พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าคุณกินวิตามินหรือมัลติวิตามินอยู่เป็นประจำ, โปรดอ่านต่อด้วยความระมัดระวังเพราะผู้เชี่ยวชาญมะกันเขาไปวิจัยมาแล้ว มาบอกให้เสียความรู้สึกว่าบางที, เราอาจจะเสียเงินเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ก็ได้ แต่ต้องทำตัวเป็นพุทธศานิกชนที่ดี, นั่นคือต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้หลายพันปีแล้วว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะเขาอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ จงเชื่อต่อเมื่อท่านได้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง แต่การทำตัวเป็นพุทธศานิกชนที่ดีก็หมายความด้วยว่าเราจะต้องฟ้องรอบข้าง, ต้องล้างอวิชชาด้วยความสติ, ด้วยปัญญา และต้องไม่คัดค้านเขาเพียงเพราะเขาพูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยหรือเพราะเราไม่อยากฟังเท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น, เราก็จะโง่ต่อไปอีกนานเท่านาน ท่านผู้รู้บ้างไม่รู้บ้างบอกว่าคนฉลาดเท่านั้นที่แกล้งโง่ได้, คนโง่จริง ๆ ย่อมแกล้งฉลาดไม่ได้เป็นแน่นอน เรื่องวิตามินช่วยเสริมสุขภาพของมนุษย์ได้จริงหรือเปล่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สหรัฐฯ เพราะมันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตเบ้อเร้อเบ้อร่า ที่เขาเรียกว่า อาหารเสริม หรือ dietary supplement นี่มียอดขายต่อปีถึง ๒๓ พันล้านเหรียญหรือเกือบ ๑ ล้านล้านบาท (น้อยกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยเราไม่มากนัก) วันดีคืนดี, เขาก็ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อตอบคำถามของผู้บริโภคว่าการกินวิตามินและอาหารเสริมทั้งหลายทั้งปวงที่โฆษณากันอย่างโจ๋งครึ่มในสื่อต่าง ๆ ขออเมริกานั้น, เอาเข้าจริง ๆ แล้วมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือผลการทดลองอย่างเป็นเรื่องเป็นราวพิสูจน์ได้ไหมว่ามันเป็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจริง คำตอบของหัวหน้าคณะนี้ที่ชื่อคุณหมอไมเคิล แม็คกินนิสแห่งสถาบันการแพทย์ (Dr J. Michael McGinnis of the Institute of Medicine) ก็คือสำหรับคนอเมริกันที่มีสุขภาพสมบูรณ์โดยปกติแล้ว, ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าการกินวิตามันเป็นประจำมีประโยชน์ต่อร่างกายพิเศษหรือไม่ เพราะการวิจัยต่าง ๆ จนถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรพิสูจน์ไปทางใดทางหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือเราไม่มีความรู้มากมายเรื่องนี้เพียงพอ คุณหมอแม็คกินนิสประกาศอย่างไม่ลังเล และไม่กลัวเสียหน้าว่าเป็นถึงหมอใหญ่ขนาดนี้, และเป็นหัวหน้คณะแพทย์ที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันการแพทย์ระดับชาติอย่าง National Institutes of Health (NIH) แล้วยังกล้าพูดหรือว่า เราไม่รู้พอ คนฉลาดเท่านั้นที่กล้าบอกว่าตัวเองยังไม่รู้เพียงพอที่จะยืนยันในประเด็นที่สังคมถกเถียงกันอยู่อย่างกว้างขวาง ที่ยิ่งน่าสนใจกว่านั้นคือคำยอมรับของหมอระดับชาติของสหรัฐฯว่า สินค้าเสริมสุขภาพ ในตลาดทั้งหลาย (และที่มะกันส่งไปขายทั่วโลก) นั้นส่วนใหญ่ยังขาดการควบคุมอย่างเป็นกิจลักษณะ นั่นหมายความว่าฉลาดที่เขียนบนขวดของเหล่าบรรดาวิตามินหรืออาหารเสริมสุขภาพทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าน่าเชื่อถือเพียงใด...หรือของที่อยู่ในขวดนั้นเป็นอะไรกันแน่, ตรงตามที่อวดอ้างเอาไว้บนขวดหรือไม่ แน่นอน, อาหารเสริมที่เห็นบ่อยที่สุดคือวิตามินและแร่ธาตุทั้งหลาย และความเข้าใจส่วนใหญ่ก็คือว่าเป็นอาหารเสริมที่ค่อนข้างจะปลอดภัย เพราะเราเชื่อว่าวิตามินคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการและเรามักจะหามันได้จากอาหารธรรมชาติ และเราก็เชื่อต่อด้วยว่าการขาดแคลนวิตามินเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าคณะกรรมการชุดนี้พบว่าคนที่อยู่ในข่ายร่างกายขาดวิตามินนั้นส่วนใหญ่คือคนที่มักจะไม่ค่อยได้กินวิตามินเสริมนักหรอก จะเพราะกระเป๋าไม่เอื้ออำนวยหรือไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตรงกันข้าม, คนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว, มีเงินทองมากกว่า, มักจะเป็นคนที่ใช้เงินซื้อมัลติวิตามินมากินกันอย่างคึกคัก สถิติก็ฟ้องชัดว่าในช่วงหลัง ๆ นี้ยอดขายวิตามินในรูปแบบต่าง ๆ นั้นได้พุ่งขึ้นพรวดพราด เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งก็คือนักวิทยาศาสตร์มีเหตุจะเชื่อว่าการได้สารอาหารบางอย่างมากเพียงพออาจจะป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคร้ายอื่น ๆ ได้ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญที่เพิ่งศึกษาเรื่องนี้เสร็จจึงออกมาเตือนว่าอย่าได้คิดว่าการกินอาหารเสริมอย่างใดอย่างหนึ่งมาก ๆ แล้วจะดีเสมอไป เพราะการที่ร่างกายได้อาหารเสริมบางอย่างมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้... แต่รายงานฉบับนี้ก็ยืนยันว่ามีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าอาหารเสริมบางอย่างเป็นประโยชน์จริง ๆ เช่นผู้หญิงในวัยมีลูกได้ควรกินอาหารเสริมที่มี folic acid เพื่อป้องกันโรคบางอย่างที่เกี่ยวกับการให้คลอดลูก ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนถ้ากินคัลเซี่ยมและวิตามินดีเป็นประจำจะรักษากระดูกได้ดีกว่าคนไม่รับประทานมัน โรคคนแก่อาจจะทำให้ทุเลาเบาบางลงได้หากได้กินวิตามินที่มี anti-oxidants และธาติเหล็กหรือ zinc แต่ถ้าเป็นคนสูบบุหรี่, หมอคณะนี้บอกว่าอย่กินวิตามินที่มี beta-carotene เพราะอาจจะเพิ่มโอกาสของการเป็นมะเร็งปอดได้ สำหรับวิตามินประเภทอื่น ๆ แล้ว, ผู้เชี่ยวชาญคณะนี้บอกว่าความเป็นห่วงอยู่ที่การขาย super doses ที่เกินขนาดที่ทางการเแนะนำเอาไว้ ความเข้มข้นหรือความแรงของยาที่เกิน RDA หรือ recommended daily amount นั้นย่อมถือว่าเป็นเรื่องอันตราย, ควรหลีกเลี่ยงทั้งสิ้นเพราะยาเสริมบางยี่ห้อถึงกับประกาศให้กินมากกว่า RDA ถึง ๕๓ เท่าเพราะเชื่อว่าการโฆษณาอย่างนั้นจะชักชวนให้คนประเภท ชอบเว่อร์ กินอวดเพื่อนฝูงได้, เพราะคนเพี้ยนอย่างนี้ก็มีไม่น้อยในสังคมที่มีความกดดันสูง คุณหมอบอกว่าคนมะกันประมาณ ๑ ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์กินวิตามินและอาหารเสริมเกินขนาดซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่สมควรทำ เพราะนักวิทยาศาสตร์เคยทดลองและได้ผลพิสูจน์แล้วว่าหากรับสาร niacin จากวิตามินมากเกินไปอาจมีผลร้ายต่อตับ และถ้ากินวิตามินเอเกินขนาดจะทำให้ลูกที่เกิดมามีปัญหาทางร่างกาย ส่วนวิตามินอีนั้นหากมีมากเกินไปในร่างกายก็อาจะทำให้เกิดปัญหาเลือดไหลเกินเหตุได้ คณะกรรมการชุดนี้เสนอให้เข้าไปควบคุมการผลิตและการขายวิตามินโดยเฉพาะในการโฆษณาให้ใกล้ชิดกว่าที่เป็นอยู่ เพราะทุกวันนี้ การผลิตอาหารเสริมยังไม่ต้องผ่านการควบคุมของ FDA หรือองค์การอาหารและยาของเขา ดังนั้น ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องแจ้ง ผลข้างเคียง ต่อผู้บริโภคเหมือนอย่างที่ผู้ผลิตยาทั้งหลายต้องทำ (ผลข้างเคียง ครับ, ไม่ใช่ ผลข้างเตียง อย่างที่ผมพิมพ์ผิดไปเมื่อครู่นี้เอง แล้วก็บอกตัวเองว่า เออ, เข้าท่าเหมือนกันแฮะ...) ท้ายสุดก็ต้องกลับไปใช้แนวทางของชาวพุทธอยู่ดี...นั่นคือทำอะไร ๆ ก็ให้ทางสายกลางเอาไว้ อย่าไปเว่อร์ ๆ แบบ ซูเปอร์ฮีโร่เลย เพราะซูเปอร์แมนมีเฉพาะในการร์ตูนเท่านั้นเอง |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 24 เมษายน 2551 | ||
โลกเตือนใกล้หมดยุคเสื้อผ้าราคาถูก หลังหมดยุคอาหารถูกไปแล้ว |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||