พิมพ์หน้านี้
|
ในอดีตก่อนยุคของปี 2540 ยุคก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ จะมีขบวนหาเสียงที่เข้าหาชาวบ้านทุกรูปแบบ พื้นที่ชนบท ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ จะได้รับการถมก่อนถึงวันเลือกตั้ง รถบรรทุกต่างมีโลโก้นักการเมืองติดอยู่ทุกคันเพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่านี่คือผลงานใคร งานเลี้ยงรื่นเริงมีกันแทบทุกวัน ไม่ใช่แค่เหล้า ยา ปลาปิ้ง แต่กับแกล้มชั้นดีประเภทล้มหมู ล้มวัว กินกันทั้งหมู่บ้าน ในสมัยที่ผมอยู่ประถม ผมยังจำความได้ดีในฤดูกาลเลือกตั้ง 1 ครั้ง ผมมีรายได้วันละหลายร้อยบาท เพราะทุกครั้งจะโดนใช้ไปซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นประเภทเหล้า บุหรี่ และเมื่อมีเงินทอนก็ไม่ต้องทอนเพราะช่วงเลือกตั้งเขาต้องใจถึงกันอยู่แล้ว แต่ในสมัยก่อนการเลือกตั้งมีไม่บ่อยเหมือนเช่นปัจจุบัน มีเพียง ส.ส. สจ. และมามี อบต. การเมืองยุคนั้นการแข่งขันจึงวัดกันที่ว่าใครเข้าถึงชาวบ้านมากกว่า ใครเก๋ากว่าในการซื้อใจชาวบ้าน หรือการซื้อเสียงเก่งกว่า เงินหนากว่านั่นเอง มาในยุคสมัยนี้การเมืองเปลี่ยนไป มี กกต. มีกฎหมายคอยควบคุมและเอาผิดมากยิ่งขึ้น สำนึกทางการเมืองของคนมีมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าการซื้อเสียงจะลดลงหรือหมดไป สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ นักการเมืองต่างต้องใช้วิธีการที่แนบเนียนมากขึ้น เดินสายกระจายการซื้อเสียงผ่านหัวคะแนนที่มีความไว้ใจเพราะหากเกิความผิดพลาดนั่นอาจหมายถึงอนาคตทางการเมืองต้องยุติหรือเสียเครดิตครั้งสำคัญทางการเมืองก็ว่าได้ ความรอบคอบในการหาเสียงจึงมีมากขึ้นปรับยุทธศาศตร์กันมากขึ้น การเลือกตั้งในสนาม อบจ.ภาคใต้ ในครั้งนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งของนักการเมืองท้องถิ่นทั้งหลาย การแข่งขันที่มีสูงทำให้เชื่อว่าเงินใต้ดินจะสะพัดในแต่ละพื้นที่ไม่ต่ำกว่าจังหวัดละ 100 ล้านบาท โดยจังหวัดใหญ่อย่างสงขลา นครศรีธรรมราช น่าจับตาอย่างยิ่ง เนื่องจากการเชือดเฉือนของผู้สมัครมีความรุนแรง ภาพแห่งการซื้อเสียงไม่ได้มีเพียงในส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ชนบทมีมากกว่าในเมือง บางพื้นที่ผู้สมัครตกลงกันเลยว่าใครซื้อเสียงได้เท่าไหร่ ซื้อไปเลยจะไม่มีการฟ้องร้องกัน นักการเมืองท้องถิ่นระดับ สจ.ที่เคยเป็นอดีตนายก อบจ.ในสมัยที่มีการเลือกตั้งโดยอ้อม บอกว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกต้องใช้เงินกว่า 16 ล้านบาทในการเลือกตั้งในเขตเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และต้องใช้เงินเพื่อหาเสียงสนับสนุนให้ได้นั่งเก้าอี้นายก อีกกว่า 10 ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่าเพื่อแลกกับตำแหน่งที่ไม่เพียงเป็นเก้าอี้แห่งผลประโยชน์อันหอมหวนแต่ยังหมายถึงศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าคู่แข่งและเป็นความปราถนาของนักการเมืองทั้งหลายที่จครองเก้าอี้สูงสุดในระดับจังหวัด วังวนทางการเมืองไทยยังไม่มีสีขาวบริสุทธิ์อย่างดีที่สุดก็มีเพียงสีเทาเท่านั้น บางคนก็มากกว่าสีดำเสียอีก จนทำให้คนที่ตั้งใจเลือกตั้งต้องบอกว่าในเมื่อหาคนดีไม่ได้ก็ดูแล้วกันว่าใครเลวน้อยกว่ากันจะได้เลือกคนนั้น แม้ใครจะบอกว่าคนใต้คือคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ววังวนทางการเมืองในภาคใต้ก็มีอยู่เหมือนภาคอื่น ๆ แต่อาจน้อยกว่า คนใต้เลือกตั้งเพราะพรรคพวกเพื่อนฝูง เลือกคนที่หรอย คนที่ใจถึง เบื้องหน้า เบื้องหลังไม่ค่อยดูกันสักเท่าไหร่ มิติทางการเมืองยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะให้คนเข้าใจความหมายของคำว่านักเมือง คนที่ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยการเลือกของประชาชน และทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ความเป็นญาติ เป็นพวกพ้อง ต้องแยกออกจากมิติแห่งผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง มิเช่นนั้นแล้วการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอาจเป็นเพียงแค่การกระจายความอุดมสมบูรณ์สู่คนบางกลุ่มเท่านั้น |
| fed | ||
ภาพบรรยากาศบริเวณริมบึงศรีภูวนารถ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||