พิมพ์หน้านี้
|
หลวงไก่ 'สมพงษ์ จิตรเที่ยง' ในอดีตวงการเพลงภาคใต้ นับว่าเป็นภูมิภาคที่มีศิลปินระดับแนวหน้าของประเทศน้อยที่สุดก็ว่าได้ ศิลปวัฒนธรรมประจำภูมิภาคก็ได้รับการถ่ายทอดให้เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศน้อยมาก ศิลปินที่มีการถ่ายทอดความเป็นคนใต้ออกสู่สายตาประชาชนก็มีเพียง เอกชัย ศรีวิชัย คนเดียวเท่านั้นที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าของประเทศ แต่ในวันนี้ศิลปินใต้ กลับได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ เรียกว่าเป็นปรากฎการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ที่เพลงภาษาใต้ ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของสถานีเพลงระดับประเทศ และภาษาใต้ ได้รับการถ่ายทอดผ่านเสียงเพลงออกไปมากมาย จากภาษาที่หลายคนเคยคิดว่าแข็ง กร้าว คำหยาบ ห้วน ฟังยังไงก็ไม่มีทางไพเราะ กลับถูกถ่ายทอดเป็นเสียงเพลงทั้งอ่อนหวาน งดงามในทางภาษา สนุกสนาน รวมทั้งมีคติสอนใจอยู่ภายในเพลงมากมาย "เท่ง ทองแดง" มีโอกาสสนทนาแบบจับเข่าคุยกับ นักร้องรางวัลมาลัยทอง ประเภทนักร้องชายยอดนิยมประจำปี 2549 จากเพลง " ฝากเพลงหอมแก้ม" และเขายังเป็นผู้บุกเบิกเพลงใต้ให้มีโอกาสถ่ายทอดสู่คนทั่วประเทศจากบทเพลง ขวัญใจพี่หลวง แหลงชัดคำเดียว อย่าแหลงแผ่ว แผ่ว และอีกหลายบทเพลงที่ติดอยู่ในใจของแฟนเพลงทั่วประเทศ เขาคือนายสมพงษ์ จิตรเที่ยง หลายคนคงยังนึกไม่ออกแต่หากบอกว่า "หลวงไก่" คอเพลงทั้งประเทศต้องรู้จักเขาเป็นอย่างดี หลวงไก่ สมพงษ์ จิตรเที่ยง พื้นเพอยู่ที่ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จบการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบ้านสุโสะ ระดับมัธยมที่โรงเรียนปะเหลียนผดุงสิทธิ์ ระดับปวช.ที่โรงเรียนช่างอุตสาหกรรมหาดใหญ่ (โรงเรียนหาดใหญ่เทคโนโลยี) ในสาขาช่างสำรวจ ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคตรัง จากนั้นก็เรียนต่อระดับ ปวส.แต่เรียนไม่จบ เพราะสนใจดนตรีมากกว่าการเรียน ซึ่งในวันนี้หลวงไก่ บอกว่าในความรู้สึกหนึ่งก็เสียดายที่เรียนไม่จบแต่ความสำเร็จในวันนี้ก็สามารถบอกกับทุกคนได้ว่า ยิ่งใหญ่กว่าใบปริญญา เพราะนี่คือ ปริญญาชีวิต ปริญญาที่เกิดจากความรักและความทุ่มเทมาทั้งชีวิต ในด้านของดนตรี หลวงไก่ เล่นดนตรีมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมโดยเริ่มจากการเป็นนักร้องนำของโรงเรียนแต่หลวงไก่ บอกว่าชื่นชอบการเป็นนักดนตรีมากกว่าก็เริ่มเล่นคีย์บอร์ด และเมื่อเรียนในระดับสูงขึ้นก็ไปเล่นดนตรีตามร้านอาหาร ยึดอาชีพร้องเพลง เล่นดนตรี เพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน ช่วงนั้นเขาเป็นมือกลอง เวลาเล่นก็ตีกลองร้องเพลงไปด้วย เขาเล่นดนตรีอยู่ที่จังหวัดตรัง ประมาณ 3 ปี ก็เริ่มออกไปเล่นต่างจังหวัด ทั้งที่เกาะสมุย นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ฯลฯ เขาไปเล่นเกือบทุกผับทั่วภาคใต้ นอกจากผับ เทค แล้วก็ยังมีการเล่นดนตรีตามคาเฟ่ ซึ่งหลวงไก่ เล่าถึงเรื่องราวชีวิตในตอนนั้นว่า "เพราะเป็นคนชอบดนตรีแต่ไม่ชอบการร้องเพลง ในยุคที่ผมเริ่มเล่นดนตรีใหม่ ๆ ประมาณปี 31 ตอนนั้นเล่นตามผับ ตามเทค ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างต้องใช้การแสดงสดทั้งหมดเรียกว่าต้องใช้ฝีมือล้วน ๆ ยุคนั้นรายได้ดีมาก ผมมีรายได้เดือนละ 3-4 หมื่น หลังจากนั้นได้ขยับมาเล่นดนตรีตามคาเฟ่ และเมื่อยุคคอมพิวเตอร์เข้ามาก็เลยต้องขยับมาเล่นตามร้านเพื่อชีวิต ความจริงแล้วผมเป็นคนชอบเพลงลูกทุ่งมากกว่าและการทำงานระยะหลังก็ได้คลุกคลีกับเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตมากยิ่งขึ้น" จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตหลวงไก่ เกิดขึ้นในปี 40 เมื่อเอกชัย ศรีวิชัย ได้ตั้งวงดนตรีศรีวิชัย เขาก็ได้มาตีกลองให้กับวง ซึ่งเอกชัยและครอบครัวก็รักและดูแลเป็นอย่างดี เอกชัย ก็เลยผูกแขนรับเป็นน้องบุญธรรม และไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เลยได้คลุกคลีกับวงการเพลง ได้เห็นเบื้องหน้าเบื้องหลังการทำงาน ช่วงนั้นเขาได้ร้องเพลงช่วงโหมโรงเรียกคนดูเข้าชม โดยเขาร้องเพลงแนวเพื่อชีวิต และสตริง ปกติวงของเอกชัยเป็นลูกทุ่ง แต่ก็ปรากฏว่าเขาเรียกผุ้ชมกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาดูได้มากเอกชัย ก็เลยให้ร้องสตริงมาตลอด ทั้งเพื่อดึงคนดูกลุ่มวัยรุ่น และให้วัยรุ่นได้รู้จักกับศิลปวัฒนธรรมแบบปักษ์ใต้มากยิ่งขึ้น "คนเราถึงไม่มีโอกาสเรียนแต่ถ้าเรารักอะไรเราก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ สำหรับชีวิตหลวงไก่ เรียนไม่จบแต่จบปริญญาชีวิตตามผับ ตามเทค ซึ่งก็ต้องมีความรู้ ความสามารถจริง ๆ ในการอ่านโน๊ตดนตรี ซึ่งตรงนี้ผมอยากฝากเป็นข้อคิดถึงน้อง ๆ ทุกคนว่าถ้าเรารักอะไรก็ขอให้ทำให้จริง แล้วเราจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ซึ่งในเมืองไทยก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายอย่างเช่น หม่ำ จ๊กม๊ก โน๊ต เชิญยิ้ม ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จทั้งที่ไม่ได้มีความรู้มากมายแต่เพราะเขาทำในสิ่งที่รัก และทำอย่างจริงจัง" นี่คือข้อคิดคำคมจากหลวงไก่ ถึงผู้อ่านทุกคน ประมาณปลายปี เอกชัย ได้นำผลงานของหลวงไก่ เข้ามาเสนอกับ ค่ายอาร์สยาม แนวเพลงที่เขาทำตอนแรกเป็นแนวเพลงเพื่อชีวิต พอดีทางค่ายได้ตั้งยูนิตเพลงชื่อ มีดี เร็คคอร์ด ขึ้น ซึ่งมี สนอง โสตถิลักษณ์ และ หนู มิเตอร์ เป็นผู้บริหาร ซึ่งทำเพลงเพื่อชีวิตตรงกับแนวเพลงที่เขานำเสนอพอดี ผู้บริหารค่าย อาร์ สยาม ก็เลยมอบหมายให้ พี่หนู มิเตอร์ ดูแลงานเพลงชุดแรกให้กับหลวงไก่ และผลงานชุดที่ 1 หลวงไก่ ได้วางแผงในปลายปี 2547 และทำให้เขากลายเป็นผู้นำในการปลุกกระแสแนวเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตปักษ์ใต้ และทำให้ค่าย อาร์ สยาม ประกาศปักธงลงใต้ สร้างศิลปินรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมายภายใต้สังกัดอาร์ สยาม อาทิ บ่าววี น้องบิว อันดา ฯ และจุดประกายให้ศิลปินใต้เกิดขึ้นอีกมากมายในเวลาต่อมา "ตอนนั้นที่เริ่มออกผลงานชุดแรก ในปลายปี 47 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สึนามิพอดี ทำให้ผมคิดว่าตายอีกแล้ว เพราะตอนนั้นทุกคนต่างให้ความสนใจแต่เรื่องสึนามิ ซึ่งผมก็ลงไปช่วยชาวบ้านในพื้นที่เกิดสึนามิ และคิดว่าชุดแรกคงไม่สบความสำเร็จแล้ว แต่ปรากฎว่าประมาณเดือนมีนาคม 48 เพลงขวัญใจพี่หลวง กลับดังเปรี้ยงขึ้นมาแบบทุกคนไม่คาดคิด จนทำให้ผู้บริหารอาร์ สยาม ประกาศปักธงลงใต้ และสร้างศิลปินรุ่นน้องเกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน" หลวงไก่ กล่าวพร้อมฝากข้อคิดว่า "การทำงานทุกอย่างต้องใช้เวลา จังหวะและโอกาสก็เป็นสิ่งสำคัญ การประสบความสำเร็จของศิลปินก็ต้องมาจากค่ายเพลงด้วย ซึ่งผมมีโอกาสที่ดีจากอาร์ สยาม และภาษาใต้ก็ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาที่ทุกคนเข้าง่าย ซึ่งอยากบอกกับนักร้องรุนใหม่ทุกคนว่าการทำเพลงออกมานั้นอย่าคิดแต่ทำ อย่าดูถูกคนฟัง ต้องรู้จักสร้างความสวยงามให้เกิดขึ้นกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของเราก่อนที่จะถ่ายทอดสู่ผู้ฟัง นี่คือส่วนหนึ่งของชีวิต หลวงไก่ นายสมพงษ์ จิตรเที่ยง ผู้ยึดหลักคติประจำใจที่ว่า "อดทน ตั้งใจ ฝันไกล ไม่เนรคุณคน" วันนี้กับ 3 อัลบั้มผลงานคุณภาพที่ออกสู่ผู้ฟัง คือบทพิสูจน์ที่ทุกคนต่างให้การยอมรับว่าเขาคือแนวหน้าตัวจริง ของขุนพลเพลงภาคใต้ในยุคปัจจุบัน และจะมีผลงานใหม่ ๆ ให้คอเพลงได้ติดตามกันอีกแน่นอน
หลวงไก่ บ่าววี และทีมงาน ติดตามอ่านข่าวธุรกิจและความเคลื่อนไหวในภาคใต้ ได้ทาง หนังสือพิมพ์ไทยธุรกิจ ภาคใต้ วางแผงทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน |
| fed | ||
ภาพบรรยากาศบริเวณริมบึงศรีภูวนารถ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||