยู่หลายวินาที...และแล้วทุกคนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้น, ต่างส่งเสียงออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ขอให้ความเพี้ยนจงเจริญ! |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 เมษายน 2551 | ||
โลกเตือนใกล้หมดยุคเสื้อผ้าราคาถูก หลังหมดยุคอาหารถูกไปแล้ว |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |