พิมพ์หน้านี้
|
บทส่งท้าย ฆัมเฏือณ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และเรื่องเล่าโหดๆนี้ ก็กำลังย่างเข้าสู่วาระนั้นแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ได้มาถึงจุดสุดยอดแล้ว และกำลังจะแตกสลายไป ผมนึกย้อนไปถึงวันแรกๆ ที่ได้มาทำงานที่เขาหลัก มันยังบริสุทธิ์อยู่มาก แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันไม่เหมือนภูเก็ตโดยเฉพาะหาดป่าตองที่เริ่มจะคล้ายกับถนนข้าวสารเข้าไปทุกที และที่นี่ก็ไม่เหมือนภัทยาที่มีโสเภณีเป็นอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนั้นการเดินทางจากเขาหลักเขาไปยังจุดดำน้ำที่สำคัญเช่น หมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จัดได้ว่าใกล้กว่าภูเก็ตพอสมควร ซึ่งเป็นผลดีต่อต้นทุนค่าเดินทางในยุคน้ำมันลิตรละ 20 บาท และยังสามารถเดินทางแบบไปกลับวันต่อวันได้ เขาหลักจึงเป็นจุดหมายใหม่ของนักดำน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดครอบครัวที่ไม่ต้องการเที่ยวกระหรี่เวลาที่มากับเมีย ..................................................... เดิมผมทำงานอยู่ที่ภูเก็ตแต่เมื่อมีร้านจากเขาหลักชวนมาทำงานโดยให้เงื่อนไขที่น่าสนใจกว่าผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ผมทำงานอยู่สามวันเพื่อตัดสินใจว่าจะทำงานที่นี่ต่อดีหรือไม่ จากนั้นผมกลับบ้านเพื่อไปสั่งเสีย แล้วจึงลงมาทำงานแบบเต็มตัว ผมจำคำสั่งสอนของแม่ได้ดีว่า ไปอยู่ไกลหูไกลตา ต้องระวังตัวนะลูก ถ้าเงี่ยนก็ใส่ถุงนะ ชักว่าก็ดี
จริง ๆ แล้วมันมีเรื่องราวบางอย่างในในความเป็นห่วงนั้น ในส่วนลึก ๆ ผมมีความกังวงกับการลงมาทำงานที่ใต้ในครั้งนี้ เพราะอาทิตย์แรกที่ผมอยู่ที่ภูเก็ต อยู่ดีๆ สร้อยคอของผมก็หายไป ตามปรกติผมจะไม่ถอดสร้อยแม้ว่าจะดำน้ำ หรือแม้แต่เวลานอน อยู่ดี ๆ ก็หายไป เมื่อตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อปี 2543 แรกกระแทกกระชากสร้อยจนขาด แต่สร้อยก็ยังติดอยู่กับตัว แต่คราวนี้ไม่ใช่ สร้อยพระแสตนเลสหายไปแบบไม่มีร่องรอย ผมนึกในใจ สงสัยคราวนี้กูจะต้องโดนอะไรแน่ ............................................................................ มีเหตุการณ์ที่ไม่น่ายินดีนักเกิดขึ้นติด ๆ กันในอาทิตย์แรกที่ผมมาทำงานที่นี่ ในระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นศพคนตาย จากอุบัติเหตุบนถนนจนเป็นเรื่องปรกติ มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่ได้สร้างความรู้สึกหดหู่ให้กับผมไม่น้อย ผมถามคนแถวนั้นหลายๆ คนว่าคิดอย่างไรกับการที่เด็ก (เชื่อว่าคงจะมีอายุไม่ถึง 15 ปี) มาตายบนถนนแทบทุกวัน ทุกคนแทบจะตอบตรงกันว่า ก็ดี ตายไปมั่งจะได้หมด ๆ ขับมอไซค์แบบนี้ก็สมควรแล้ว . ภาพคนตายบนถนนอันสุดแสนจะชินตานั้นราวกับจะเป็นลางบอกเหตุว่านี่คือสิ่งที่ผมจะต้องเจอเป็นปรกติที่นี่ แต่นั่นก็ยังเทียบอะไรไม่ได้กับสิ่งที่เจอในวันนั้น ตายห่าหมดทั้งคนมีกระดอ ไม่มีกระดอ และนิติบุคคล สิ่งหนึ่งที่ผมและอีกหลาย ๆ คนประทับใจคือ ไม่มีคนไทยคนไหนในร้านที่คิดแต่จะหนีเอาตัวรอด ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่สนว่าจะได้ค่าตอบแทนหรือไม่ ไม่เหมือนกับฝรั่งที่ร้านที่เอาแต่จะทึ้งเจ้าของร้าน ทั้งขู่ทั้งปล้น คนหนึ่งเอาเช็คที่ลูกค้าเซ็นจ่ายร้านมาขู่เจ้าของว่า จะจ่ายให้เท่าไหร่ ไม่งั้นจะฉีกตั๋วเงินนี้ทิ้ง ประเสริฐจริง ๆ........... แต่อีกด้านหนึ่ง เด็กเรือยังคงเฝ้าเรืออยู่ แม้ว่ากรมอุตุจะประกาศให้ระวัง อาฟเตอร์ช็อค อยู่ทุกวัน ถ้าคนเหล่านี้คิดแต่จะเอาตัวรอด และถ้าไม่มีคนเฝ้าเรือ หรือกัปตันเรือชิ่งเอาเรือไป ความสูญเสียอีกเท่าไหร่ที่จะเกิดขึ้นกับร้าน ผมแวะไปเยี่ยมพักพวกบ้างเพื่อดูว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไรในยามนี้ ปีนี้ร้านปิดจึงเป็นที่แน่นอนว่าเด็กเรือคงจะตกงานกันถ้วนหน้า ดูเผิน ๆ พวกเขาดูเหมือนจะไม่เป็นไร แต่ถ้ามองเข้าไปในแววตาของคนเหล่านั้นก็จะได้เห็นแต่ความหดหู่และเคว้งคว้าง ผมถามเพื่อนว่าแล้วจะทำไงต่อกับชีวิต เก๋ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อน ๆ ว่า ถ้าไม่ไปก่อสร้างก็จะไปกรีดยาง ผมเสียใจมากที่ การเผลอเอากระดอไปกระแทกกับก้นทะเลในวันนั้น นอกจากจะทำให้ผู้คนมหาศาลต้องล้มตายแล้ว มันยังมีมนต์ดำที่สามารถ เปลี่ยนเด็กเรือให้เป็นคนงานก่อสร้างได้พริบตา ...............................................................................
ผมยังจำภาพนั้นได้ดี แกยกของออกจากรถไม่ไหวจนพวกเราต้องไปช่วย ................................................. อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือในระยะสั้นดูเหมือนจะมากเกินพอ โดยเฉพาะอาหารแห้งและเสื้อผ้าที่มากจนไม่มีที่จะเก็บ ผมโทรไปบอกเพื่อนที่กรุงเทพหลายคนและหลายครั้งให้ช่วยบอกสื่อมวลชนที่กรุงเทพด้วยว่า กู แดกมาม่าจนหัวจะล้านอยู่แล้ว...........ขอเหล้า บุหรี่ น้ำดื่ม ยากันยุง กำยาน (ดับกลิ่นศพ) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร นึกถึงวันที่ไปบ้านนกดาว กับเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ ผักก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา แต่เท่าที่ผมจำได้ วันนั้นผมได้ตระเวนไปตามบ้านพักชั่วคราวของผู้ประสบภัยอยู่หลายที่แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของรากผักชี อาหารหลายอย่างถูกวางอยู่กลางแจ้ง เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะเสีย ส่วนเสื้อผ้าก็ไม่ต่างกัน ถ้าฝนตกลงมาก็ได้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วแน่ๆ อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าตอนคงจะมีการแก้ปัญหาไปบ้างแล้ว โชคดีมากๆ ที่ไม่มีฝนตกในวันแรกๆ หลังเกิดวิกฤต มิฉะนั้นคงได้มีคนตายเพราะโรคระบาดเพราะฝนจะกวาดเอา เชื้อโรค หนองและหนอนจากศพให้กระจายออกเป็นบริเวณกว้าง แล้วน้ำดังกล่าวนี้ก็จะซึมอยู่ลงสู่แหล่งน้ำบาดาล ที่พวก ชาวบ้าน (และอาบอบนวด ชื่อดัง?) สูบขึ้นมาใช้ เวลาอาบน้ำก็จะมีหนอนพุ่งออกมาจากฝักบัว........................บรึ๋ยยยยยยยยยย นั่นเท่ากับว่าชาวบ้านจะไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติใช้ กลับมาที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกครั้ง มีคนเข้ามาติดต่อด้วยเรื่องแปลกๆ ทั้งวัน แม้แต่ตำรวจจราจร เข้ามาบอกว่า คนข้างผมบ่นพึมพำ แล้วนี่กูจะไปหามาจากไหนวะเนี่ย........แต่ไปเป็นไรเดี๋ยวหาให้ และในที่สุดก็หามาจนได้ นับว่าเป็นความเก๋าของอาสาสมัครที่เพิ่งจะมาทำงาน รู้สึกว่าแกจะเป็นพวกวิทยุสมัครเล่น การทำงานในวันแรกนั้นขอบอกว่าทุลักทุเลอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเกือบทุกคนเป็นอาสาสมัคร เวลาที่คนถามไรมาแม่งก็ตอบไม่ได้ซักข้อ พูดแล้วก็นึกถึงไอ้ลูกเสือหัวควยที่มานั่งที่ศูนย์ วันๆ ไม่เห็นแม่งจะทำควยไร นอกจากเดินไปรับนาย ครั้งหนึ่งผมถามเชี่ยนั่นเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยว่า จะต้องแนะนำให้ทำพวกเขาทำควยอะไรและจะต้องติดต่อหน่วยราชการใดบ้าง คำตอบของแม่งสรุปได้สั้นๆ เป็นประโยคเดียวว่า เป็นเหี้ยไร ให้ไปโรงพักหมด ไอ้พวกหัวควยนี่ กูเกลียดมึงจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบนั้นมันไม่ใช่ เพราะคราวนี้เป็นกรณีพิเศษ ทุกเรื่องควรจะไปเริ่มต้นที่อำเภอ ผมเชื่อแน่ว่าถ้าไปที่โรงพักแล้ว พวกควยนั่นมันก็จะไม่รับเรื่องแล้วบอกว่าเรื่องเกิดนอกพื้นที่ ต้องไปแจ้งที่ฟาร์ม อื่น อย่าแปลกใจที่ทำไมผมเรียกพวกนั้นว่า ควย เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว บั้ง หรือ เครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมนี้ ก็คือ กระดอ นั่นเอง เครื่องหมายอันบ่งบอกถึงความเป็นชายนี้ถูกนำมาใช้แทนเครื่องหมายยศ เพื่อชดเชยความบกพร่อง (ในเชิงขนาดและความทนทาน) ของคนเหล่านั้น ยิ่งควยมาก ตำแหน่งยิ่งสูง พอเป็นอยู่ไปนาน ๆ ก็จะเริ่มมีดาว.......เมื่อท่านไตร่ตรองโดยวิตถาร (แปลว่า โดยละเอียด) ก็จะพบว่า สรรพนามของดาว คือ ดวง เมื่อความโสโครกได้ที่ ควยเน่า ๆ ก็จะเริ่มมี ดวง ขึ้นมาเป็นวงๆ นั่นแสดงว่าเป็นกลาก สังคัง หรือ เริม ก็เป็นได้............ ซึ่งต้องใช้ครีมจำพวก ไนโซรอล คาเนสเทน หรือ ซีมาโลชั่น (พื้นที่โฆษณา) ถ้าจะให้หายเร็วให้เอามีดคม ๆ มาขูด เชื้อราออก ถึงจะเจ็บหน่อยแต่ก็ทำให้หายเร็ว......โอ้ย เอ นอกเรื่องไปป่าววะ ถึงไหนแล้วเนี่ย อ๋อ......นอกจากปัญหาการขาดประสบการณ์ของอาสาสมัครแล้ว ความกลัว After shock ที่กรมอุตุแม่งเตือนจังเลย (แต่เวลาจริงๆ เสือกไม่เตือน) ก็ทำให้หลายๆ คนมีอาการป๊อดอยู่ในใจ วันนั้นประมาณบ่ายหน่อยๆ อยู่ดีคนก็วิ่งกรูออกมาจากซอยบางเนียง แล้วก็ร้องว่าวิ่ง.....คลื่นมา (อีกแล้ว) แล้วผู้คนนับพันก็ไปอยู่กันบนเขาในพริบตา ผมว่าตอนเด็กพวกพี่คงจะเล่นไล่จับกันบ่อย............................ แต่ ณ เวลาเดียวกันนั้น มีมหาบุรุษ และสตรีอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่คงยังยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่สะทกสะท้าน ซึ่งก็คือ จริงแล้วคนที่ไม่วิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะขึ้เกียจ หรืออะไร แต่เพราะคนเหล่านั้นพยายามรวมรวมเอกสาร ที่กระจัดกระจายจากการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตของเหล่าอาสาสมัคร เอกสารที่เขียนกันมาทั้งวันก็สูญหายไปไม่น้อย ในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่ง นักวิทยุสมัครเล่นที่นั่งข้างๆ ผม แสดงความเก๋าอีกครั้ง ด้วยการวิทยุเข้าไปถามคนที่อยู่ใกล้ทะเลว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ได้รับคำตอบที่น่ารักน่ากระทืบมาว่า คนเก็บศพเห็นน้ำลง เลยตกใจคิดว่าคลื่นจะมา ................................................................... อีหรอบเดียวกับข่าวลือเมื่อวันก่อน เช้าวันนั้นอยู่ดี ๆ คนและพาหนะทุกอย่างต่างมุ่งหน้าไปทางเหนือด้วยความเร็วในระดับสุดตีน ผมซึ่งยังอยู่ที่ร้าน มองหน้ากับเพื่อนร่วมงานอย่างงง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะบริเวณที่อยู่ตรงนั้นเป็นที่สูงเลยรู้สึกประหลาดใจว่าคนแม่งจะวิ่งลงต่ำกันไปทำไม เวลาผ่านไปซักพักรถยังวิ่งกันอยู่เป็นขบวนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และมีเฮลิคอปเตอร์ บินไล่ตามในระดับต่ำแทบจะดูดตูดกันเพื่อถ่ายภาพ ในขณะที่พวกเรายังคงมองตาปริบ ๆ ว่าพวกแม่งทำเหี้ยไรกัน ฝรั่งที่ร้านบางคนเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของสื่อเพื่อขายข่าว สักพักความสงสัยของผมก็หมดไป ได้ยินดังนั้นผมจึงตัดสินใจอยู่ที่เดิม เพราะถ้าคลังแสงระเบิดจริง จะไปยังไงก็ไม่ทัน สู้อยู่ตรงนี้ดีกว่าโดนจัง ๆ ศพจะได้ไหม้สวยๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...........5 5 ได้เล่นหนังแขกอีกรอบแล้วเพื่อน ................................................ ทราบความภายหลังจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือว่า (มีคำอธิบายเรื่องนับ 10 เวอร์ชั่น เรื่องนี้น่าจะจริงที่สุด) ในขณะที่ทหารเรือกำลังขนย้าย วัตถุระเบิดออกจากเรือรบหมายเลข 457 นั้น ได้เกิดการระเบิดของแก๊ซปิคนิคที่ท่าเรือทับละมุซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทางกองทัพเกรงว่าก๊าซที่พุ่งออกมาอาจไหลเข้าไปที่ใต้ท้องเรือ ซึ่งมีนายทหารชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนหลายนาน กำลังแอบดูดเนื้อกันอยู่ พวกเขาเกรงว่าประกายไฟที่โจ๋นั้น อาจทำให้ก๊าซที่เข้ามาอยู่ในตัวเรือเกิดการลุกไหม้และลามไปที่ขีปนาวุธ ซึ่งอาจเกิดทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ แล้วเหล่านายทหารเกรงว่าจะถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงโทษสถานหนัก ....................................................... ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าท่านผู้อ่านก็โตจนหมาเลียกระดอไม่ถึงแล้ว (ยกเว้นอยู่กรณีเดียว) อะไรจริงไม่จริงก็พิจารณากันเอาเอง ส่วนอันนี้สิเรื่องจริง ย้อนกลับไปวันที่ผมขับรถปิคอัฟเน่า ๆ พาญาติพี่เก่งไปตรวจหาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมที่วัดย่านยาว วันนั้นผมขับไม่เร็วแต่ทันใดนั้นเองมีวัตถุบางอย่างพุ่งเข่ามาหาผมจากด้านหน้าด้วยความเร็วพอๆ กับมีดสั้นของเอี๊ยบไค มันเป็นโลหะที่มาพร้อมกับวิญญาณ....................................... แต่มันไม่ใช้มีดสั้น แล้วมันก็ไม่ใช่ตะกั่วของนักดำน้ำรัสเซียน (ดู นักดำน้ำรัสเซียน http://bloodybrother.blogspot.com/2005/12/russian-divers-1.html) . การเฉี่ยวกันของวัตถุที่มีมวลเกือบ 2 ตันด้วยความเร็วขนาดนั้น ย่อมก่อให้เกิดแรงดูดอย่างมหาศาล จนแทบจะกระชากวิญญาณของผมออกไปจากร่าง ผมนึกในใจในระหว่างขับรถว่า กูอุตส่าห์รอดจากคลื่นยักษ์แล้ว แต่อาจจะต้องมาตายเพราะรถชนบนถนนเนี่ยนะ......ช่างน่าสมเพชจริง ๆ กว่าจะไปถึงวัดผมก็ได้เสียวกับรถนั่นไปแล้วไม่รู้กี่รอบ ผมพยายามมองในแง่ดีว่าอย่างน้อย ผมก็แน่ใจได้ว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุศพผมก็จะถูกเก็บส่งวัดได้อย่างรวดเร็ว หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินข่าวลือที่ว่า รถเฮียปอ วางเครื่องเจ ตอนนี้ผมเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข และเชื่อว่าวางหลายคันด้วย และไม่กี่วันต่อมาก็มาก็มีข่าวว่า รถเก็บศพชนกัน ........................................................................ เจอแต่เรื่องหนักๆ เข้าทุกวันผมก็เบื่อ เช้าวันหนึ่งผมจึงขี่จักรยานไปนั่งชมวิวอยู่หน้าร้าน Sub Aqua อย่าลืมว่าร้านนั้นอยู่ที่สูง การขี่รถจักรยานไปที่ร้านจึงต้องใช้แรงไม่น้อย เมื่อถึงร้านผมหอบเป็นหมาและนั่งพักอยู่บนโต๊ะหมากรุกหน้าร้าน แล้วถอกเอ้ยถอดเสื้อออกมาผึ่งลมให้แห้ง อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีไอ้พวกหัวควย 4 - 5 หัวเดินมาที่ผม พร้อมกับถามผมว่ามาทำอะไร ผมก็ไม่รู้จะตอบควยไร เพราะนี่มันก็เป็นที่ทำงาน คนแม่งก็นั่งอยู่ทุกวี่ทุกวัน พวกมึงนะสิตัวประหลาด ทำไมพวกควยนี่ชอบนึกว่ากูจะมาปล้นวะ ถ้าปล้นแล้วกูจะนั่งเฉย ๆ อยู่หน้าร้านทำกระด๋อยอะไร ไอ้ห่าเวลาปล้นจริง ๆ เสือกไม่จับ...............นี่แหละลูกสุนัข นอกจากการหลั่งแล้ว อย่างอื่นก็ช้ากว่าชาวบ้านเสมอ .................................................................... |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |