พิมพ์หน้านี้
|
ทบทวนความหลัง.....เก่าๆ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ต้องเร่ร่อนจากเยอรมัน ไปฝรั่งเศส และเสียชีวิตที่อังกฤษ มาร์กมีชีวิตอยู่ในยุคที่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเฟื่องฟู นายทุนร่ำรวย แต่กรรมกรยากจนขัดสน มาร์กซ์สงสัยกับสิ่งเหล่านี้ มาร์กซ์จึงทุ่มเทให้กับงานวิชาการเพื่ออธิบายแก่นแท้ของระบบทุนนิยม และยังอุทิศชีวิตให้กับขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชนชั้นล่างผู้ถูกกดขี่ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ยากจนขัดสน (ในวัยหนุ่มสาว หากคุณไม่เป็นมาร์กซิสต์ นับว่าคุณเป็นคนที่ไร้หัวใจ) มาร์กซ์ ได้กล่าวถึงโครงสร้างเชิงชนชั้นในวิถีการผลิต ซึ่งมีโครงสร้างส่วนล่างและโครงสร้างส่วนบน โครงสร้างส่วนบนมีระบบการเมือง ระบบวัฒนธรรม ระบบความคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ เป็นโครงสร้างที่มารองรับโครงสร้างส่วนล่าง ซึ้งโครงสร้างส่วนล่างมีวิถีการผลิต ปัจจัยการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต เป็นโครงสร้างของนายทุนที่มีปัจจัยการผลิตหรือชนชั้นกระฎุมพี ประวัติศาสตร์ของสังคมทุกแห่งหนจวบจนทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น มาร์กซ์ กล่าว ซึ่งชนชั้นผู้กดขี่จะมี จิตสำนึกที่ผิดพลาด เพราะมองแต่เรื่อง ชนชั้นในตัวเอง ไม่ตระหนักว่าตนเองถูกกดขี่ครอบงำจากชนชั้นที่สูงกว่าแต่ถ้าชนชั้นล่างตระหนักถึง ชนชั้นเพื่อตนเอง พวกเขาจะมี สำนึกทางชนชั้น แล้วรวมตัวกันขี้นมาปฏิวัติเพื่อไปสู่สังคมที่ดีกว่า นักเศรษฐศาสคร์ทั่วไปมองว่าทุนคือปัจจัยการผลิตหรือทรัพย์สินที่มีแน้วโน้มว่าจะก่อให้เกิดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ขณะที่มาร์กซ์มองว่า ปัจจัยการผลิตมิใช่ทุนแต่เมื่อปัจจัยการผลิตเป็นสมบัติของนายทุนและถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดกรรมกรเพื่อเค้นเอามูลค่าส่วนเกิน จึงจะเรียกร้องปัจจัยการผลิตนั้นว่าเป็นทุนนิยมมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ 1 นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต 2 ผลิตเพื่อขายเอากำไร 3 เงินตราเป็นระบบการแลกเปลื่อนที่แพร่หลาย 4 ผู้ผลิตที่แท้จริงคือกรรมกร แต่ถูกเพิกเฉยจากสังคม 5 เน้นกรรมสิทธ์ส่วนบุคคลระบบทุนนิยมเอาเปรียบชนชั้นผู้ใช้แรงงานโดยหักเอา มูลค่าส่วนเกิน เก็บไว้กับตัวเองกล่าวคือ มูลค่าแลกเปลื่อน= ต้นทุนคงที่+ค่าจ้างแรงงาน+ค้าจ้างเน้นเอาไว้ ค่าจ้างที่เน้นเอาไว้= มูลค่าส่วนเกิน ระบบทุนนิยมทำให้เกิด คามแปลกแยก เพราะมันใช้วิธีการที่เรียกว่า การแบ่งงานกันทำ ซึ่งความแปลกแยกมีอยู่ 5 ลักษณะ 1 คนงานแปลกแยก ปัจจัยการผลิต เพราะ ที่ดิน โรงงาน ฯลฯเป็นของนายทุน 2 คนงานแปลกแยกจาก แรงงาน เพราะแรงงานของตัวเองกลายเป็นของนายจ้าง 3 คนงานแปลกแยกจาก ผลผลิต เพราะผลผลิตไม่ได้เป็นของตนเอง เช่น สร้างตึกก็ไม่ได้อยู่ 4 คนงานแปลกแยกจาก กิจกรรมการผลิต เพราะต้องขึ้นอยู่กับเครื่องจักรหรือสายพานการผลิต เช่น ต้องทำงานตอนกลางคืน หรือทำหน้าที่เพียงขันน๊อตตัวที่หนังของล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์อยู่ทั้งปีทั้งชาติ 5 คนแปลกแยกจาก ตนเอง คนงานอื่น ๆ และสังคมโดยรวม เพราะรู้สึกไม่อาจกำหนดชะตากรรมของตัวเองและสังคม ไม่อาจปลดปล่อยศักยภาพหรือพลังสร้างพรรค์ของตนเอง เมื่อคนงานรู้สึก แปลกแยก มากๆ ก็จะตระหนักได้ว่าตนเองกำลังถูกครอบงำ รู้ว่าตนมี จิตสำนึกที่ผิดพลาด เหล่าคนงานจะพัฒนา จิตสำนึกทางชนชั้น ขึ้นมาแล้วรวมตัวกันปฎิวัติเพื่อเปลื่อนแปลงไปสู่สังคมที่ไร้ซึ่งชนชั้นหรือนำไปสู่คอมมิวนิสต์ มาร์กซ์อธิบายว่าคนชั้นล่างไม่ลุกขึ้นมาปฏิวัติเพราะพวกเขาคิดแต่ ชนชั้นในตัวเอง ซึ่งหมายถึงชนชั้นที่เฉื่อยชา ไม่รู้ว่าตัวเองถูกครอบงำ ไม่รู้ว่าตัวเองมี จิตสำนึกที่ผิดพลาด เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นล่างมีสำนึกแบบ ชนชั้นเพื่อตนเอง เขาก็จะรวมตัวกันปฏิวัติ คาร์ล มาร์กซ์ เน้นโครงสร้างมากกว่าคนเพราะโครงสร้างมีความสัมพันธ์เชิงชนชั้นในวิถีการผลิต มีทั้งโครงสร้างส่วนล่าง โครงสร้างบน ทุนนิยม วิถีการผลิต สำนึกทางชนชั้น ชนนั้น โดยสรุป มนุษย์คิดว่าตนเองเป็นองค์ประธานที่อิสระ รู้จักคิด รู้จักทำ ตามความปรารถนาของตนเอง แต่จริงๆ แล้วมนุษย์อยู่ภายใต้กรอบของกลไกทางอุดมการณ์บางอย่างที่มากำกับโดยไม่รู้ตัว |
| น่ารัก | ||
apple |
||
|
View All |
||