|
ความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ
: ความสำเร็จอยู่ที่ “จิตสำนึก”
บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ความโปร่งใสในการบริหารงาน
และการปฏิบัติงานของภาครัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเลือกตั้งภายใต้การนำของ
พ. ต. ท. ทักษิณ ชินวัตร มาสู่รัฐบาลรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ภายใต้การนำของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะบริหารบ้านเมืองด้วยความโปร่งใส ขจัดปัญหาการคอรัปชันในหน่วยงานรัฐที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นอย่างมากมายมโหฬาร
และแยบยลในยุครัฐบาลทักษิณฯ ดังนั้น รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ฯ จึงได้วางนโยบาย 4 ป.
อันได้แก่ “โปร่งใส ประสิทธิภาพ เป็นธรรม และประหยัด”
เป็นแนวนโยบายสำคัญประการหนึ่งในการบริหารประเทศในขณะนั้น
“ความโปร่งใส” ซึ่งเป็นหลักยึดประการแรกในบรรดา 4 ป.
จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการบริหารและการปฏิบัติงานของภาครัฐ ด้วยเหตุว่า
การบริหารหรือการปฏิบัติด้วยความโปร่งใสนั้นเป็นปฏิปักษ์กับการคอรัปชัน
หรือการทุจริตประพฤติมิชอบ
ความโปร่งใสนั้นมุ่งเน้นให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อประชาชนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
หรือสาธารณชนทราบ การปกปิดนั้นให้กระทำให้น้อยที่สุด และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อข้อกำหนดของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540
ดังนั้น ความโปร่งใสจึงเป็นกลไกประการหนึ่งในแนวคิดของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) การบริหารภาครัฐด้วยความโปร่งใสจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้โดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด นอกจากนี้
การที่หน่วยงานภาครัฐประพฤติปฏิบัติใด ๆ ด้วยความโปร่งใสนั้น กลายเป็นระบบกลไกควบคุมประการหนึ่ง
ที่จะช่วยขจัดปัดเป่าปัญหาการคอรัปชั่นให้ค่อยๆหมดไป
ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจให้กับประชาชนโดยส่วนรวมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม
มีข้อคำถามตามมาว่า “ความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ”
และ “มีวิธีการทำอย่างไรที่จะทำให้หน่วยงานภาครัฐประพฤติปฏิบัติด้วยความโปร่งใส” ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
ให้มีการนำเรื่องความโปร่งใสในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด (KPI) ประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการทุกแห่ง
ซึ่งคณะ รัฐมนตรีได้ลงมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 เห็นชอบแนวทางการดำเนินการ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติต่อไป และเพื่อให้การกำกับดูแลการดำเนินงาน
ในด้านความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ เป็นไปอย่างมีหลักการ หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
และมีมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) จึงมีแนวคิดที่จะให้มีการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐขึ้น
โดยเบื้องต้นในปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 5 แห่งทำการศึกษาวิจัยค้นหาแนวคิด
และหลักการเกี่ยวกับการประเมินความโปร่งใส
เพื่อพัฒนาไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานความโปร่งใส ตัวชี้วัด และเกณฑ์การประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ
รวมทั้ง กระบวนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนที่เป็นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้
เพื่อนำไปสู่ปฏิบัติการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐในวาระต่อไป
ณ
ขณะนี้ ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งผลปรากฏว่าในส่วน
ราชการบริหารส่วนกลาง
คณะผู้วิจัยได้มีการสังเคราะห์ตัวแบบเบื้องต้นสำหรับการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐขึ้นมาชุดหนึ่ง
ประกอบด้วยการประเมินความโปร่งใสใน 8 ด้าน มีตัวชี้วัดทั้งหมด 69 ตัวชี้วัด ได้แก่
(1) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกอบด้วย 6 ตัวชี้วัด (2) ด้านการบริหารงาน
ตัวชี้วัด 7 ตัวชี้ (3) ด้านการให้บริการแก่ประชาชน ประกอบด้วย 10
ตัวชี้วัด (4) ด้านการบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย
11 ตัวชี้วัด (5) ด้านการบริหารงบประมาณ ประกอบด้วย
9 ตัวชี้วัด (6) ด้านการติดตาม
ตรวจสอบ และประเมินผล ประกอบด้วย 10 ตัวชี้วัด (7) ด้านการเปิดเผยและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ประกอบด้วย
11 ตัวชี้วัด และ (8) ด้านการปฏิบัติงานตามจริยธรรม
และจรรยาบรรณวิชาชีพ ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการนำไปทดลองใช้ในการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ
และทำการวิจัยพัฒนาต่อเนื่องเพื่อกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์
และวิธีการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐที่ครอบคลุม
และบ่งชี้ถึงความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐในปริบทสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม
ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า ในการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐนั้น
ประการสำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่ “จิตสำนึก” หากข้าราชการและพนักงานของรัฐทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงลงมาจนกระทั่งผู้ปฏิบัติงานในระดับล่าง
และรวมถึงบรรดาข้าราชการการเมืองด้วยต่างก็มีจิตสำนึกของความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกต่อวิชาชีพข้าราชการหรือพนักงานของรัฐที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่
มีสำนึกในภาระความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชน ต่อสังคมโดยส่วนรวม และต่อประเทศชาติ
หากเป็นเช่นนี้ได้
การสร้างกลไกและการผลักดันให้เกิดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐทั่วทั้งประเทศย่อมประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
หากขาดซึ่งจิตสำนึกแล้ว
กลไกการประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐที่พยายามสร้างขึ้นมาก็อาจประเมินได้แค่เพียง
“ความโปร่งใสทางเอกสาร” ซึ่งหาใช่ความโปร่งใสที่แท้จริงไม่
หมายเหตุ : ผู้สนใจรายละเอียดงานวิจัยนี้
ติดตามได้จากรายงานวิจัยเรื่อง “การประเมินผลเบื้องต้นมาตรฐานความโปร่งหน่วยงานภาครัฐในกรุงเทพมหานคร
ภายใต้โครงการกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสและเกณฑ์การประเมินของหน่วยงานภาครัฐ” โดยอาจารย์ทรงศิริ
พันธุเสวี และคณะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือติดต่ออาจารย์บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ (ผู้เขียน)
ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัยในโครงการดังกล่าวได้ที่ boonyou_khor@yahoo.com
|