ขวัญผู้ยิ่งใหญ่ - จนมิอาจนอนคว่ำ
เป็นเพียงเรื่องราวที่พัดผ่าน และความคิดที่วาบขึ้นมา
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bloodybrother
วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน 2550
เรื่องเล่าโหด ๆ จากผู้ประสบภัยเขาหลัก - บทส่งท้าย ๑
Posted by ขวัญผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ , ผู้อ่าน : 385 , 15:47:46 น.  
พิมพ์หน้านี้


บทส่งท้าย

ฆัมเฏือณ
บดฆวามเฬื่องณี้หาฎ้าญเหมาะษมกัปเฎ็ก แฬะศฏฬีมีฆรรญ ม่าญ พู่ปกฆรองโปฬฎภิจาร
นา

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และเรื่องเล่าโหดๆนี้ ก็กำลังย่างเข้าสู่วาระนั้นแล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ได้มาถึงจุดสุดยอดแล้ว และกำลังจะแตกสลายไป

ผมนึกย้อนไปถึงวันแรกๆ ที่ได้มาทำงานที่เขาหลัก มันยังบริสุทธิ์อยู่มาก แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันไม่เหมือนภูเก็ตโดยเฉพาะหาดป่าตองที่เริ่มจะคล้ายกับถนนข้าวสารเข้าไปทุกที และที่นี่ก็ไม่เหมือนภัทยาที่มีโสเภณีเป็นอุตสาหกรรมหลัก

นอกจากนั้นการเดินทางจากเขาหลักเขาไปยังจุดดำน้ำที่สำคัญเช่น หมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จัดได้ว่าใกล้กว่าภูเก็ตพอสมควร ซึ่งเป็นผลดีต่อต้นทุนค่าเดินทางในยุคน้ำมันลิตรละ 20 บาท และยังสามารถเดินทางแบบไปกลับวันต่อวันได้

เขาหลักจึงเป็นจุดหมายใหม่ของนักดำน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดครอบครัวที่ไม่ต้องการเที่ยวกระหรี่เวลาที่มากับเมีย

.....................................................

เดิมผมทำงานอยู่ที่ภูเก็ตแต่เมื่อมีร้านจากเขาหลักชวนมาทำงานโดยให้เงื่อนไขที่น่าสนใจกว่าผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

ผมทำงานอยู่สามวันเพื่อตัดสินใจว่าจะทำงานที่นี่ต่อดีหรือไม่ จากนั้นผมกลับบ้านเพื่อไปสั่งเสีย แล้วจึงลงมาทำงานแบบเต็มตัว

ผมจำคำสั่งสอนของแม่ได้ดีว่า

“ไปอยู่ไกลหูไกลตา ต้องระวังตัวนะลูก ถ้าเงี่ยนก็ใส่ถุงนะ ชักว่าก็ดี”


............................................................

จริง ๆ แล้วมันมีเรื่องราวบางอย่างในในความเป็นห่วงนั้น

ในส่วนลึก ๆ ผมมีความกังวงกับการลงมาทำงานที่ใต้ในครั้งนี้ เพราะอาทิตย์แรกที่ผมอยู่ที่ภูเก็ต อยู่ดีๆ สร้อยคอของผมก็หายไป ตามปรกติผมจะไม่ถอดสร้อยแม้ว่าจะดำน้ำ หรือแม้แต่เวลานอน

อยู่ดี ๆ ก็หายไป

เมื่อตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อปี  2543 แรกกระแทกกระชากสร้อยจนขาด แต่สร้อยก็ยังติดอยู่กับตัว แต่คราวนี้ไม่ใช่ สร้อยพระแสตนเลสหายไปแบบไม่มีร่องรอย

ผมนึกในใจ สงสัยคราวนี้กูจะต้องโดนอะไรแน่

............................................................................

มีเหตุการณ์ที่ไม่น่ายินดีนักเกิดขึ้นติด ๆ  กันในอาทิตย์แรกที่ผมมาทำงานที่นี่

ในระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นศพคนตาย จากอุบัติเหตุบนถนนจนเป็นเรื่องปรกติ
ร่างไร้วิญญาณนอนจมอยู่บนกองเลือดสดๆ ที่ยังไหลอยู่ กับไทยมุงอีกเป็นฝูง

มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่ได้สร้างความรู้สึกหดหู่ให้กับผมไม่น้อย

ผมถามคนแถวนั้นหลายๆ คนว่าคิดอย่างไรกับการที่เด็ก (เชื่อว่าคงจะมีอายุไม่ถึง 15 ปี) มาตายบนถนนแทบทุกวัน ทุกคนแทบจะตอบตรงกันว่า “ก็ดี ตายไปมั่งจะได้หมด ๆ ขับมอไซค์แบบนี้ก็สมควรแล้ว”

.
.
.
อืม..............ผมเชื่อแล้วว่าคนใต้โหด (จิงๆ  นะ)

ภาพคนตายบนถนนอันสุดแสนจะชินตานั้นราวกับจะเป็นลางบอกเหตุว่านี่คือสิ่งที่ผมจะต้องเจอเป็นปรกติที่นี่

แต่นั่นก็ยังเทียบอะไรไม่ได้กับสิ่งที่เจอในวันนั้น
.....................................
..............
....
.

ตายห่าหมดทั้งคนมีกระดอ ไม่มีกระดอ และนิติบุคคล
.....................................................

สิ่งหนึ่งที่ผมและอีกหลาย ๆ คนประทับใจคือ ไม่มีคนไทยคนไหนในร้านที่คิดแต่จะหนีเอาตัวรอด ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่สนว่าจะได้ค่าตอบแทนหรือไม่

ไม่เหมือนกับฝรั่งที่ร้านที่เอาแต่จะทึ้งเจ้าของร้าน ทั้งขู่ทั้งปล้น

คนหนึ่งเอาเช็คที่ลูกค้าเซ็นจ่ายร้านมาขู่เจ้าของว่า จะจ่ายให้เท่าไหร่ ไม่งั้นจะฉีกตั๋วเงินนี้ทิ้ง
ส่วนอีกพวกก็ปล้นแม่งดื้อ ๆ เลย

ประเสริฐจริง ๆ...........
.
.
.

แต่อีกด้านหนึ่ง

เด็กเรือยังคงเฝ้าเรืออยู่ แม้ว่ากรมอุตุจะประกาศให้ระวัง อาฟเตอร์ช็อค อยู่ทุกวัน ถ้าคนเหล่านี้คิดแต่จะเอาตัวรอด และถ้าไม่มีคนเฝ้าเรือ หรือกัปตันเรือชิ่งเอาเรือไป ความสูญเสียอีกเท่าไหร่ที่จะเกิดขึ้นกับร้าน

ผมแวะไปเยี่ยมพักพวกบ้างเพื่อดูว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไรในยามนี้ ปีนี้ร้านปิดจึงเป็นที่แน่นอนว่าเด็กเรือคงจะตกงานกันถ้วนหน้า ดูเผิน ๆ พวกเขาดูเหมือนจะไม่เป็นไร แต่ถ้ามองเข้าไปในแววตาของคนเหล่านั้นก็จะได้เห็นแต่ความหดหู่และเคว้งคว้าง

ผมถามเพื่อนว่าแล้วจะทำไงต่อกับชีวิต เก๋ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อน ๆ ว่า ถ้าไม่ไปก่อสร้างก็จะไปกรีดยาง

ผมเสียใจมากที่

การเผลอเอากระดอไปกระแทกกับก้นทะเลในวันนั้น นอกจากจะทำให้ผู้คนมหาศาลต้องล้มตายแล้ว มันยังมีมนต์ดำที่สามารถ เปลี่ยนเด็กเรือให้เป็นคนงานก่อสร้างได้พริบตา

...............................................................................


นอกจาก “ขนาด” แล้ว สิ่งที่มิควรที่จะถูกลืมคือ ความช่วยเหลือที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ผมยังจำภาพนั้นได้ดี
มันคือภาพลุงแก่ ขับรถปิคอัฟเน่า ๆ ผ่านขบวนรถที่ติดเป็นกิโลมาที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ผมทำงานอยู่ ถึงท่าทางแกก็ไม่ได้รวยอะไรแต่ก็ขนของมาเต็มคันรถ

แกยกของออกจากรถไม่ไหวจนพวกเราต้องไปช่วย

.................................................

อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือในระยะสั้นดูเหมือนจะมากเกินพอ โดยเฉพาะอาหารแห้งและเสื้อผ้าที่มากจนไม่มีที่จะเก็บ

ผมโทรไปบอกเพื่อนที่กรุงเทพหลายคนและหลายครั้งให้ช่วยบอกสื่อมวลชนที่กรุงเทพด้วยว่า “กู แดกมาม่าจนหัวจะล้านอยู่แล้ว...........ขอเหล้า บุหรี่ น้ำดื่ม ยากันยุง กำยาน (ดับกลิ่นศพ)” แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร

นึกถึงวันที่ไปบ้านนกดาว กับเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ
ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของชาวบ้านที่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือนอกจากชีวิต
พวกเขาบอกอย่างซื่อๆกับผมว่า ของกินที่ได้รับมาบางอย่างก็กินไม่เป็น พร้อมกับหยิบทูน่ากระป๋องนอติลุส (พื้นที่โฆษณา) ขึ้นมาให้ดู...................... “พี่แบบนี้หนูกินไม่เป็นหรอก”

ผักก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา แต่เท่าที่ผมจำได้ วันนั้นผมได้ตระเวนไปตามบ้านพักชั่วคราวของผู้ประสบภัยอยู่หลายที่แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของรากผักชี
.
.
.
นอกจากการขาดการประสานงานที่ดีในเรื่องของความต้องการที่แท้จริงแล้ว
เรายังขาดคลังเก็บสาธารณูปโภคที่ทยอยมาจากทุกสารทิศ

อาหารหลายอย่างถูกวางอยู่กลางแจ้ง เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะเสีย ส่วนเสื้อผ้าก็ไม่ต่างกัน ถ้าฝนตกลงมาก็ได้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วแน่ๆ อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าตอนคงจะมีการแก้ปัญหาไปบ้างแล้ว

โชคดีมากๆ ที่ไม่มีฝนตกในวันแรกๆ หลังเกิดวิกฤต มิฉะนั้นคงได้มีคนตายเพราะโรคระบาดเพราะฝนจะกวาดเอา เชื้อโรค หนองและหนอนจากศพให้กระจายออกเป็นบริเวณกว้าง แล้วน้ำดังกล่าวนี้ก็จะซึมอยู่ลงสู่แหล่งน้ำบาดาล ที่พวก ชาวบ้าน (และอาบอบนวด ชื่อดัง?) สูบขึ้นมาใช้

เวลาอาบน้ำก็จะมีหนอนพุ่งออกมาจากฝักบัว........................บรึ๋ยยยยยยยยยย

นั่นเท่ากับว่าชาวบ้านจะไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติใช้   
....................................................................

กลับมาที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกครั้ง

มีคนเข้ามาติดต่อด้วยเรื่องแปลกๆ ทั้งวัน แม้แต่ตำรวจจราจร เข้ามาบอกว่า
“ขอรถน้ำมาฉีดพื้นหน่อย ฝุ่นฟุ้งจะแย่อยู่แล้ว”

คนข้างผมบ่นพึมพำ “แล้วนี่กูจะไปหามาจากไหนวะเนี่ย........แต่ไปเป็นไรเดี๋ยวหาให้”

และในที่สุดก็หามาจนได้ นับว่าเป็นความเก๋าของอาสาสมัครที่เพิ่งจะมาทำงาน รู้สึกว่าแกจะเป็นพวกวิทยุสมัครเล่น

การทำงานในวันแรกนั้นขอบอกว่าทุลักทุเลอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเกือบทุกคนเป็นอาสาสมัคร เวลาที่คนถามไรมาแม่งก็ตอบไม่ได้ซักข้อ

พูดแล้วก็นึกถึงไอ้ลูกเสือหัวควยที่มานั่งที่ศูนย์ วันๆ ไม่เห็นแม่งจะทำควยไร นอกจากเดินไปรับนาย ครั้งหนึ่งผมถามเชี่ยนั่นเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยว่า จะต้องแนะนำให้ทำพวกเขาทำควยอะไรและจะต้องติดต่อหน่วยราชการใดบ้าง

คำตอบของแม่งสรุปได้สั้นๆ เป็นประโยคเดียวว่า “เป็นเหี้ยไร ให้ไปโรงพักหมด”

ไอ้พวกหัวควยนี่ กูเกลียดมึงจริง ๆ

ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบนั้นมันไม่ใช่ เพราะคราวนี้เป็นกรณีพิเศษ ทุกเรื่องควรจะไปเริ่มต้นที่อำเภอ ผมเชื่อแน่ว่าถ้าไปที่โรงพักแล้ว พวกควยนั่นมันก็จะไม่รับเรื่องแล้วบอกว่าเรื่องเกิดนอกพื้นที่ ต้องไปแจ้งที่ฟาร์ม อื่น

อย่าแปลกใจที่ทำไมผมเรียกพวกนั้นว่า ควย เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว “บั้ง” หรือ เครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมนี้   ก็คือ กระดอ นั่นเอง เครื่องหมายอันบ่งบอกถึงความเป็นชายนี้ถูกนำมาใช้แทนเครื่องหมายยศ เพื่อชดเชยความบกพร่อง (ในเชิงขนาดและความทนทาน) ของคนเหล่านั้น

ยิ่งควยมาก ตำแหน่งยิ่งสูง

พอเป็นอยู่ไปนาน ๆ  ก็จะเริ่มมีดาว.......เมื่อท่านไตร่ตรองโดยวิตถาร (แปลว่า โดยละเอียด) ก็จะพบว่า สรรพนามของดาว คือ “ดวง” เมื่อความโสโครกได้ที่ ควยเน่า ๆ ก็จะเริ่มมี “ดวง” ขึ้นมาเป็นวงๆ นั่นแสดงว่าเป็นกลาก สังคัง หรือ เริม ก็เป็นได้............ ซึ่งต้องใช้ครีมจำพวก ไนโซรอล คาเนสเทน หรือ ซีมาโลชั่น (พื้นที่โฆษณา) ถ้าจะให้หายเร็วให้เอามีดคม ๆ มาขูด เชื้อราออก ถึงจะเจ็บหน่อยแต่ก็ทำให้หายเร็ว......โอ้ย

เอ นอกเรื่องไปป่าววะ ถึงไหนแล้วเนี่ย

อ๋อ......นอกจากปัญหาการขาดประสบการณ์ของอาสาสมัครแล้ว ความกลัว After shock ที่กรมอุตุแม่งเตือนจังเลย (แต่เวลาจริงๆ เสือกไม่เตือน) ก็ทำให้หลายๆ คนมีอาการป๊อดอยู่ในใจ

วันนั้นประมาณบ่ายหน่อยๆ อยู่ดีคนก็วิ่งกรูออกมาจากซอยบางเนียง แล้วก็ร้องว่าวิ่ง.....คลื่นมา (อีกแล้ว) แล้วผู้คนนับพันก็ไปอยู่กันบนเขาในพริบตา

ผมว่าตอนเด็กพวกพี่คงจะเล่นไล่จับกันบ่อย............................

แต่ ณ เวลาเดียวกันนั้น

มีมหาบุรุษ และสตรีอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่คงยังยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่สะทกสะท้าน ซึ่งก็คือ
คนขับรถยกเสาไฟฟ้าอันสูงปรี๊ด
หมอนะฮ้า......อันนี้ไม่ต้องอธิบาย
คุณวัช......ขึ้เกียจวิ่ง จริง ๆ แล้วไม่ได้ใส่เกงใน แล้วก็ไม่มีอารมณ์จะไถนา
.
.
แล้วก็มหาบุรุษ และสตรีอีกหลายท่าน

จริงแล้วคนที่ไม่วิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะขึ้เกียจ หรืออะไร แต่เพราะคนเหล่านั้นพยายามรวมรวมเอกสาร ที่กระจัดกระจายจากการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตของเหล่าอาสาสมัคร เอกสารที่เขียนกันมาทั้งวันก็สูญหายไปไม่น้อย

ในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่ง นักวิทยุสมัครเล่นที่นั่งข้างๆ ผม แสดงความเก๋าอีกครั้ง ด้วยการวิทยุเข้าไปถามคนที่อยู่ใกล้ทะเลว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ได้รับคำตอบที่น่ารักน่ากระทืบมาว่า “คนเก็บศพเห็นน้ำลง เลยตกใจคิดว่าคลื่นจะมา” 

...................................................................

อีหรอบเดียวกับข่าวลือเมื่อวันก่อน

เช้าวันนั้นอยู่ดี ๆ คนและพาหนะทุกอย่างต่างมุ่งหน้าไปทางเหนือด้วยความเร็วในระดับสุดตีน ผมซึ่งยังอยู่ที่ร้าน มองหน้ากับเพื่อนร่วมงานอย่างงง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะบริเวณที่อยู่ตรงนั้นเป็นที่สูงเลยรู้สึกประหลาดใจว่าคนแม่งจะวิ่งลงต่ำกันไปทำไม

เวลาผ่านไปซักพักรถยังวิ่งกันอยู่เป็นขบวนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และมีเฮลิคอปเตอร์ บินไล่ตามในระดับต่ำแทบจะดูดตูดกันเพื่อถ่ายภาพ ในขณะที่พวกเรายังคงมองตาปริบ ๆ ว่าพวกแม่งทำเหี้ยไรกัน ฝรั่งที่ร้านบางคนเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของสื่อเพื่อขายข่าว

สักพักความสงสัยของผมก็หมดไป
(เมื่อเขาเดินมาพร้อมกับวัชพืชสองห่อใหญ่ มันคือสมุนไพร).........นี่ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ แต่ก็ขอให้ได้บุญมากๆนะโยม
 เมื่อตำรวจขับรถมาจอดที่หน้าร้านแล้วบอกให้พวกเราย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะมีข่าวมาว่าคลังแสงจะระเบิด

ได้ยินดังนั้นผมจึงตัดสินใจอยู่ที่เดิม เพราะถ้าคลังแสงระเบิดจริง จะไปยังไงก็ไม่ทัน สู้อยู่ตรงนี้ดีกว่าโดนจัง ๆ ศพจะได้ไหม้สวยๆ

แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...........5 5 ได้เล่นหนังแขกอีกรอบแล้วเพื่อน

................................................

ทราบความภายหลังจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือว่า (มีคำอธิบายเรื่องนับ 10 เวอร์ชั่น เรื่องนี้น่าจะจริงที่สุด)

ในขณะที่ทหารเรือกำลังขนย้าย วัตถุระเบิดออกจากเรือรบหมายเลข 457 นั้น ได้เกิดการระเบิดของแก๊ซปิคนิคที่ท่าเรือทับละมุซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียง

ซึ่งทางกองทัพเกรงว่าก๊าซที่พุ่งออกมาอาจไหลเข้าไปที่ใต้ท้องเรือ ซึ่งมีนายทหารชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนหลายนาน กำลังแอบดูดเนื้อกันอยู่ พวกเขาเกรงว่าประกายไฟที่โจ๋นั้น อาจทำให้ก๊าซที่เข้ามาอยู่ในตัวเรือเกิดการลุกไหม้และลามไปที่ขีปนาวุธ

ซึ่งอาจเกิดทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ แล้วเหล่านายทหารเกรงว่าจะถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงโทษสถานหนัก
ในข้อหา ดูดบ้องแล้วไม่ชวน

.......................................................

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าท่านผู้อ่านก็โตจนหมาเลียกระดอไม่ถึงแล้ว (ยกเว้นอยู่กรณีเดียว) อะไรจริงไม่จริงก็พิจารณากันเอาเอง

ส่วนอันนี้สิเรื่องจริง

ย้อนกลับไปวันที่ผมขับรถปิคอัฟเน่า ๆ พาญาติพี่เก่งไปตรวจหาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมที่วัดย่านยาว วันนั้นผมขับไม่เร็วแต่ทันใดนั้นเองมีวัตถุบางอย่างพุ่งเข่ามาหาผมจากด้านหน้าด้วยความเร็วพอๆ กับมีดสั้นของเอี๊ยบไค

มันเป็นโลหะที่มาพร้อมกับวิญญาณ.......................................

แต่มันไม่ใช้มีดสั้น

แล้วมันก็ไม่ใช่ตะกั่วของนักดำน้ำรัสเซียน

(ดู นักดำน้ำรัสเซียน http://bloodybrother.blogspot.com/2005/12/russian-divers-1.html)

.
.
.
.
รถปอเต็กตึ๊ง ขับกลางถนนมาด้วยความเร็วพอๆกับความเร็วรถในสนามเดโทนา ผมหักพวงมาลัยหลบวูบ รถที่ผมขับห่างจากรถเฮียปอ ไม่ถึง 3 นิ้ว 7 หุน

การเฉี่ยวกันของวัตถุที่มีมวลเกือบ 2 ตันด้วยความเร็วขนาดนั้น ย่อมก่อให้เกิดแรงดูดอย่างมหาศาล จนแทบจะกระชากวิญญาณของผมออกไปจากร่าง ผมนึกในใจในระหว่างขับรถว่า “กูอุตส่าห์รอดจากคลื่นยักษ์แล้ว แต่อาจจะต้องมาตายเพราะรถชนบนถนนเนี่ยนะ......ช่างน่าสมเพชจริง ๆ”

กว่าจะไปถึงวัดผมก็ได้เสียวกับรถนั่นไปแล้วไม่รู้กี่รอบ ผมพยายามมองในแง่ดีว่าอย่างน้อย ผมก็แน่ใจได้ว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุศพผมก็จะถูกเก็บส่งวัดได้อย่างรวดเร็ว

หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินข่าวลือที่ว่า รถเฮียปอ วางเครื่องเจ ตอนนี้ผมเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข และเชื่อว่าวางหลายคันด้วย

และไม่กี่วันต่อมาก็มาก็มีข่าวว่า รถเก็บศพชนกัน

........................................................................

เจอแต่เรื่องหนักๆ เข้าทุกวันผมก็เบื่อ

เช้าวันหนึ่งผมจึงขี่จักรยานไปนั่งชมวิวอยู่หน้าร้าน Sub Aqua

อย่าลืมว่าร้านนั้นอยู่ที่สูง การขี่รถจักรยานไปที่ร้านจึงต้องใช้แรงไม่น้อย เมื่อถึงร้านผมหอบเป็นหมาและนั่งพักอยู่บนโต๊ะหมากรุกหน้าร้าน แล้วถอกเอ้ยถอดเสื้อออกมาผึ่งลมให้แห้ง

อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีไอ้พวกหัวควย 4 - 5 หัวเดินมาที่ผม พร้อมกับถามผมว่ามาทำอะไร ผมก็ไม่รู้จะตอบควยไร เพราะนี่มันก็เป็นที่ทำงาน คนแม่งก็นั่งอยู่ทุกวี่ทุกวัน พวกมึงนะสิตัวประหลาด

ทำไมพวกควยนี่ชอบนึกว่ากูจะมาปล้นวะ ถ้าปล้นแล้วกูจะนั่งเฉย ๆ อยู่หน้าร้านทำกระด๋อยอะไร

ไอ้ห่าเวลาปล้นจริง ๆ เสือกไม่จับ...............นี่แหละลูกสุนัข นอกจากการหลั่งแล้ว อย่างอื่นก็ช้ากว่าชาวบ้านเสมอ

 ....................................................................


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
ขวัญผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.14 น.
http://www.oknation.net/blog/bloodybrother

ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียน ยินดีที่ได้รู้จักครับ
ความคิดเห็นที่ 1
มิตรภาพงดงามเสมอ วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 20.17 น.
http://www.oknation.net/blog/jenny

เป็นนักเขียนได้เลยะนะคะเนี่ย .......................

คุณขวัญผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ
พอเห็นรูปเข้าใจว่าเป็นกระแต ก็อ่านอะไรต่อไม่รู้เรื่องเลยครับ
แหม !! เห็นสาวๆไม่ได้เลยนะ55...บล๊อกเจนไม่มีอะไรให้อ่านมากมายหรอกค่ะเขียนไม่เก่งส่วนใหญ่เป็นคติเตือนใจสั้นๆ กับเพลงที่เป็นเพื่อนเจนค่ะ .. ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ :)
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน