พิมพ์หน้านี้
|
ไปเที่ยวเวียงจันทร์ ของก็เยอะกระเป่าก็หนักข้าวก็ยังไม่ได้กินเพราะตื้นเต้นมากๆที่จะได้ไปลาว(ครั้งแรกในชีวิต)แต่พอมาถึงเห็นเพื่อนๆร่วมเดินทางกันเพียบคิดแล้วก็น่าสนุกดีแต่ยังดีใจไม่ถึง 10 นาทีก็ต้องเสียใจสะแล้วเพราะอาจารย์ที่รักของเราไม่ไปด้วย เนื่องจากติดธุระทางครอบครัว พูดแล้วก็น่าเสียดายที่อาจารย์ไม่ไปด้วย ยิ่งอาจารย์มีจดหมายมาให้อ่านยิ่งใจหาย แต่ถึงอย่างไรการเดินทางก็ต้องมีต่อไป พอเช็คกระเป๋าเรียบร้อยก็ขึ้นรถทั้งที ที่นั่งก็สบายนั่งกันคนละ 2ถึง3 เบอะเพราะว่ามีหลายที่นั่งแต่กลับไปแค่ 30 คนเองเลยเป็นการเดินทางที่นั่งและนอนสบายมาก ง่วงแล้วนอนดีกว่าพอนอนได้สักพักต้องตื้นมาเพราะปวดปัสสวะขั้นรุนแรงแต่เหมือนพี่คนขับเขาจะเลยแวะปั๊มน้ำมันข้างทางที่ใหญ่มากแต่เรานึกว่าเราปวดคนเดี๋ยวที่ไหนได้คนลงกันหมดทั้งคันเลยพี่ขับรถยังลงเลย พอทำธุระเส็รจก็ขึ้นรถทั้งที เดินทางต่อแต่กว่าจะถึงหนองคาย ก็แวะปั๊มน้ำมันตั้งอี 2 รอบ แล้วก็แวะอีกรอบหนึ่งพร้อมกับพี่มาปลุกลงด้วยต้อนแรกก็ไม่อยากลงหรอกเพราะคิดว่าตัวเองไม่ปวดแต่พี่เค้าบอกว่าถึงหนองคายแล้วให้ลงไปอาบน้ำได้ แต่พอลงมาก็รู้สึกได้ถึงความหนาวมากๆๆ เลยไม่อาบน้ำดีกว่าเลยทำได้แค่ล้างหน้าล้างตาแต่หน้าให้สวยงามแหมาะแก่การถ่ายรูปก็เป็นอันเส็รจ แค่กว่าจะได้ล้างหน้าก็ต้องต่อคิวกันนานเพราะปั๊มนี้มีแต่คณะทั่วมาจอดทำธุระกันก็บอกแล้วว่าปั๊มมันใหญ่ แต่มีเรื่องตลกกว่านั้นอีกก็คือผู้ชายไม่กล้าเข้าห้องน้ำผู้ชายเพราะจำนวนประชากรหญิงเยอะกว่าชาย เลยทำให้ผู้ชายต้องรอให้ผู้หญิงทำธุระเส็รจก่อน ข้างๆ ห้องน้ำมีตู้ ATM ด้วยแต่เสียดายที่ไม่มีเงินให้กด พอเวลาล่วงเลยมาได้สักพักก็ได้เวลาขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อไปยังตลาดเช้า เดินทางไปเลื่อยๆ ในตัวเมืองหนองคายซึ่งเป็นบรรยากาศต้องเช้าที่น่าอยู่ที่สุด(ท่าทางหนาวมาก)บ้านเรือนก็น่าอยู่มีคนตื้นแต่เช้าด้วยตื้นมารอใส่บาตรนี้เอง กำลังมองอะไรเพลิดๆอยู่ๆก็มาถึง ตลาดเช้าจังหวัดหนองคายคนก็เยอะของกินก็เยอะไม่รู้จะกินอะไรก่อนดีแต่ไม่ทันจะได้เดินไปไหนก็มองเห็นอาหารน่าตาแปลกๆสำหรับบ้านเราเป็นลักษณะขนมปังยาวอันละ 20 บาท ส่วนอาหารชิ้นนี้น่าจะได้รับอิธิพลมาจากฝรั่งเศส(ที่รู้ก็เพราะทำเรื่องอาหารเวียดนาม) ได้อุดหนุนมา 2 อัน 40 บาท และได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกด้วย และเดินเข้าไปในตลาดลึกมากได้พบกับร้าน เฝอ ซึ่งเป็นอาหารเวียดนามเช่นกัน ในใจก็อยากลองชิมดูบ้างว่ามีรสชาติเช่นไร แต่ยังไม่ทันได้นั่งเพื่อนก็ชวนไปร้านอื่นโดยร้านนี้เป็นร้านก๊วยจั๊บเส้นใหญ่ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านเราเท่าไรต่างที่บรรยากาศและลูกชายเจ้าของร้านซึ่งหน้าตาไม่ต้องบรรยายเลยเพราะหล่อเหมือนดารานักร้องเลย ดูหน้าไปด้วยก็สั่งไปด้วยต้องนั่งรอก็ขอชิมขนมปังที่ซื้อมาโดยใส้ของมันมีน้ำจิ้มให้พร้อมข้างในอร่อยมากส่วนข้างนอกเหลือเพียบเพราะไม่ถูกปากเลยมันเหนียวมากกัดก็จะขาดเลยกินไม่หมดดีนะที่เจ้าของร้านไม่เห็นถ้าเห็นคงน้อยใจ ก๊วยจั๊บที่สั่งมาพร้อมกับความหล่อก็รอยมาพอวางลงไม่ถึง 10 นาที ก็หมดเหมือนเท่ทิ้ง ถ้วยละ 25 บาท เพราะรวมมิตร กินเสร็จยังไม่ทันได้ถามชื่อก็ต้องเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยัง ต.ม. เพื่อผ่านแดน นั่งรถชมวิวมาเรื่อยก็มาถึงจนได้ ต.ม. ที่ว่าก็ต้อง ไกด์ซึ่งก็คือพี่วุธบอกว่าให้ลงไปแป๊ปเดี๋ยวเพื่อผ่านแดน ( ลืมบอกไปว่าพวกพี่ๆที่จะร่วมเดินทางไปกับเรา มีทั้งหมด 5 คน คือพี่คนขับรถทั่วมี 3 คน และก็พี่ฝนผู้หญิง 1 คน พี่วุธผู้ชาย อีก 1 คน ซึ่งทั้ง 2 คนนี้เป็นศิษฐ์เก่า ม . อุบล ) พอลงรถก็ไปเข้าแถวเพื่อนับคนและเอาเอกสารไปยื่นเจ้าที่แค่นี้ก็เสร็จและก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังสะพานมิตรภาพไทยลาว แม่น้ำโขงนี้สวยจริงอยากลงไปถ่ายรูปแต่ก็ทำไม่ได้ได้แต่มองสะพานยาวมากสุดท้ายก็มาถึงประเทศลาวแต่ก็มาถึง ต.ม.ของลาวแต่ครั้งนี้ดีจังไม่ต้องลงเพียงแต่รอรับไกด์ ของประเทศลาวขึ้นมาเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือพี่แขก เป็นคนตลกและสวยมากพี่แขกใส่ชุดตามประเพณีของลาวเลยดูสวยจริงเห็นแล้วอยากใส่แต่มีปัญหาเรื่องของหุ่น พี่แขกขึ้นรถมาก็แนะนำตัวซึ่งทุกคำพูดของพี่แขกจะพูดด้วยภาษาลาวทั้งสิ้นแต่ถ้าไม่เข้าใจพี่แก่จะพูดภาษาไทยเพื่อให้เราเข้าใจพี่แขกพูดแนะนำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศลาวด้วยภาษาที่เราเข้าใจง่ายพราะพูดตลกถ้าจะให้เล่าให้ฟังว่าพี่แก่พูดอะไรบางคงเล่ากันไม่หมด พี่แขกพูดเราก็ฟังไปซึ่งก็สนใจนะแต่ข้างทางน่าสนใจกว่า ซึ่งก็คือความเป็นอยู่ของประเทศลาวแต่ความสนใจเราไม่อยู่ที่ป้ายทะเบียนรถมากกว่าว่าทำใมถึงคนละสี ซึ่งพี่แขกได้บอกว่า สีเหลือง หมายถึง ทะเบียนรถส่วนตัว สีน้ำเงินหมายถึง รถประจำตำแหน่ง สีขาวหมายถึง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นสูง (จำไม่ผิดนะ) พี่แขกบอกว่าจะพาเราไป พระธาตุหลวง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของพระธาตุพนม ในที่สุดก็มาถึงพระธาตุหลวงคนเยอะมากก็ตามเคยมีแต่คณะทัวร์ ซึ่งพระธาตุหลวงจะใหญ่กว่าและอลังการกว่าพระธาตุพนมและมีสีทองทั้งหมดด้วยสวยมากอยากเอาไปไว้ที่บ้าน พี่แขกแนะนำว่าไม่ต้องซื้ออะไรมากเพราะพรุ่งนี้จะพาไปซื้อแหล่งอยู่แล้ว สรุปแล้วอยู่นี้แพงนั้นเองพวกเราก็ได้ลงรถเข้าไปถ่ายรูปซึ่งที่นั้นมีบริการถ่ายรูปด้วย ใบละ 20 บาท ไม่กล้าถ่ายอะกว่าโดนหลอก ก็เลยเองดีกว่า ถ่ายรูปลานด้านหน้าได้สักพัก ก็เข้าไปสการะที่ภายใน เพราะภายในนั้นได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ้งภายในสายมากใหญ่โตมากและได้เดินรอบเจดีย์ด้วยซึ่งก็มีคนเดินเป็นจำนวนมากเช่นกัน พอเดินข้างในได้สักพักก็ออกมาเพื่อคนอื่นจะได้เข้าไปบ้างส่วนเราก็ต้องขอตัวไปละลายทรัพย์หาซื้อของที่เราอยากได้ก่อน แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากเพราะพี่แขกบอกมาว่าแพงก็คงจะแพงจริงๆ เลยได้ของติดไม้ติดมือมาแค่อย่างเดียวเท่านั้นเอง ก็คือผ้าพันคอ พอซื้อเสร็จก็ตรงขึ้นรถทั้งที่เลยเพราะสายมากแล้ว เดี๋ยวเราต้องไปแวะชมที่ อนุสาวรีย์ประชัย แต่ที่น่าเล่าคงเป็นเรื่องของพี่คนขับที่แก่ยังไม่ชำนาญเท่าไรเวลาขับไปก็ดีๆอยู่แหละแต่พอมาถึงไฟแดงก็ไม่หยุดถึงหยุดก็กลางถนนไปแล้ว พี่คนขับเลยต้องโดนกฎหมายทางประเทศลาวเลยต้องโดน 500 เลยอะ แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าเราไม่ได้เสียขอเที่ยวต่อดีกว่านะ เป็นประตูชัยที่สวยงามมากมีน้ำพุด้วยอันใหญ่เลยมีตั้ง 2 อัน เราก็อุสาไปนั่งถ่ายรูปตรงน้ำพุแต่พอมีเพลงขึ่นมาเท่านั้นน้ำพุก็ทำงานทั้งที่ ตามระเบียบเปียกเลยครับพี่น้อง แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ขึ้นไปดูบรรยากาศข้างบนแต่ไม่เป็นไรแค่ได้ถ่ายรูปข้างล่างนี้ก็มีความสุขแล้ว แต่อยากให้คนน้อยลงกว่านี้อะ แบบว่ามีแต่คณะทัวร์เติมเลย ถ่ายรูปและได้ชมสถาปัตยกรรมของลาวไปแล้วก็มีความสุขดี รู้สึกถึงความสวยงาม และมีเอกลักษณ์ น่าชื่นชมที่เดียว พอชมความงามได้จุใจกันไปแล้วก็ถึงเวลาขึ้นรถตามเคย พี่แขกก็มาพูดถึงเรื่องต่าง ๆ และก็บอกว่าจะพาไป วัดศรีสะเกษ เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปมากที่สุดของประเทศลาว ซึ่งพูดแล้วก็ร้อนทันที นั้นแปลว่าแดดส่องมาทางเราพอดีไง ได้นั่งรถชมเมืองหลวงของลาวไปเรื่อยๆ ก็มาถึงวัดที่พูดถึงกันที่นี้มีแต่ฝรั่งเลยอะสงสัยชอบวัดมั่ง ส่วนเราก็ลงจากรถตรงเข้าวัดทันที พี่แขกบอกว่าเวลาเข้าไปข้างใน ให้ถอดรองเท้า แว่นดำ หมวก และห้ามถ่ายรูป เพราะเป็นสถานที่เฉพาะ ส่วนเราก็ได้แต่ถ่ายรูปข้างนอกพอเวลาเข้าไปก็ทำตามระเบียบที่มีไว้ แต่อยากจะบอกว่ามีพระพุทธรูปเยอะมากทั้งข้างนอกและข้างใน แต่ข้างในจะเยอะกว่ามาก ทั้งเล็กและใหญ่ ซึ่งมีให้กราบไหว้กันด้วยซึ่งดอกไม้ธูปเทียน ก็แค่ 20 บาทเท่านั้น หรือแล้วแต่จะบริจาค พอไหว้เสร็จก็เดินออกไปข้างนอกเพื่อถ่ายรูป แต่ข้างนอกก็มีอะไรขายตามเคยนะ พวกของที่ระลึกอะไรประมาณนี้ ก็มีของน่าซื้อเหมือนกัน ซึ่งเราก็ซื้อติดไม้ติดมือมาบ้าง ก็ไม่มากแต่ก็น่าเก็บไว้ ซึ่งเป็นรูปสถานที่สำคัญ ๆ ของประเทศลาว ซื้อเสร็จก็ไปถ่ายรูปกลับเพื่อนๆตามเคย ซึ่งพี่แขกก็ได้มาร่วมถ่ายรูปด้วยเช่นกัน และถ่ายได้สักพักพี่ๆเค้าก็เรียกเราขึ้นเพื่อจะพาเราไปกินข้าว ซึ่งนั้นคือสิ่งที่เราต้องการเพราะเราหิวมากเลยต้อนนี้ และแล้วก็มาถึงพัดตะคาน เรียกตามภาษาลาวนะ สถานที่หรูมากแต่ห้องอาหารที่เราจองนั้นมีคณะทั่วอื่นกินอยู่ด้วย ก็เยอะดีไม่กล้าเสียงดังเลยเพราะมีแต่ผู้ใหญ่เต็มเลย กลัวเจอด่าเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้ขอกินก่อนแล้วกัน แต่ถ้าจะพูดถึงอาหารก็คล้ายๆบ้านเราเหมือนกัน แต่ต่างกันที่รสชาติ ซึ่งก็กินได้แต่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไรเพราะจืดไปหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะทั้งโต๊ะกินหมดเหลือเพียงแต่จานผักเท่านั้นเอง กินไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ก็ขอไปละลายทรัพย์ข้างนอก ซึ่งข้างนอกนั้นมีของกลุ่มแม่บ้านมาวางขายด้วยซึ่งน่าซื้อทุกอย่าง เราก็ขออุดหนุนด้วย ซื้อมามีแต่ของที่ทำจากมือเป็นลายผ้าที่สวยงามคล้ายไทย แต่ของที่นี้มีเสน่ห์มากเพราะคนขายใส่ชุดผ้าถุงด้วย ดูแล้วก็อยากใส่บางนะสวยดีอะ เดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็ไดไปนั่งคุยกับพี่แขก ซึ่งพี่แขกก็เสร็จเหมือนเราพี่แขกบอกเราว่าสถานที่นี่ชอบมีคนรวยๆมาจัดงานแต่งงานหรืองานต่างๆ ซึ่งพูดถึงแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกหรูกับพัดตะคานนี้ไปด้วย พอทุกคนกินเสร็จก็ขึ้นรถไปจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ วัดศรีเมือง ที่ชาวลาวทั้งประเทศสักการบูชา ซึ่งวัดนี้เล็กหรือคนเยอะก็ไม่รู้เพราะเหมือนไม่มีที่เดินเท่าไร แต่รู้สึกไม่ค่อยมีพระนะจะมีคงมีแต่คณะทัวร์มากกว่า ส่วนเราก็ได้เข้าไปกราบข้างในซึ่งได้สักการบูชาตามที่ผู้ใหญ่ที่บอกให้ทำตาม และก็ขอตัวออกมาก่อนเพราะคนเยอะมาก พอออกมากก็มาถ่ายรูปกับรูปปันต่างๆ ที่อยู่ข้างนอก ด้วยความที่มันร้อนและคนเยอะก็เลยขอตัวไปรอเพื่อนอยู่ที่รถดีกว่า ไม่อยากอยู่ข้างล่างเท่าไรเพราะกลัวไม่สบาย พอคนคบแล้วรถก็ออกตัวทันที โดยพี่แขกตามเคยบอกว่าจะพาไปละลายทรัพย์ ที่แหล่งของกลุ่มแม่บ้าน โดยพี่แขกบอกว่าอย่าไปต่อเขามาก แต่เขาจะลดราคาให้เอง ซึ่งพอไปถึงก็ไม่รู้จะซื้ออะไรเพราะมันเยอะมาก โดยเฉพาะเครื่องเงิน และทุกอย่างที่ทำจากลายผ้าสวยงาม ซึ่งเราก็ได้กระเป๋าลวดลายผ้าลาวมาก ใบละ 250 เอง ถูกมากถ้ามองจากลวดลายและการเย็บการทำ แต่ต้อนนี้มีอะไรไม่รู้เสียงดังมากที่หน้าร้าน พอเราจ่ายเงินเสร็จก็ขอออกไปดูซึ่งเพื่อนบางคนก็ยังเลือกซื้อของอยู่ ส่วนข้างนอกก็มีการเชิดสิงโตไม่รู้ว่ามีงานอะไรถึงได้เชิดสิงโตต้อนนี้ พอพี่แขก พี่แขกก็บอกว่าแล้วแต่ว่าเค้าจะจ้างมางานอะไรก็ได้ ไม่จำกัดงาน ดูได้สักพักก็ต้องขึ้นรถไปที่พักแล้วนั้นก็คือ โรงแรมนั้นเอง พอพวกพี่บอกแล้วก็อยากให้ถึงเร็วเพราะ อยากนอนพักเร็วเหนื่อยมากเมื่อคืนก็นอนไม่สบายตัวเท่าไรเพราะนอนบนรถ และอีกอย่างก็คือวันนี้เดินเที่ยวชมหลายที่ด้วยเลยเหนื่อยเป็นพิเศษ นั่งรถมาได้สักพักก็มาถึงโรงแรม ซึ่งมีน้ำส้มคันมาบริการด้วยอร่อยมาก เรากับเพื่อนอีก7 คน ได้อยู่ชั้น 3 หมดเลย เราก็ได้อยู่ห้อง 312 ซึ่งกำลังจะยกกระเป๋าก็มีพี่ที่โรงแรมมาช่วยถือ ซึ่งดีมากๆ เลย สงสัยเห็นกระเป๋าเราใหญ่แน่เลยเลยมาช่วย พอมาถึงห้องขอเปิดแอร์เลยเพราะร้อนมาก และขอขอบคุณพี่เค้าด้วยที่ช่วยยกกระเป๋า เพื่อนอีกคนไปเปิด TV ดูก็มีแต่ช่องของ ไทย ก็เลยดีหน่อยแต่ดูได้ไม่เท่าไรก็หลับ พอตื้นมาก็ต้องรีบแต่งตัวแล้วลงไปข้างล่างเพราะ พี่ๆจะพาไปกินข้าวเย็นนั้นเอง และได้มาถึงร้านอาหารขนาดใหญ่พอควรซึ่งก่อนจะกินก็ได้เข้าพิธีบายศรีตามประเพณีลาวที่มีแขกมาก็ต้องบายศรีตามระเบียบ เป็นพิธีที่อบอุ่นมากเหมือนเราได้เป็นคนประเทศลาวจริงๆ รู้สึกอยากบอกไม่ถูก ทำพิธีเสร็จก็ได้เวลากินข้าวซึ่งก็ตามเคยไม่พูดปากและไม่ถูกปากเท่าไร แต่ก็กินหมดทั้งโต๊ะ ต้องรีบกินเพราะพวกพี่เค้าให้เวลาเราไปเดินในย่างดังของลาวเลยก็ว่าได้ ซึ่งถนนเส้นนี้มีคนเยอะมากยิ่งดึกยิ่งคนเยอะของขายก็เยอะแต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร พอถึงเวลากลับโรงแรมทั้งที พอขึ้นห้องอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็นอนทั้งทีหลับเป็นตาย รุ่งเช้าของวันใหม่ ณ. เวียงจันทร์ อาบน้ำหรือทำอะไรเสร็จก็เดินลงมาหาพี่ข้างล่างและตรงเอากระเป๋าไปไว้ที่รถ และเข้ามาที่ห้องอาหารเพื่อกินอาหารเช้า ในห้องอาหารนั้นก็มีเพื่อนๆ เต็มอยู่แล้วมีแต่คนตื้นแต่เช้า เพราะพี่ที่โรงแรมโทรไปปลุกแต่เช้า กินเสร็จก็นับจำนวนคนและมุ่งหน้าสู่หอพิพิธภัณฑ์ปฎิวัติลาว ตอนที่รถไปจอดนั้นดูแล้วใหญ่โตมาก และยิ่งเดินเข้าไปข้างในยิ่งใหญ่โต พอเข้าไปข้างในก็ต้องฝากกระเป๋าเพราะที่นั้นไม่ให้อะไรเข้าไปเลยต้องเข้าไปฟังอยากเดี๋ยวซึ่งก็มีพี่อีกคนหนึ่งมาแนะนำที่และอะไรอีกมากมาย ซึ่งดีมากส่วนเราก็เดินฟังไปเรื่อยๆ และ จดบางไม่จดบาง เพราะพี่แก่พูดเร็ว ก็เลยได้แต่ฟังพี่แก่ก็แนะนำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับได้ประมาณชั่วโมง เราก็ต้องเดินทางต่อไปยังตลาดเช้าของประเทศลาว ซึ่งพี่แขกบอกว่าตลาดนี้เปิดตลอดทั้งวันแต่ส่วนใหญ่เค้าจะเรียกว่าตลาดเช้า ซึ่งเราก็ได้แต่เดินดูของไปเรื่อยๆ เท่านั้น เพราะของมันก็เยอะและคนก็เยอะแต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ของแพงมากแพงกว่าที่ไทยด้วยซ้ำเลยไม่ขอซื้ออะไรดีกว่า พอขึ้นรถก็ตรงไปยังร้านอาหารริมน้ำโขงที่สวยงามมากอาหารก็อร่อยด้วยกินเสร็จก็ขอลงไปถ่ายรูปดีกว่า แต่รู้สึกว่าร้านอาหารนี้จะบริการดีกว่าร้านไหนเลยชอบที่นี้มากเพราะมีแต่คณะทัวร์ของเราเลยเสียงดังได้ สนุกกันได้เต็มทีเลยเราก็เล่นๆ กันได้ไปเรื่อย พี่แขกก็เรียกให้ขึ้นรถเพื่อขึ้นรถชมเมืองหลวงไปเรื่อยและจะได้ไป ต.ม. เพื่อกลับไทย พอนั่งรถไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นประตูชัยอีกรอบซึ่งสวยงามเหมือนโดยเฉพาะน้ำพุ นั่งรถไปเรื่อยๆ ก็ถึง ต.ม. ซึ่งพี่แขกไกด์ลาวของเราก็ขอลาก่อนเพราะส่งเราแล้ว ส่วนเราก็มีของขวัญมอบให้และถ่ายรูปรวมกันพร้อมขอบคุณพี่แขกด้วย ส่วนเราก็ต้องเดินทางกลับเพื่อไปใช้ชีวิตที่ไทยต่อลาก่อนประเทศลาว การมาประเทศลาวครั้งเพื่อมาศีกษาวัฒนธรรมของคนลาวซึ่งเราก็ได้มา ถ้าจะพูดไปเราได้มากกว่าที่คิดไว้สะอีก การไปลาวทำให้เราคิดได้ถึงขอแตกต่างที่ว่า คนละคน คนละวัฒนธรรม แต่ก็คือคน จะเป็นใคร มาจากไหน อยู่ที่ใด ทุกคนล้วนแต่เป็นคนที่มีวัฒนธรรมอยู่แล้วในตัวคน |
| น่ารัก | ||
apple |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||