พิมพ์หน้านี้
|
การวิเคราะห์คุณลักษณะช่วยหา ตัวแปร
(1) ตัวแปรนั้น คืออะไร (1.1) ความหมายของตัวแปร ในขณะที่งานวิจัยเริ่มต้นด้วย ข้อข้องใจ/ปริศนาคาใจ นั้น ในด้านหึ่ง งานวิจัยก็ต้องเริ่ม เดา คำตอบ (อย่างเป็นวิชาการ) ด้วยว่า อะไรน่าจะเป็นคำตอบ ของเรื่องนี้ และในขั้นตอนต่อไปคือการเก็บข้อมูลมาพิสูจน์ ก็จะเป็นรายการเปิดหน้าอ้ายโม่งให้เห็นว่าใช่หรือไม่ คำตอบ/ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (หรือผู้ต้องสงสัย) ในงานวิจัยนั้นเราเรียกว่า ตัวแปร (variable) ซึ่งชื่อนามก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า ถ้าปัจจัยตัวนี้แปรเปลี่ยนไป ก็จะส่งผลถึงปัจจัยตัวอื่น ๆ ตัวอย่างงาย ๆ ในชีวิตประจำวันก็เช่น เมื่อเวลาแม่ครัวตักแกงมาชิม และพบว่า มีรสชาติจืดชืด หากแม่ครัวต้องการจะทำให้แกงมีรสชาติความเค็มเพิ่มมากขึ้น แม่ครัวก็ต้องเดาว่า ตัวแปรใด ที่จะเพิ่มความเค็มได้
(1.2) คุณสมบัติของความเป็นตัวแปร ในขณะที่พวกเราคงจะได้เคยอ่านงานวิจัยกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะพบเห็นหน้า อ้ายโม่ง บางตัวมาแล้ว เช่น เวลาที่พูดถึงตัวแปร เราก็มักจะคำนึงถึงคุณสมบัติของประชากร/กลุ่มตัวอย่าง เช่น เพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา ฯลฯ การเห็นแนวคิดเหล่านี้มาเล่นบทบาทเป็นตัวแปรบ่อย ๆ ชวนให้เราคิดว่า แนวคิดเหล่านี้ได้เป็น ตัวแปรมาตั้งแต่เกิด และจะต้องเป็นต่อไปจนตาย ดังนั้น เมื่อคิดถึง ตัวแปร เราก็จะคิดถึงแต่ แนวคิดหน้าเดิม เหล่านี้ นี้เป็นความเข้าใจผิดประการหนึ่งเกี่ยวกับ คุณสมบัติของความเป็นตัวแปร เพราะอันที่จริงแล้ว ตัวแปรไม่ใช่แนวคิดที่เป็นมาแต่กำเนิด (essentialism) แต่ทว่า ตัวแปรมีคุณสมบัติเป็นสภาวะ (Mode/being) กล่าวเล่น ๆ ก็คือ จะยังไม่มีอะไรเป็นตัวแปรจนกว่าแนวคิดนั้นจะเข้ามาใกล้ วงโคจรการวิจัย ของเรา เพราะฉะนั้น งานวิจัยของเราก็ไม่จำเป็นต้องมี ตัวแปรแบบฉบับ เป็น เพศ อายุ รายได้ การศึกษา ฯลฯ เสมอไป เพราะหากเราอ่านวิจัยที่ล่วงมาแล้วในอดีต และได้พิสูจน์แล้วว่า ประเด็นที่เราจะศึกษานั้น เรื่องเพศ อายุ ฯลฯ ล้วนไม่เกี่ยวข้อง เราก็สามารถจะฟันธงไปได้เลยว่าแนวคิดที่เอ่ยมานั้นไม่ใช่ตัวแปร ในทางตรงกันข้าม ตัวแปร นั้นควรจะ งอก ออกมาจากปัญหานำการวิจัยของเราเอง ตัวอย่างงานเรื่องสิ่งแวดล้อมได้พิสูจน์แล้วว่า ทัศนคติต่อการอนุรักษ์ป่าด้วยการใช้ถานไม้นั้น จะเกี่ยวกับตัวแปรที่ว่า กลุ่มตัวอย่างใช้เตาหุงต้มแบบไหน ใช้ถ่านหรือแก๊ส เป็นต้น เราจึงยังต้องการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการขุดหา หน่อตัวแปร ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานำการวิจัยของเรา (2) อะไรเป็นตัวแปรได้บ้าง ในบรรดาคุณลักษณะทั้งหลายของสรรพสิ่ง เราสามารถจะจำแนกคุณลักษณะทั้งหมดออกให้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (2.1) ธาตุ/องค์ประกอบ เช่น น้ำจะประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน 2 ตัว และออกซิเจน 1 ตัว (H2O) (2.2) ความสัมพันธ์ (Relation) เช่น น้ำมีธาตุ 3 ตัวนั้น เรียงตัวกันด้วยความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง เช่น สำหรับสิ่งที่จะมาเป็นตัวแปรนั้น สามารถจะเป็นได้ทั้ง ธาตุ/องค์ประกอบหรือความสัมพันธ์ที่มีคุณสมบัติที่จะแปรเปลี่ยนได้ ตัวอย่างเช่นในงานวิจัยเรื่อง ป่าห้วยแก้ว ของทีมวิจัยของศรีธรณ์โรจนสุพจน์ ศรีธรณ์ พบว่า บรรดาการสื่อสารแบบเดิมที่มีอยู่ในชุมชนนั้นไม่สามารถจะสร้างสรรค์ความสามัคคีของชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าชุมชนได้ คณะวิจัยจึงได้ทดลองฉีด สื่อสมัยใหม่ เช่น สื่อคอมพิวเตอร์ เข้าไปเป็นตัวแปรใหม่ด้านการสื่อสารเพื่อจะวัด ความสามัคคี (ตัวแปรตาม) ว่าเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ นี้เป็นกรณีที่ตัว ธาตุ/องค์ประกอบ (element) มีการแปรเปลี่ยนเป็นตัวแปรใหม่ และในกรณีเดียวกันนี้เอง ก็มี ความสัมพันธ์ ที่กลายมาเป็นตัวแปร จากแนวคิด เรื่อง การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลิต คณะวิจัยได้พลิกกลับ ความสัมพันธ์ในฐานะผู้ส่ง/ผู้รับ ของชาวบ้านเสียใหม่ จากแต่เดิมที่บุคคลภายนอกเช่น ทีมวิจัยจะเป็นผู้ผลิต และชาวบ้านเป็นผู้ดู/ผู้ชม แต่ในการวิจัยครั้งนี้ ชาวบ้านจะพลิกกลับความสัมพันธ์จาก การเป็นผู้ชม ขึ้นมาเป็น ผู้ผลิต เอง และคณะวิจัยต้องการศึกษาว่า ผล (ตัวแปรตาม) ที่เกิดจากการสลับตัวแปรเรื่องความสัมพันธ์ในฐานะผู้ผลิต/ผู้ชม จะเป็นอย่างไรบ้าง (3) ประเภทของตัวแปร โดยทั่วไปมักจะมีการแบ่งประเภทของตัวแปรออกเป็น 3 ประเภท คือ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรแทรก ซึ่งคุณลักษณะของตัวแปรแต่ละประเภทก็เป็นไปตามชื่อนามที่บ่งบอก เราจะได้ตัวอย่างเรื่องเกลือ/ความเค็ม/น้ำ เพื่อประกอบความเข้าใจ
X = ตัวแปรต้น ซึ่งได้แก่ เกลือที่จะเป็นตัวกำหนด Y = ตัวแปรตาม ซึ่งได้แก่ ความเค็มที่จะต้องแปรไปตามปริมาณของเกลือ Z = ตัวแปรแทรก ซึ่งเป็นตัวแปรที่เข้ามาคั่นกลางและส่งผลต่อการกระทำ ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม เช่น แม้ว่าจะใส่เกลืออย่างมาก แต่ถ้าเติมน้ำมากเช่นกัน ความเค็มก็อาจจะไม่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ในเรื่อง ประเภทของตัวแปร นี้ก็มีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับเรื่องของ ความเป็นตัวแปร กล่าวคือไม่มีตัวแปรใดมีคุณสมบัติว่าจะเป็นตัวแปรประเภทใดติดตัวมาแต่กำเนิด หากทว่าตัวแปรหนึ่ง ๆ จะกลายมาเป็นตัวแปรประเภทใด ย่อมขึ้นอยู่กับการออกแบบหรือการจัดวาง (positioning) ของผู้วิจัยในครั้งนั้น ๆ ลองดูตัวอย่างนี้ประกอบก็จะเข้าใจ ถ้าเราทำการทดลองเรื่องการโยนหัวก้อย โดยใช้ตัวแปร 2 ตัวคือ ช่วงเวลาและปริมาณหัวก้อยที่ออก เราสามารถจะออกแบบการวิจัยได้ 2 แบบ คือ ลองดูตัวอย่างงานวิจัยที่มีการนำเอาการวิเคราะห์คุณลักษณะมาทำเป็นตัวแปร เช่น งานวิจัยเรื่องการสื่อสารเพื่อการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีของจำรัส เสือดี และคณะ (2548) ที่พบว่า วิธีการสื่อสารที่ได้ผลอย่างหนึ่ง คือ การแปลงสา และหากทีมวิจัยต้องการจะตอบคำถามต่อไปว่า เพราะเหตุใดการสื่อสารด้วยรูปแบบการทำแปลงสาธิตจึงได้ผล คณะวิจัยก็จะได้ทำการวิเคราะห์คุณลักษณะของแปลงสาธิตออกมาดังนี้
จากคุณลักษณะข้างบนนี้ คณะวิจัยสามารถจะเลือก ขา บางขาที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นตัวแปรตัดสินประสิทธิภาพของแปลงสาธิตมาศึกษา เช่น การต้องมีการตระเตรียมตัวทั้งฝ่ายผู้ส่ง / ผู้รับ เป็นต้น
![]() ข้อมูลจาก กาญจนา แก้วเทพ เอกสารประกอบ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการความก้าวหน้าด้านการศึกษาเรื่องการสื่อสาร ครั้งที่ 2 สัมมนาวิชาการเรื่อง " ปรัชญาและแนวคิดการวิจัยทางนิเทศศาสตร์" |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||