พิมพ์หน้านี้
|
ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (CSR): in trend หรือ in heart? ปัจจุบันเรื่่องเกี่ยวกับ “ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ” (Corporate Social Responsibility) หรือมักเรียกกันสั้น
ๆ ว่า “ซีเอสอาร์” (CSR) กลายเป็นกระแสที่กำลังมาแรง ใครไม่ทำกิจกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบทางสังคมก็อาจตกกระแส
รวมทั้งอาจเกิดผลกระทบด้านภาพลักษณ์ต่อองค์กร ดังนั้น องค์กรธุรกิจจำนวนมากจึงต่างก็พยายามสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง
ๆ และดำเนินกิจกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมกันอย่างมากมาย มีหลากหลายรูปแบบ
มีทั้งกิจกรรมประเภทดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า รักษาต้นน้ำ
กิจกรรมจำพวกรณรงค์ เช่น รณรงค์ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ประหยัดพลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน
หรือบางองค์กรก็ทำพวกกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เช่น จัดค่ายให้ความรู้แก่เยาวชน
บางองค์กรก็ทำง่าย ๆ พื้นฐาน เช่น แจกข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้ชาวบ้าน เหล่านี้
เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
การที่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ
ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเหล่านั้นแล้วเรียกว่า
มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วหรือ ? ผมเชื่อว่าผู้คนมากมายยังคาใจในคำถามนี้เช่นเดียวกัน
ในทัศนะของผมแล้วเห็นว่า การดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในลักษณะต่าง ๆ
ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยังไม่อาถือได้ว่า องค์กรนั้นๆ มีความรับผิดชอบต่อสังคม
(Social
Responsibility) ได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากนัก
หากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการแสดงออกให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าวนั้นเป็นการทำตามกระแส
หรือที่มักเรียกว่า “อินเทรนด์” (in trend) ซึ่งไม่ได้ออกมาจากจิตใจจริงๆ
การมีจิตสำนึกสาธารณะที่เกิดจากภายในจิตใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมต่างหากที่จะถือได้ว่า
มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงๆ พูดง่ายๆ ว่า การทำความดี (ต่อสังคม) นั้นต้องมาจากภายในจิตใจจริง
ๆ ที่เรียกว่า “อินฮาร์ท” (in heart) จึงจะถือได้ว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมจริง การที่องค์กรธุรกิจดำเนินกิจกรรมทางสังคม
หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์โดยมุ่งหวังเพื่อสร้างชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
หรือเพียงเพื่อไม่ให้ตกกระแสเท่านั้น
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในกระบวนการทางธุรกิจกลับปรากฎว่า มีการกระทำที่ขาดจริยธรรม
หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นหรือชุมชน อาทิ แจกข้างของเครื่องใช้ให้คนยากคนจน
ในขณะที่ตัวเองขายสินค้าบาปที่มีส่วนทำลายสุขภาพ และสร้างผลกระทบทางสังคม เช่น
เหล้า เบียร์ เป็นต้น หรือบางองค์กรทำกิจกรรมค่ายเยาวชน อบรมให้ความรู้บ้าง
จัดติววิชาเพื่อเตรียมสอบให้บ้าง
แต่ในขณะเดียวกันบริษัทก็ขายสินค้าที่เป็นอันตรายกับเด็ก เช่น
ขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีคุณภาพทางโภชนาการ หรือบางองค์กรก็ยังปล่อยสารพิษ
สร้างมลภาวะให้กับสังคม บางองค์กรก็นิยมทำกิจกรรมการกุศล เช่นบริจาคเงินให้มูลนิธิต่าง ๆ
แต่กลับปรากฎว่าองค์นั้นยังเอารัดเอาเปรียบพนักงาน หลบเลี่ยงไม่ทำตามกฎหมายแรงงาน
เป็นต้น พฤติกรรมขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมสังคมในลักษณะแบบที่เรียกว่า “มือถือสาก ปากถือศีล” เช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทำกิจกรรม CSR แต่อย่างไดเลย ความจริงแล้วน่าจะถือว่าเป็นพวก
“ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม” (non-social responsibility) มากกว่า อย่างไรก็ตาม
ผมก็ไม่ได้หมายความว่า
เมื่อองค์กรธุรกิจได้มีการดำเนินกิจกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว
จะทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้
และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรไม่ได้
เพียงแต่ผมติงในจุดเริ่มต้นของการจัดทำกิจกรรมสังคมขององค์กรธุรกิจว่า
ต้องริเริ่มมาจากการมีจิตใจช่วยเหลือสังคม หรือมุ่งประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง ออกมาจากใจ
โดยเฉพาะจากใจของผู้บริหารระดับสูง (Top Management) ขององค์กรนั้นจริง ๆ
โดยที่การทำการประชาสัมพันธ์ และการมุ่งสร้างภาพลักษณ์เป็นเรื่องรอง
เป็นผลพวงของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวนั้น
มิใช่เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเรื่องรอง โดยวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ
ต้องการประชาสัมพันธ์องค์กรหรือสินค้า และต้องการสร้างภาพองค์กรให้ดูดีเท่านั้น
กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม
น่าจะถือว่าเป็นพวกหลอกลวงสังคมมากกว่า |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||