พิมพ์หน้านี้
สังคมสารสนเทศและทฤษฎีโลกาภิวัฒน์สังคมสารสนเทศ (Information Society)
สังคมสารสนเทศเป็นลักษณะของสังคมที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเรื่องราวปลายศตวรรษที่
20 มานี้เอง หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สังคม
เราจะพบว่าสังคมสารสนเทศเป็นสังคมที่พัฒนาต่อจากสังคมเกษตรและอุตสาหกรรมโดยมีที่มาจากการปฏิบัติเทคโนโลยีการสื่อสาร
(Communication revolution) จากเดิมที่มีเพียงโทรทัศน์วิทยุ
ภาพยนตร์ และสิ่งพิมพ์เป็นสื่อหลัก มาเป็นสื่อใหม่ (new media) ได้แก่ คอมพิวเตอร์ และสื่อที่อาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม เช่น ดาวเทียม
สายเคเบิลใยแก้ว โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ลักษณะของสังคมสารสนเทศ
พอจะประมวลได้ดังนี้ 1) สังคมสารสนเทศเป็นสังคมที่มีการผลิตหลักเป็นข้อมูลข่าวสาร
(information) แทนที่จะเป็นการผลิตสินค้าจากโรงงานเหมือนในสังคมอุตสาหกรรม 2) ข้อมูลข่าวสารถือว่าเป็นทรัพยากร (resource)
ที่มีค่ายิ่ง เช่น ใครรู้ว่ารัฐบาลจะลอยตัวค่าเงินบาทก่อนก็ได้เปรียบ 3) เกิดการผลิตและการไหลของข้อมูลข่าวสารนานาชนิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 4)เป็นสังคมที่ต้องพึ่งพึงเครือข่ายการสื่อสารและข้อมูลจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน 5) เป็นสังคมที่มีการทุ่มทรัพยากรให้กับข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมการสื่อสาร 6) สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์
จะค่อย ๆ บูรณาการเข้ากับสื่อใหม่ทางอินเตอร์เน็ท 7) วิธีการ (mean)
ผลิตข้อมูลข่าวสารจะมีความสำคัญกว่าเนื้อหา (content) ที่ถูกผลิต ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากสังคมสารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสารซึ่งเป็นกลไก/โครงสร้างหลักของสังคมสารสนเทศเปรียบเหมือนดาบสองคมที่ทำให้เกิดผลที่กำลังเกิดและอาจเกิดตามมาทั้งดีและเสียที่พึงระวัง ผลดี 1. การบูรณาการสื่อต่าง ๆ
เข้าด้วยกันทำให้เกิดการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย (Inter-connectedness)
และการไหลของข้อมูลข่าวสารทุกทิศทุกทาง ขจัดอุปสรรคเรื่องเวลาและระยะทาง (time
and space) ที่เคยเป็นในอดีต เช่น ความสะดวกรวดเร็วของการส่ง e-mail การชมการถ่ายสดทางโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียมหรือทางเว็บไซต์พร้อม ๆ
ไปกับการแสดงความคิดเห็นต่อรายการผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ทันที 2. เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เกิดความรวดเร็ว (speed)
ในการส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ปริมาณ (volume)
ข้อมูลข่าวสารที่ไม่จำกัดการปฏิสัมพันธ์ (interactivity)
การเชื่อมโยง (interconnectivity) ของกลุ่มคน และการขยาย (extensibility) กลุ่มคนและข้อมูล เช่น การเกิดชุมชนเสมือน (virtual community) ในอินเทอร์เน็ต 3. ทำให้เกิดเสรีภาพในการแสดงความเห็น
และแนวคิดอันหลากหลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย (Democratic pluralism) ปลอดพ้นจากการควบคุมของอำนาจปกครองทางการเมือง (bureaucratic
control) เกิดการกระจายอำนาจ (decentralization) เพิ่มโอกาสให้สาธารณชนและชุมชนได้มีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมชะตาชีวิตของตนเอง
โดยตนเอง และเพื่อตนเองมากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมเชิงบวก เช่น
หากไม่ชอบใจการบริหารงานของรัฐบาลก็สามารถแสดงความคิดเห็นและถกเถียงอภิปรายผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ผลเสีย 1. เทคโนโลยีจะเป็นช่องทางให้บรรษัทข้ามชาติ (Large multinational
corporations) ขยายตลาดและฐานอำนาจใหญ่ขึ้น 2. ผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี เช่น
ไม่มีคอมพิวเตอร์ จะกลายเป็นกลุ่มชนชั้นล่างผู้ด้อยโอกาสทางข้อมูลข่าวสารกลุ่มใหม่
(new
information under class) นำไปสู่ช่องว่างระหว่างชนชั้น เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคนจะค่อย ๆ ถูกทำลายลง
เพราะลักษณะการใช้สื่อที่เป็นการใช้คนเดียว และใช้ครั้งละนาน ๆ
นำไปสู่ความเป็นปัจเจกมากขึ้น โลกาภิวัตน์ (Globalization) คำว่า “Globalization” อาจแทนด้วยคำว่า “Internationalization” ซึ่งเข้าใจได้ง่ายกว่า เช่นเดียวกับการเกิดของสังคมสารสนเทศ โลกาภิวัตน์ก็เกิดจากเทคโนโลยีการสื่อสารเช่นกัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้ทำลายข้อจำกัดเรื่องพรมแดนในการสื่อสารไปในขณะที่สังคมสารสนเทศกำลังเติบโต
โลกาภิวัตน์จึงเป็นเสมือนแฝดผู้น้องของสังคมสารสนเทศแฝดคู่นี้มีสิ่งที่เหมือนกันมากคือเป็นตัวการที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมทั้งเชิงบวกและลบ
อย่างไรก็ตามแฝดผู้น้องมีลักษณะพิเศษบางประการที่ทำให้สามารถแยกแยะความแตกต่างจากแฝดผู้พี่ได้ ลักษณะของโลกาภิวัตน์ สำหรับวงวิชาการแล้ว โลกาภิวัตน์จะถูกมอง 2 นัย
คือ นัยด้านธุรกิจ/ธุรกรรมไร้พรมแดน และนัยด้านวัฒนธรรม 1. สำหรับนัยด้านธุรกิจ/ธุรกรรมไร้พรมแดนนั้น
โลกาภิวัตน์จะสะท้อนลักษณะเครือข่ายความเป็นเจ้าของ (network of interconnected
ownership) และเครือข่ายการบริหารจัดการของธุรกิจการสื่อสารข้ามชาติ
อันเป็นผลมาจากโครงสร้างการสื่อสารพื้นฐานครอบโลก (global communication
infrastructure) เช่น อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น
ดาวเทียม และการแพร่กระจายของสื่อมวลชนตะวันตกไปยังนานาประเทศทั่วโลก (Tran
nationalization of mass media) เช่น ภาพยนตร์ฮอลีวู้ด ข่าว CNN มิวสิควิดีโอ เพลงสากล และเว็บไซต์นานาชนิด การเกิดขึ้นของธุรกิจข้ามชาติ
(global business)
เป็นทั้งผลและเหตุที่นำไปสู่การเกิดตลาดโลก (global market) ที่จะรองรับผลผลิตภัณฑ์ในรูปสื่อ
(media products) เป็นต้น 2. ส่วนนัยทางด้านวัฒนธรรมก็เป็นผลมาจากนัยด้านธุรกิจอีกทอดหนึ่ง
กล่าวคือ
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภาพและเสียงที่ถูกจัดจำหน่ายถ่ายทอดอย่างกว้างขวางเหล่านั้นมีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม
ที่ถูกประกอบสร้าง (Construct) ภายใต้วัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เช่น เพลงฮิบฮอบของคนอเมริกัน ข่าวใส่สีตีไข่ (sensational) เข้าข้างเฉพาะคนอเมริกันของ CNN เป็นต้น
แม้กระทั่งการผลิตสื่อก็จะถูกลอกเลียนแบบและคัดลอกได้ง่าย ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับสังคมสารสนเทศ โลกาภิวัตน์ก็ส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งในเชิงบวกและลบ ผลดี 1. ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์นี้
สื่อมวลชนสามารถแสดงบทบาทเป็นผู้กระตุ้นและขับเคลื่อนกระบวนการประชาธิปไตยและวิถีอันทันสมัย
(Modern ways) เช่น การเกิดตลาดเสรีทางการค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 2.
การสื่อสารไร้พรมแดนก่อให้เกิดการขยายพื้นที่ทางความคิดและการแสดงออก
กำจัดเงื่อนไขด้านเวลาและสถานที่ คนมีเสรีภาพและโอกาสมากขึ้น เช่น
มีสื่อให้เลือกเปิดรับโดยเสรีหลากหลายมากขึ้น
และสามารถเปิดรับได้ไม่ว่าจะในเวลาใดก็ตาม 3. เกิดการขยายอำนาจทางความหมาย (Semiotic power) ที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับตนเองหรือกลุ่มของตนเองได้
ไม่ต้องถูกครอบงำจากความหมายกระแสหลักเหมือนในอดีต เช่น ไม่ต้องดูแต่ข่าว CNN อย่างเดียวจนกลายเป็นศัตรูกับบิน ลาเดน ไปด้วย แต่มีสำนักข่าวอัลจาซีรา
(Al Jazeera) มาร่วมเสนอแง่มุมอีด้านหนึ่ง
ทำให้กระบวนการสร้างความหมายเรื่องผู้ก่อการร้ายมีที่มาจากหลายฝ่าย 4. ทำให้เกิดความงอกงามทางวัฒนธรรม (Cultural enrichment) ลดการหลงเชื้อชาติและชาตินิยม (Ethnocentricism and
nationalism) ลดความเกลียดกลัวคนต่างด้าว (xenophobia) ลดการแยกแย้งจนนำไปสู่การหลอมรวมทางวัฒนธรรม (global
homogenization) 5. นำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่
(new world order) ก่อให้เกิดความเข้าใจและสันติภาพระหว่งประเทศในที่สุด ผลเสีย 1. อาจจะเกิดการรุกรานและการกดขี่ทางวัฒนธรรม (Cultural invasion and
coercion) ของจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมอเมริกัน ( 2. ลดคุณค่าความเป็นวัฒนธรรมเฉพาะดั้งเดิมของกลุ่มชน
ทำให้เกิดการถอยร่นและเสื่อมสลายของวัฒนธรรมต้นแบบที่เกิดและค่อย ๆ
เติบโตพัฒนามาพร้อม ๆ กับกลุ่มชน เช่น คนไทยเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์มากกว่าวันครู |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||