พิมพ์หน้านี้
|
การวิเคราะห์คุณลักษณะนั้นคืออะไร คำว่า คุณลักษณะ นั้น ในภาษาอังกฤษใช้อยู่หลายคำ เช่น attribute/component /characteristic (หรือในภาษาชาวบ้านอาจใช้คำว่า สเปก) ซึ่งหมายถึงส่วนประกอบ/องค์ประกอบ /คุณสมบัติ/ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ ตัวอย่าง่าย ๆ เช่น ถ้าเราจะศึกษา วัด ในแง่มุมของการสื่อสาร ถ้าเราตั้งคำถามว่า มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับวัด เราก็อาจจะวาดรูปคุณลักษณะของ วัด ออกมาเป็นรูปแผนที่ความคิด (mind map) ได้ดังนี้
ภาพที่ 10 คุณลักษณะของ วัด การวิเคราะห์คุณลักษณะมีฐานรากปรัชญาตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า จะทำงานกับสิ่งใดก็ต้องรู้จักธรรมชาติของสิ่งนั้นให้กระจ่างเสียก่อน เช่น ถ้าจะทำการฝึกจิต ก็ต้องรู้จัก ธรรมชาติของจิต เสียก่อนว่า แต่เดิมนั้น จิตมีลักษณะเป็นประภัสสร ใสกระจ่าง ต่อเมื่อมีกิเลสมาครอบคลุม จึงเศร้าหมอง จิตมีลักษณะไวไม่อยู่นิ่ง เป็นต้น จากแนวทางที่เป็นปรัชญานี้ เมื่อเปรมาเป็นหลักวิชาการ ก็จะได้คำตอบว่า การรู้จักคุณลักษณะ/องค์ประกอบ/ส่วนประกอบ จะให้ประโยชน์ในแง่ การจัดการ กับสิ่งนั้น และเป็นหลักการว่า ยิ่งรู้จักมาก ก็จะยิ่งจัดการได้มากขึ้นเช่นกัน โดยเราอาจจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้อย่างหยาบ ๆ ดังนี้ (1) รู้จักเล็กน้อย ก็จะรู้ว่า จะ เกี่ยวพัน/สัมพันธ์ด้วยอย่างไรดี (deal with) ตัวอย่าง เช่น ในเกาะบาหลีที่มีภูเขาไฟที่ยังมีสิทธิระเบิดเต็มไปหมด คนที่อาศัยอยู่แถบภูเขาไฟ หากรู้จักภูเขาไฟสัก 2 3 คุณลักษณะ เช่นรู้ว่า หากวันใดได้กลิ่นกำมะถัน ก็ให้รีบย้ายหนีออกจากบริเวณใกล้ ๆ ภูเขา เพราะคุณลักษณะดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ในไม่ช้า ภูเขาไฟจะระเบิด เป็นต้น (2) รู้จักมากขึ้น ก็จะสามารถ ควบคุมได้ (control) จากตัวอย่างภูเขาไฟเจ้าเก่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ภูเขาไฟที่มีความรู้เกี่ยวกับภูเขาไฟอย่างดี หากเริ่มรู้สัญญาณบ่งบอกว่า ภูเขาไฟจะระเบิด (เช่นได้กลิ่นกำมะถัน) ก็สามารถจะนำเอาสารเคมีบางอย่างไปพ่นตรงกลางปล่องภูเขาไฟ เพื่อควบคุมให้เกิดการระเบิดขึ้นภายใน โดยไม่มีลาวาไหลท่วมออกมาเป็นอันตรายข้างนอก (3) รู้จักอย่างดีมาก ก็จะสามารถ เปลี่ยนแปลง (Change) คุณลักษณะบางอย่างของสิ่งเดิมได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมีคุณลักษณะเป็น ของเหลว แต่บรรดานักเคมีที่รู้จักธรรมชาติของน้ำอย่างละเอียดลึกซึ้งถึงระดับโมเลกุล ก็สามารถจะแปรเปลี่ยนสภาพ ของเหลว ของน้ำให้กลายเป็น ของแข็ง ได้ (ในรูปแบบของน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงหมายความว่า ดึงเอาขา (คุณลักษณะ) เก่าออก แล้วใส่ขาใหม่ เข้าไป
ภาพที่ 11 คุณลักษณะของการวิเคราะห์คุณลักษณะ ในลำดับต่อไปจะแสดงให้เห็นว่า การวิเคราะห์คุณลักษณะนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ขั้นตอนของการวิจัยดังที่แสดงเอาไว้ในแผนที่การวิจัย ในลำดับแรกนี้ จากภาพที่ 9 แผนที่การวิจัย เราจะเริ่มต้นดูกันใน 3 ขั้นตอนแรกของแผนภาพที่มีความเกี่ยวโยงกันคือ
ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วว่า งานวิจัยจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อต่อมเอ๊ะของเราเริ่มทำงาน ซึ่งทำให้เราเกิดปริศนาในใจต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก้าวแรกของงานวิจัยจะเริ่มต้นด้วย การเอ๊ะ แต่คำถามที่เกิดจากการเอ๊ะนั้น ก็ยังไม่ใช่ ทุกข์ที่แท้/หรือปัญหานำการวิจัย จนกว่า คำถามนั้นจะถูกนำมาคลุกเคล้ากับแนวคิด/ทฤษฎี/งานวิจัยที่เคยมีมา ผู้เขียนจะเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยให้เข้าใจแล้วจะยกตัวอย่างของจริงประกอบต่อไป เมื่อเวลาเราเห็นแขกที่ขายโรตีทำโรตีนั้น ก้อนแป้งที่ปั้นเป็นรูปกลม ๆ ในระยะแรกนั้นเปรียบเสมือนขั้นตอนที่ 1 ของการเอ๊ะ แต่เมื่อเอาแป้งนั้นมาสะบัดตีอย่างรู้วิธี (เอาแนวคิด/ทฤษฎี/งานวิจัย ขั้นตอนที่ 2) แป้งโรตีก้อนเดิมนั้นก็จะเปลี่ยนคุณภาพไป กล่าวคือ จาก ปัญหา ได้กลายเป็น ปัญหานำการวิจัย ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเรื่องการสื่อสารที่บ้านครัว ของโศจิวัจน์ บุญประดิษฐ์ และคณะ (2548)
จากภาพที่ 12 จะอธิบายได้ว่า นักวิจัยได้เข้าไปสู่ปรากฏการณ์ของการสื่อสารในบ้านครัว 2 ช่วงเวลา และตั้งข้อสงสัยว่า เอ๊ะ ในช่วงเวลาปกติ บ้านเรามีการสื่อสารอย่างไร และ เอ๊ะ ในช่วงเวลาที่ชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาทางด่วนจะมาตัดผ่านกลางชุมชน ชุมชนจะมีการสื่อสารอย่างไร ทั้ง 2 เอ๊ะนี้ยังอยู่ในระดับของปัญหา เมื่อจะแปลง ปัญหา ให้มาเป็น ปัญหานำการวิจัย นั้น นักวิจัยจะต้องนำเอาทั้ง 2 เอ๊ะมาผูกโยงความสัมพันธ์โดยใช้แนวคิด/ทฤษฎีเป็นเชือกร้อย และในภาพที่ 12 นั้น ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากใช้แนวคิด/ทฤษฎีที่ต่างกันมาถักร้อย ก็จะได้ปัญหานำการวิจัยที่ออกมาหน้าตาแตกต่างกัน เช่น หากเริ่มผูกร้อยโยงเอาเอ๊ะ 1 ขึ้นก่อน แล้วต่อด้วยเอ๊ะ 2 ทฤษฎีที่ใช้ก็คือ ทฤษฎีแม้นหวังตั้งสงบ.... นักวิจัยก็จะตั้งปัญหานำการวิจัยว่า หากในช่วงเวลาปกติชุมชนบ้านครัวมีการสื่อสารที่ดี เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ ชุมชนก็จะสามารถโยกเอาต้นทุนการสื่อสารมาใช้ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานได้อย่างดี ในทางตรงกันข้าม หากนักวิจัยใช้ด้ายร้อยที่ชื่อทฤษฎี ชุมชนที่เกิดจากการออกแบบ (Community by design) ของ Scott Peck ที่กล่าวว่า คนเรานั้นจะมารวมกันก็เพราะวิกฤติ (เอาเอ๊ะที่ 2 ขึ้นก่อน) และเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป ก็จะสลายตัว นอกจากจะมีการออกแบบพิเศษให้การรวมตัวนั้นยาวนานต่อเนื่องไปในช่วงเวลาปกติ (เอ๊ะที่ 1) การตั้งคำถามนำการวิจัยก็จะเป็นว่า หลังจากฝ่าวิกฤติมาแล้ว ชุมชนบ้านครัวได้ใช้การสื่อสารในภาวะปกติอย่างไร (เราจะกล่าวถึงบทบาทของทฤษฎีที่มีต่อการวิจัยในตอนต่อ ๆ ไป)
ข้อมูลจาก กาญจนา แก้วเทพ เอกสารประกอบ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการความก้าวหน้าด้านการศึกษาเรื่องการสื่อสาร ครั้งที่ 2 สัมมนาวิชาการเรื่อง " ปรัชญาและแนวคิดการวิจัยทางนิเทศศาสตร์" ข้อมูลจาก กาญจนา แก้วเทพ เอกสารประกอบ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการความก้าวหน้าด้านการศึกษาเรื่องการสื่อสาร ครั้งที่ 2 สัมมนาวิชาการเรื่อง " ปรัชญาและแนวคิดการวิจัยทางนิเทศศาสตร์" |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||