พิมพ์หน้านี้
|
6 ตุลา: ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอายุความ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว
ถาม 1. ประวัติศาสตร์ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ควรค่าแก่การศึกษา แต่สังคมไทยในวงกว้างยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ อาจารย์คิดว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ หรือรัฐบาล หรือภาคประชาสังคม ควรจะขับเคลื่อนในแง่การชำระประวัติศาสตร์ช่วงนั้นให้เป็นบทเรียนต่อสังคมไทยได้อย่างไรครับ
ตอบ ควรจะต้องบรรจุอยู่ใน แบบเรียน วิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยม แต่ปัญหาก็เป็นเรื่องของ "นโยบาย" และ แนวคิด กับ จิตสำนึก ว่าด้วยวิชา "ประวัติศาสตร์" ของผู้กุมอำนาจรัฐในระดับของรัฐและกระทรวงศึกษาฯ หากยังคงย่ำอยู่กับที่เพียงเรื่อง "ประวัติศาสตร์" โบราณๆ อันเต็มไปด้วย "จักรๆวงศ์ๆ" ประวัติศาสตร์ (และ/หรือที่ถูกแปรสภาพให้ไร้พลังสร้างสรรค์ กลายเป็น วิชาสังคมศึกษา ไปแล้วนั้น) ก็คงเป็นเรื่องน่าเบื่อ มีแต่ท่องจำ และกลายเป็น "ยากล่อมประสาท" กับทั้งไม่สร้างสติปัญญาให้กับเยาวชนเท่าไรนัก
ถาม 2. ในมุมมองของอาจารย์คิดว่า การที่ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในช่วงนี้ เป็นเพียงการตอบโต้กันทางการเมือง แล้วสุดท้ายก็เงียบหายไปเหมือนเคย หรือจะเป็นการจุดประกายให้ชำระประวัติศาสตร์กันอย่างจริงจังเสียทีครับ
ตอบ คงจะเงียบหายไปในเวลาไม่ช้านี้ เพราะนี่เป็น "ประวัติศาสตร์" ที่ผู้กุมอำนาจของรัฐ และ/หรือระดับคณะรัฐมนตรี หรือเจ้ากระทรวง หรือผู้บัญชาการ หรือผู้อำนวยการใดๆก็ตาม มักต้องการให้เรา "ลืม" มากกว่าให้เรา "จำ" วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องของการต่อสู้ แย่งชิงพื้นที่ กันในหน้ากระดาษของตำราเรียน ในสื่อสารมวลชนทั้งของฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน และที่สำคัญในยุคปัจจุบันคือในโลกอินเตอร์เน็ทและอีเมล์ ดังนั้น การชำระประวัติศาสตร์ หรือการทำให้เรื่องของ 6 ตุลาไม่เป็นเพียง ตำนาน หรือ ความทรงจำส่วนตัว ก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในสถานการณ์และสภาพการเมืองปัจจุบัน แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่คนระดับ นรม. สมัคร และ รมต. เฉลิมออกมาเปิดประเด็นว่า มีคนตายเพียง 1 คน หรือตำรวจเมา ทำปืนลั่น เป็นการจุดประเด็นจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ทำให้ ความเงียบ ของ 6 ตุลา กลับมา กึกก้อง ได้อีกครั้ง
ถาม 3. การที่นักการเมืองหลายคนที่มีส่วนในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ออกมาพูดในทำนองบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่รับรู้กันพอสมควรแล้ว เช่น กรณีของคุณสมัครที่ไปพูดกับสื่อต่างประเทศว่ามีคนตายแค่คนเดียว หรือกรณีของคุณเฉลิม ที่ระบุว่าจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นองเลือด เป็นเพราะตำรวจกองปราบเมาแล้วทำปืนลั่น เหล่านี้จะกลายเป็นตัวเร่งทางการเมืองทำให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรงรอบใหม่หรือไม่ครับ หรือว่าสุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ แล้วจบๆ กันไป
ตอบ ในเบื้องต้น คำสัมภาษณ์ของทั้งของ นรม.สมัคร และ รมต. เฉลิมนั้น อาจมีเป้าหมายในการทำให้เรื่องของ "6 ตุลา" กลายเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย ไร้สาระ ไม่มีความสำคัญ ไม่จำเป็นจะต้องมีผู้รับผิดชอบ (คือที่ผู้กุมอำนาจรัฐในสมัย 2519 ที่ใช้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในการประกอบอาชญากรรม ยึดอำนาจเมื่อ 6 ตุลา) นั้น และก็ไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบต่อบาปและความทารุณโหดร้าย นี่เป็นวิธีปัดความรับผิดชอบ ที่ใช้มาตลอดเวลา และยังได้ผลอยู่ (รวมทั้งในกรณีพฤษภาเลือด 2535) และในประเด็นต่อมา ก็ทำให้ฝ่ายขวาสุดของรัฐบาลผสมชุดปัจจุบัน (ที่เป็นการ "เกี่ยเซี๊ยะ" กันชั่วคราวในพรรคพลังประชาชน และทำให้เราๆท่านๆ หลงเชื่อว่า นรม. สมัคร เป็นเพียง นอมินี ของคุณทักษิณ เพื่อเอาคะแนนเสียงเลือกตั้งจาก รากหญ้าและรากแก้ว นั้น) มีอำนาจต่อรองเหนือ (อดีต) ฝ่ายซ้ายสุดในพรรคฯ ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครกล้าหรือออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนใดๆ ที่ตรงกันข้ามกับข้อมูลประวัติศาสตร์ และกับ นรม. สมัครและ รมต.เฉลิม และที่ร้ายที่สุดก็คือมีบางคนถึงกับออกมา ปกป้อง แก้ต่างให้กับฝ่ายขวาสุดด้วยซ้ำไป ดังนั้น คำถามก็คือ นี่เป็นการ เกี่ยเซี๊ยะ กัน ชั่วคราว ของ พปช. กับรัฐบาลสมัคร 1 แบบเดียวกันกับระหว่างเหมาเจ๋อตุงและเจียงไคเช็ค หรือเป็น เกี่ยเซี๊ยะ กัน ถาวร แบบไทยๆ
ถาม 4. บทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือการไม่ยอมรับความต่างของอุดมการณ์ทางการเมือง อาจารย์คิดว่าสังคมไทยก้าวพ้นสภาพดังกล่าวไปหรือยัง หรือว่ายังอยู่ในวังวนเดิมๆ แล้วก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการนองเลือดได้อีกทุกเมื่อ เหมือนกับไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำอีกในบ้านเรา
ตอบ "6 ตุลา" คืออีกหนึ่งบท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย เช่นเดียวกับเรื่องของ "14 ตุลา" หรือเรื่องของ "พฤษภาเลือด" ดังนั้น สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น วังวน ของการทำผิดและพลาดได้อีกตลอดเวลา เหมือนๆกับเรื่องของรัฐประหาร (ทีเรียกกัน "ผิดๆ" ทางวิชาการทางรัฐศาสตร์ ว่าเป็นการ "ปฏิรูป" ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) นั้น ก็คงต้องมีอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ (2550 ของ เนติบริการและรัฐศาสตร์บริการ ที่ถูกเสียดสีว่าเป็น "รัด ทำ มะ นวย") นั้น ก็คงจะถูกฉีกทิ้ง และร่างกันขึ้นมาใหม่อีก สังคมไทยยังไม่พ้นจาก "วัฏจักรของความชั่วร้าย" ของการเมือง น้ำเน่า แบบนี้
ถาม 5. แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดการขยายผลวิวาทะกรณี 6 ตุลาฯของบรรดานักการเมืองให้กลายเป็นความรุนแรงในบ้านเมืองอีก อาจารย์คิดว่าสังคมไทยควรจะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ
ตอบ นึกไม่ออก ดูเหมือนจะยังไม่มีทางออก เพราะผู้กุมอำนาจรัฐ เป็นผู้กำหนดเกมนี้ตลอดเวลา นั่นคือการใช้ ความรุนแรง หรือกระทำ "อาชญากรรมโดยรัฐ" ต่อประชาชนของตนเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของ คณาธิปไตย ในการสังหารหมู่ รัฐประหาร 6 ตุลา ผู้กุมอำนาจรัฐใช้ทั้งอาวุธสงคราม ใช้ทั้ง ตชด. ทั้งตำรวจในกรุง ทั้งอันธพาล ทั้งลูกเสือชาวบ้าน หน่วยจัดตั้งอย่างนวพล กระทิงแดง กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ ใช้ทั้งสื่อวิทยุ (ยานเกราะ) กับเครือข่ายทั่วประเทศ ทั้งทีวี ปลุกระดมให้เกิดความคลุ้มคลั่งและก่ออาชญากรรมขึ้นมาได้ เรื่องทำนองนี้เกิดอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ "จังหวัดภาคใต้" ซึ่งความรุนแรง และทารุณกรรมที่เราเห็นได้จากทั้ง "6 ตุลา" และ "พฤษภาเลือด" ก็คงมีความเหมือนกันกับกรณีของ "กรือเซะ" และ "ตากใบ" (หรืออีกมายมายกรณีแถวชายแดนที่ไม่เป็นข่าว) เพียงแต่ว่านั่นอยู่ไกลแสนไกลจากพวกเราๆท่านๆ ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางของอำนาจใน กทม. และมองไม่ค่อยเห็น สัมผัสก็ไม่ค่อยจะได้ และ/หรือ ไม่แคร์ด้วยซ้ำไป (ขอให้ดูงานศิลป์ชั้นเยี่ยมยอดของมานิต ศรีวานิชภูมิ ในชุด พิ้ง ขาว น้ำเงิน โดยเฉพาะรูปชายคนหนึ่ง ใส่ชุดสีชมพู มาดูการทารุณกรรมศพที่ถูกแขวนคอที่ต้นมะขาม สนามหลวง)
ถาม 6. สิ่งที่นักวิชาการหลายท่านพูดในงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันอังคารที่ 19 ก.พ. (2551) ว่าการเอ่ยอ้างถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ควรหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่จำกัดเฉพาะเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต หรือใครคือต้นเหตุของการนองเลือดนั้น อาจารย์มองว่ามิติอื่นๆ ของเหตุการณ์ที่ควรกล่าวถึงเพื่อเป็นบทเรียนจริงๆ ของสังคมไทยมีอะไรบ้างครับ ตอบ เรื่องจำนวนตัวเลขของผู้ตาย (ที่ฝ่ายราชการของรัฐบาลธานินทร์ ไกรวิเชียรให้ไว้ประมาณ 40 กว่าๆ และที่ฝ่ายเอกชนอิสระองค์กรประสานงานทางสังคมและศาสนา เช่นนาย Nicholas Bennett ให้ไว้ว่าประมาณ 300 นั้น) เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญและจำเป็นในประวัติศาสตร์ ดังนั้น การถูกนำมาถกเถียงครั้งนี้ ก็เป็นสิ่งที่สมควรยิ่ง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น และควรต้องไปให้ไกลและสูงกว่านั้น (กว่า นรม.สมัคร และ รมต.เฉลิม) ก็คือ หัวใจ ของประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ที่ว่า who, what, when, why นั่นคือ ใคร คือผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทั้ง ผู้กระทำ และ ผู้ถูกกระทำ ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ผู้คนหรือใครเหล่านั้นทำอะไร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในที่ลับตาและที่เปิดโล่ง กระทำกันตั้งแต่เมื่อไรจนถึง ณ วันที่ 6 ตุลานั้น (และหลังจากนั้นด้วย) และที่สำคัญคือ ทำไมต้องทำหรือถูกกระทำใน อาชญากรรม ครั้งนั้น 7. สำหรับบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญๆสมัยนั้น หรือ ใครเป็นใครเมื่อ 6 ตุลา ก็มีอาทิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็น นรม. อธิบดีกรมตำรวจ คือ พล.ต.อ.ศรีสุข มหินทรเทพ รองอธิบดีฯ คือ พล.ต.ท. ทางด้านลูกเสือชาวบ้านมี พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ เป็นผู้นำ ส่วนหัวหน้ากระทิงแดงก็คือ พล.ต. นอกจากนี้ทางด้านผู้นำสงฆ์ที่ต่อต้านนิสิตนักศึกษา ก็คือ กิตติวุฑโฒภิกขุ ซึ่งมีผู้นำนวพล นาย สมัยนั้น ผบ.สส. คือ พลเรือตรีสงัด ชลออยู่ ที่กลายเป็นหัวหน้าคณะนายทหารทำการ รัฐประหาร 6 ตุลา 2519 (แต่ใช้ชื่อไม่ถูกต้องวิชารัฐศาสตร์ว่า การปฏิรูป เช่นเดียวกับครั้ง 19 กันยายน 2549 หรืออีก 30 ปีต่อมา) สมัยนั้นมี ผบ.ทบ. ชื่อพลเอกเสริม ณ นคร (เพิ่งรับตำแหน่งต่อจากพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์) ส่วน ผบ.ทร. คือ พลเรือเอกอมร ศิริกายะ และ ผบ.ทอ. คือ พลอากาศเอกกมล เตชะตุงคะ ทางธรรมศาสตร์ซึ่งกลายเป็น Killing Field ไปนั้นมี ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี และมีนายก อมธ. คือ นาย นักศึกษา ตัวเล็กๆ ที่ไม่ใช่ระดับนำ แต่ได้กลายเป็น ข้อกล่าวหาคลาสสิก ว่าด้วย การหมิ่นพระบรมเดชาฯ และ ไม่จงรักภักดี ต้องการทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ นาย ถาม 8. อดีตคนตุลาฯในรัฐบาลชุดปัจจุบัน จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบหรือจุดยืนบางประการตามที่มีบางฝ่ายเรียกร้องหรือไม่ และท่าทีของผู้นำประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีบางคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในมิติต่างๆ ควรจะเป็นอย่างไร จึงจะเป็นการสร้างทางออกที่สร้างสรรค์กับสังคม ตอบ ใช่แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่แถวหน้าๆของฝ่ายที่ ถูกกระทำ ที่เป็น คนเดือนตุลา แต่ก็น่าประหลาดใจยิ่ง ที่ในทางตรงกันข้าม ที่แถวหน้าของฝ่าย ผู้กระทำ กลับกลายเป็นฝ่ายรุกในเกมล่าสุดนี้ ทั้งยังดูเหมือนว่าแถวหน้าของฝ่าย ผู้กระทำ สามารถทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลา แทนที่จะเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญหรือ บทเรียน ในกระบวนการของการเมืองไทยสมัยใหม่ ทั้งยังมีสถานะที่สำคัญเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์สากลของโลกสมัยนั้น กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องน้อย ไร้สาระ และสมควรที่จะต้องถูก "ลืม ไปด้วยซ้ำ นี่อาจจะเป็น วาระซ่อนเร้น ของฝ่าย ผู้กระทำ (คือบรรดานักอนุรักษ์นิยม/ฝ่ายขวาในรัฐบาลผสมชุดนี้ ที่ดำเนินการรุกและปิดปากฝ่ายซ้าย (ที่เคยเชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายก้าวหน้า) ก็เป็นได้ สุดท้าย วิวาทะ ล่าสุดนี้สอนให้เรารู้ว่า ก) ผู้นำระดับชาติที่เป็นถึง นรม. หรือ รมค. นั้นสามารถ พูดปด คำโตๆ ได้ ทั้งนี้โดยมี วาระซ่อนเร้น ไว้ดังที่อดีต รมต. กระทรวงโปรปะกันดาของนาซี Goebbels กล่าวว่า the bigger the lie the more it is believed ข) วิวาทะที่เกิดขึ้น ต้องมองในเชิงบวกและสร้างสรรค์ กล่าวคือจะทำให้มีการรื้อฟื้นชำระ และทบทวนบทเรียนประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ค) ประวัติศาสตร์เป็น ศาสตร์ ที่แปลกประหลาดมาก กล่าวคือ ไม่มีอายุความ ง) ปีศาจ หรือผี หรือบาดแผลประวัติศาสตร์ 6 ตุลานี้ จะยังอยู่กับเราอีกนานแสนนาน จะปะทุพุพองขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้ หากไม่ได้รับการเยียวยารักษาให้ถูกวิธีของศาสตร์แห่งสังคม (หมายเหตุ ให้สัมภาษณ์ 22 กุมภาพันธ์ 2551) |
| ในสนามข่าวเราคือตัวจริง | ||
ประมวลภาพงานเปิดตัว "ในสนามข่าวเราคือตัวจริง" |
||
|
View All |
||
| จับชีพจรโลก 13 พฤษภาคม 2551 | ||
ปีมหามงคลของจีน กลับมีแต่ภัยพิบัติ ทุกรูปแบบ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |