• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 878
  • จำนวนผู้ชม : 1251582
  • จำนวนผู้โหวต : 4633
  • ส่ง msg :
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม 2550
พ่อ...วันนี้จะกลับบ้านกินข้าวเย็นกับลูกไหม?
Posted by สุทธิชัย หยุ่น , ผู้อ่าน : 1368 , 11:27:49 น.   | หมวดหมู่ : ไม้เกาหลัง  
พิมพ์หน้านี้



ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ว่าถ้าครอบครัวคนไทยกลับมาตั้งวงนั่งกินข้าวเย็นด้วยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว, สังคมไทยจะดีขึ้นและคุณภาพของคนไทยก็จะต้องดีกว่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้แน่นอน

ฟังเหมือนเรื่องตลกแต่ความจริงไม่ขันเลย...เพราะบรรยากาศการพบปะของคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสร้างความอบอุ่นให้แก่กันและกัน...พ่อแม่ลูกพี่น้องมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเป็นไปของชีวิตแต่ละคนที่ผ่านมาทั้งวัน...เกื้อกูลกัน, หยอกล้อกัน, ถกเถียงประเด็นรอบตัวกัน...หรือแม้แต่เห็นหน้าค่าตากันก็เป็นการสร้างคุณภาพให้กับชีวิตของคนในครอบครัวแล้ว

เหตุที่ครอบครัวไทยทุกวันนี้มีอาการเหมือนห่างเหินกัน, พูดกันไม่รู้เรื่องหรือมีความรู้สึกว่าคนอื่นในบ้านไม่เข้าใจตัวเองก็เพราะไม่ได้พบปะกันที่บนโต๊ะอาหารนั่นแหละ...ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า (ต่างคนต่างเร่งร้อน) หรือมื้อเที่ยง (ต่างคนต่างกินเองที่ที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือมื้อเย็น (ต่างคนต่างมีเหตุจะไม่กลับบ้านกินข้าวกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่น)

ทุกวันนี้, ผมเห็นบางครอบครัวนัดกินข้าวเย็นกันตามห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่สั่งอาหารสำเร็จรูปมากินกันทั้งพ่อแม่ลูก...แม้จะไม่มีบรรยากาศเหมือนบ้านแต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้เจอะเจอกันเลย...กลับถึงบ้าน, ต่างคนต่างนอนเพื่อตื่นขึ้นวันรุ่งขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกันอีก

โดยไม่ได้นัดหมาย, หนังสือใหม่ที่ผมหยิบจากแผงหนังสือที่อเมริการะหว่างไปแวะเวียนเมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อ “Dinner with Dad: How I Found My Way Back to the Family Table” โดย Cameron Stratcher ซึ่งเป็นทั้งทนายความ, นักเขียนนิยายและคอลัมน์หนังสือพิมพ์ที่มีงานยุ่งวุ่นวายตลอดวันจนไม่เคยมีเวลาสำหรับครอบครัวเลย (อย่างนี้สังคมเรียกว่าเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ”?)

วันดีคืนดี, เขารู้สึกว่าชีวิตเขายุ่งเหยิงเกินไป ความรู้สึกห่างเหินครอบครัวทำให้เขาเห็นว่าชีวิตที่ดิ้นรนเพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียงและรายได้ (ที่อ้างว่าทำเพื่อครอบครัวนั่นแหละ) ไม่ได้คุ้มกันเลย เพราะเอาเข้าจริง ๆ, เขาไม่เคยรู้สึกลูกและเมียของตัวเองอย่างใกล้ชิดเลย

เพราะไม่ค่อยได้กินข้าวเย็นที่บ้านกับลูกเมียมานานแสนนานแล้ว

วันหนึ่ง, เขาก็ตัดสินใจประกาศสัจธรรมว่าจะเลิกวิ่งไปกินไป, เลิกซื้ออาหาร “แดกด่วน” จากข้างถนนขณะที่เร่งร้อนไปตามนัดหมายเพื่องานการ

เขาตั้งปณิธานว่าจะกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านอย่างอบอุ่นและมีความสุขอาทิตย์ละอย่างน้อย ๕ วัน...และจะทำอาหารสำหรับครอบครัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่วางบนโต๊ะอาหาร

เขาบอกว่าทุกค่ำ, ทั่วอเมริกาจะมีเด็กไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านคนที่กินอาหารเย็นโดยไม่มีพ่ออยู่ด้วย...ซึ่งกลายเป็นประเด็นของการวิเคราะห์ของนักสังคมวิทยาที่เกี่ยวโยงกับปัญหาสังคมอื่น ๆ

การศึกษาอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯเรื่องหนึ่งสรุปว่าหากวัยรุ่นได้นั่งกินข้าวเย็นกับครอบครัวมากเท่าไหร่, โอกาสที่จะติดยา, ติดเหล้าก็จะต้องลงตามสัดส่วนเท่านั้น

การศึกษาอีกสำนักหนึ่งบอกว่าหากเด็ก ๆ ได้นั่งลงร่วมโต๊ะอาหารมื้อเย็นกับพ่อและแม่, โอกาสที่จะติด “โรคอ้วน” ก็จะน้อยลงไปด้วย

คนเขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่าในฐานะที่เป็นพ่อนั้น, การที่ไม่เคยกินข้าวเย็นกับลูก ๆ เป็นการทำลายโอกาสของตัวเองในการเรียนรู้ถึงชีวิตของลูกของตัวเองโดยเฉพาะในช่วงที่ลูก ๆ กำลังโต

พูดง่าย ๆ คือเป็นพ่อที่ไม่รู้จักลูกของตัวเอง...และมีลูก ๆ ที่เข้าใจพ่อแม่ของตัวเองเช่นกัน

และถ้าหากคนเป็นพ่อและแม่ไม่ให้ความสำคัญของการที่คนทั้งครอบครัวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกันเป็นประจำแล้วไซร้, ชีวิตครอบครัวก็จะอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว, รู้จักแต่หน้าตาของกันและกัน, แต่ไม่รู้ว่าในใจของแต่ละคนในครอบครัวนั้นคิดอย่างไร, มีปัญหาอยากจะปรึกษาอย่างไร

หรือมารู้อีกทีก็ช้าเกินไปเสียแล้ว

คนเขียนหนังสือเล่มนี้เห็นตรงกับผมที่ว่าโต๊ะอาหารเย็น (ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่อาหารหากแต่อยู่ที่บรรยากาศของการมาอยู่ร่วมกัน (โดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ, ไม่ดูทีวีพร้อมกันไปด้วย) คือโอกาสที่จะทำให้ทุกคนในบ้านรู้สึกว่าเป็นเวลาที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งของวัน

พ่อแม่หลายคนอยากจะไม่สำเหนียกว่าเด็กโตขึ้นเร็วเหลือเกิน...ปั๊บเดียว, ก็ออกจากบ้านไปแล้ว, โต๊ะอาหารที่บ้านกลายเป็นเรื่องอดีตไปได้อย่างรวดเร็ว...ไม่ช้าไม่นาน, ลูก ๆ ก็โตขึ้นและก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับบ้านหรือพ่อและแม่อย่างที่ครอบครัวอบอุ่นทั้งหลายควรจะรู้สึก

คนเขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า “ลูก ๆ ของเราอาจจะหายจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวอย่างนั้นได้ง่าย แต่สำหรับพ่อและแม่นั้น, เป็นเรื่องยากที่จะทำใจอย่างนั้นได้...”

เขาบอกว่ามีเหตุผลง่าย ๆ สำหรับพ่อและแม่ที่ควรจะต้องกลับบ้านมากินข้าวมื้อเย็นกับลูก ๆ...

ลูกสาวอายุ ๗ ขวบ...ถือแก้วต่อหน้าพ่อ, พยายามจะเอาใส่ปากของตัวเองอย่างน่ารัก...และถามพ่อว่า

“พ่อขา...ทำไมนมจึงสีขาว?”

คำตอบควรจะอยู่แค่เอื้อมสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการความสุขแห่งการมีครอบครัว

วันนี้, คุณกลับบ้านกินข้าวเย็นหรือยัง?


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
แววรุ้ง วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 09.14 น.

บทเรียนบนโต๊ะอาหาร เป็นสิ่งสำคัญต่อการบริหารชีวิตในครอบครัว
ความคิดเห็นที่ 10
สโรต้า วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 14.55 น.
http://www.oknation.net/blog/srota
SROTA

ถูกต้องเลยค่ะ แต่สโรต้าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ทาข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน คุณพ่อ-คุณแม่-และสโรต้า แต่ถึง ณ เวลานี้ก็คงไม่มีวันนั้นแล้ว เพราะหนึ่งในครอบครัวคนนึงก็ได้จากไปซะแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
แก้วกุดั่น วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 13.42 น.
http://www.oknation.net/blog/finchy
แล้วโลกจะสวยงาม...

ที่บ้านกินข้าวด้วยกันตลอด....
ความคิดเห็นที่ 8
fabregas วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 18.57 น.
http://www.oknation.net/blog/fabregas

เห็นด้วยป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะลูกๆทุกคนต้องการความอบอุ่นจากพ่อแม่
ความคิดเห็นที่ 7
ป้าอ้อม วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 18.14 น.
http://www.oknation.net/blog/naruemit

อ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนชีวิตป้าเลย สุดท้ายครอบครัวโดดเดี่ยวก็พบจุดจบ ท่านอื่นๆก่อนแต่งงานควรมีข้อตกลงเบื้องต้นในเรื่องอาหารเย็นของครอบครัวไว้ด้วยนะคะ ไม่งั้นจะไปคนละทางอย่างป้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
ปรัชญ์ปรีชาศีล วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 17.28 น.
http://www.oknation.net/blog/lOhzz

คุณสุทธิชัย มีโอกาสได้กินข้าวร่วมกับภรรยาและลูกชายบ่อยไหมครับ
ส่วนตัวผม ตอนเด็กๆไม่ค่อยได้กินบ่อยนัก
แต่พอโตขึ้นมา
ทุกวันอาทิตย์จะอยู่ด้วยกันตลอด
ส่วนวันธรรมดา ถ้าไม่มีธุระอันใดผมจะต้องรีบกลับไปกินข้าวกับพ่อกับแม่ให้บ่อยที่สุดเท่าทีจะทำได้
ขอยืนยันว่ามีความสุขจริงๆครับ
ซึ่งเราไม่สามารถหาความสุขแบบนี้ได้จากคนนอกครอบครัวเลย
ความคิดเห็นที่ 5
เจเจค่ะ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 16.23 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
__สวัสดีประเทศไทย__ 

พ่อกลับจากไร่ แม่ง่วนในครัวทำกับข้าว

หนูทำการบ้านเสร็จ

เราทานข้าวด้วยกันค่ะ




แต่ตอนนี้หนูมาเรียนหนังสือในเมืองใหญ่

คิดถึงบ้านจังเลย
ความคิดเห็นที่ 4
คุณนายหวี วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 09.15 น.
http://www.oknation.net/blog/hello

บ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน สามีก็เลยกลับมากินข้าวที่บ้านทั้ง 3 มื้อ แต่ลูกนี่ซิ นาน ๆ เขาถึงจะกินกับ พ่อ แม่ เขามีสังคมของเขามั๊งคะ เห็นโต ๆ กันแล้วไม่อยากไปรบกวนเขา ( ออกแนวเกรงใจลูก ทั้ง ๆ ที่เขานั่นแหละ ต้องเกรงใจเรา ) บางทีก็น้อยใจเหมือนกัน แต่ต้องทำใจ ปลงแล้วละค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 21.54 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

ทำให้นึกถึงเพลง Cats in the Cradle นะครับ
Oh, I'm gonna miss you, Dad....
ความคิดเห็นที่ 2
เทพดารา วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 18.01 น.
http://www.oknation.net/blog/thdara

สังคมที่เจริญ
มักห่างเหินครอบครัว
ทุกวันนี้ไม่มีครอบครัวใหญ่
มีแต่ครอบครัวเดี่ยว
ก็เลย....
...ไม่มีข้าวเย็นสำหรับพ่อและลูก
ความคิดเห็นที่ 1
คนใส่แว่น วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 12.55 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

ครับ
เคยเขียนมาหลายวันแล้ว ครับ
ว่า
ต้องเริ่มกินข้าวด้วยกันก่อน
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

จับชีพจรโลก 24 เมษายน 2551

โลกเตือนใกล้หมดยุคเสื้อผ้าราคาถูก หลังหมดยุคอาหารถูกไปแล้ว

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



รายการชีพจรโลก คุณสุทธิชัยสัมภาษณ์ ฑูต 3 ประเทศ ท่านคิดว่า ทูตท่านไหนพูดไทยถูกใจท่านที่สุด?
จีน
1993 คน
สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
165 คน
สหรัฐอเมริกา
464 คน

  โหวต 2622 คน