พิมพ์หน้านี้
|
รู้เท่าทันตราสินค้า (Brand Literacy)* บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ** ในขณะเดียวกันนอกเหนือไปจากการทำตลาด
และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือเหนือความคาดหวังของลูกค้าแล้ว
อีกประการหนึ่งที่นักการตลาดในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญมากกว่าในยุคที่ผ่านมา
ได้แก่ เรื่องของ “ตราสินค้า” (Brand) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของการตลาดในยุคนี้
(Bond and Kirshenboum,2000:207) นักการตลาดหลายท่านจึงกล่าวว่า
การตลาดปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคแห่งตราสินค้า ที่เรียกว่า “Brand Age” (วิทวัส ชัยปาณี, 2546 : 4) ด้วยเหตุว่าสิ่งแวดล้อมทางการตลาดเปลี่ยนไป
สินค้าหลากหลายประเภทมากขึ้น ตราสินค้าก็เกิดขึ้นมากมาย
นอกจากนี้การใช้สื่อต่างๆเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น
หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสินค้าไปสู่ผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในขณะที่สินค้ามีการแบ่งประเภทแยกย่อย(Market Segmentation) ลงไปเรื่อยๆ พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าจำนวนมากเปลี่ยนไป
ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกบริโภคสินค้าแต่ละชนิด
ซึ่งมีตราสินค้ามากมายให้เลือก และตราสินค้า (Brand) ได้กลายเป็นฐานสำคัญในการเลือกบริโภคสินค้า
กล่าวกันว่าตราสินค้าเป็นจุดรวมของเหตุผลและอารมณ์อันเป็นสาเหตุของการตัดสินใจซื้อสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งมากกว่ายี่ห้ออื่น
(Schmidt and Ludlow, 2002 : 1) ดังนั้นการสร้างตราสินค้า (Branding)
จึงมีความสำคัญมากขึ้นในวงการตลาดทั่วโลก
เพราะตราสินค้าที่สามารถสร้างความจดจำ และครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องกันตลอดเวลาย่อมได้เปรียบกว่าตราสินค้าอื่นๆในสินค้าชนิดเดียวกัน
และแน่นอนที่สุดย่อมส่งผลถึงการเติบโตของยอดขายสินค้าดังกล่าวด้วย ฉะนั้น ตราสินค้า (Brand)
และการสร้างตราสินค้า (Branding) จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดในทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ
ตราสินค้าที่ดีและแข็งแกร่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added)ให้กับสินค้าหรือบริการ และธุรกิจนั้นๆ ได้อย่างมากมายมหาศาล ตัวอย่างเช่น
กรณีของโคคา-โคล่า
มีการคำนวณมูลค่าของตราสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าทุนตามราคาตลาด (Market
Capitalization) พบว่าร้อยละ 51 ของมูลค่าบริษัท
หรือคิดเป็นเงินราว 72,500 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
เป็นมูลค่าของตราสินค้า (Brand) (D’Alessandro, 2001 แปลโดยนาถกมล
บุญรอดพานิช,2545:บทนำ) หรือกรณีของสุราแม่โขง
และตรายี่ห้ออื่นๆที่อยู่ภายใต้การผลิตของโรงงานสุราบางยี่ขันซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2542 มีการเปิดประมูลโรงงานดังกล่าวปรากฏว่ามีผู้ประมูลไปในราคาสูงถึง
8,251ล้านบาท ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า
หากหักมูลค่าโรงงานและเครื่องจักรออกไปแล้วพบว่ามูลค่าราว 5,000ล้านบาทเป็นมูลค่าของตรายี่ห้อแม่โขง
และตราสินค้าสุราในสายการผลิตของโรงงานสุราบางยี่ขัน (วิทวัส
รุ่งเรืองผล,2544:70) ด้วยเหตุนี้เองตราสินค้าจึงเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของสินค้าหรือนักการตลาดจะต้องทะนุถนอม
และบำรุงรักษาตราสินค้า (Brand) นี้
ไว้ให้เป็นที่จดจำของลูกค้าตราบนานเท่านาน (วิทวัส ชัยปาณี,
2546:4) ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนของนักการตลาด
นักธุรกิจ นักสร้างตราสินค้า นักโฆษณา
ตลอดจนเจ้าของสินค้าต่างก็เข้าเข้าใจและเล็งเห็นคุณค่าของตราสินค้าในฐานะที่เป็นทรัพย์สินอันทรงมูลค่าขององค์กรและพยายามสร้างตราสินค้าให้เข้าไปครอบครองพื้นที่ในสมองและจิตใจของผู้บริโภคเพื่อส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการซื้อสินค้าตรายี่ห้อของตน
โดยเฉพาะหากผู้บริโภคเกิดความภัคดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) ได้ ก็ยิ่งเป็นการดี และบ่งบอกถึงความสำเร็จของการสร้างตราสินค้านั้นๆ
ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเจ้าของสินค้า
หรือนักการตลาดจึงต้องพยายามทำการสื่อสารตรา+สินค้าไปยังผู้บริโภคทุกคน ด้วยกลยุทธ์
(Strategy) ต่าง ๆ นานา ด้วยสื่อที่หลากหลาย (Media /
Tool) ด้วยสาร (Message) ที่จับใจ
และครองใจผู้บริโภค ฉะนั้นในส่วนของผู้บริโภคในฐานะผู้ใช้สินค้า
และตราสินค้าจึงเสมือนเป็นผู้ถูกกระทำถูกโหมกระหน่ำด้วยข้อมูลข่าวสาร สัญลักษณ์
หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับตราสินค้าทั้งหลายเพื่อเจาะชอนไชเข้าไปสู่สมอง และขั้วหัวใจ
แล้วผู้บริโภคควรพิจารณา และทำอย่างไรจึงจะบริโภคตราสินค้าได้อย่างรู้เท่าทัน
หรือเรียกว่ามี “Brand Literacy” เพื่อจะได้ไม่ถูกครอบงำด้วยบรรดาสาร
(Message) ชนิดต่างๆ ของตราสินค้าที่รุกเร้าเข้ามาทุกช่วงของโสตประสาทสัมผัสของผู้บริโภค
จนกระทั่งอาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจผิดพลาดในการซื้อหาสินค้าหรือบริการ
เพราะหลงใหลไปกับอารมณ์ของตราสินค้าที่นำเสนอเข้ามาจนละเลยการพิจารณาถึงคุณประโยชน์ใช้สอย
หรือคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าและบริการมากไปกว่าการตอบสนอง อารมณ์รักใคร่
หรืออารมณ์ชั่ววูบที่มีให้กับตราสินค้านั้น ๆ ประเด็นเกี่ยวกับ”การรู้เท่าทันตราสินค้า” (Brand Literacy) จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าหยิบยกมาพิจารณาเพื่อช่วยพิทักษ์ปกป้องสิทธิ์ของผู้บริโภค
และช่วยเตือนผู้บริโภคให้ทำความเข้าใจถึงตราสินค้า (Brand) ต่างๆ
อย่างจริงจัง และเท่าทัน เพื่อจะได้ไม่หลงไปกับมายาของคุณค่าที่เจ้าของสินค้า
หรือนักการตลาดหยิบยื่นให้แก่ตนอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวข้างต้น
ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงความหมาย และองค์ประกอบของตราสินค้า (Brand) รวมทั้งการสร้าง และเส้นทางเดินของตราสินค้าก่อน
เพื่อเป็นที่เข้าใจกันในเบื้องต้นก่อนที่จะมุ่งไปสู่ประเด็นการสร้าง “Brand
Literacy” ต่อไป ตราสินค้า (Brand): ความหมายและองค์ประกอบ ตราสินค้า (Brand)
คืออะไร? มีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง? อาจมีคำตอบหลากหลายแล้วแต่มุมมอง หรือทัศนะของผู้ให้คำนิยาม
แต่ที่สำคัญที่สุด “ตราสินค้า” เป็นมากกว่าชื่อ
กับตราสัญลักษณ์ (Name and Logo) ซึ่งเป็นแค่ส่วนเดียวเล็กๆ
ของตราสินค้า ดลชัย บุณยะรัตเวช CEO แห่งเดนสุยังค์ แอนด์ รูบิแคม
หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของบริษัทโฆษณา (2546 : 127-128) ให้ความหมายเกี่ยวกับตราสินค้า
(Brand) ว่า “ Brand คือ
ประสบการณ์ของผู้บริโภค (Consumer Experience) จากสิ่งที่แบรนด์นำเสนอรวมไปถึงการสื่อสารอื่นๆ
ทุกอย่างที่ออกจากBrand (Other Brand Communication) ดลชัยขยายความต่อไปว่า “Brand
คือการสะสมรวบรวมของการรับรู้ (A collection of Perceptions
) เป็นผลของความเข้าใจและความรู้สึกรวมๆ เป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ
เป็นการรับรู้ที่ยังอยู่ในหัวสมองคน” ศิริกุล เลากัยกุล
รองกรรมการอำนวยการ สายงานคอร์ปอเรต แบรนด์ มาร์เก็ตติ้ง บริษัท จีเอ็มเอ็ม
แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) (2545:25) กล่าวว่า
แบรนด์คือชื่อเสียงจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประสบการณ์รวมที่เกี่ยวกับสินค้า
หรือบริษัท ส่วนเดวิด โอลกีวี่ (1995 อ้างถึงในวิทวัส ชัยปาณี,
2546 : 6) กล่าวว่า “Brand คือสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน
เป็นการรวมรวมความรู้สึกที่มีต่อรูปร่างหน้าตาของตราสินค้า ต่อชื่อ ต่อบรรจุภัณฑ์
ต่อราคา ต่อความเป็นมา ชื่อเสียง วิถีทางโฆษณา Brand เป็นสิ่งที่กำหนดด้วยความรู้สึกของผู้บริโภคที่ใช้
Brand นั้น และมีประสบการณ์กับ Brand นั้น”
ในขณะที่ Kotler (1984) ให้ความหมายเกี่ยวกับ Brand
ว่าหมายถึง ชื่อสัญลักษณ์ โลโก้
ของอะไรอย่างหนึ่งที่จะบอกว่าสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่งๆ เป็นของใคร
และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ต่อมาในปี 1991 Kotler ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า
ถ้าเป็น Brand ต้องสามารถจำแนกได้ 4 อย่างด้วยกันได้แก่
(1) Attribute รูปร่างหน้าตาภายนอกที่จะทำให้เกิดความจดจำ (2) Benefit บอกคุณประโยชน์
(3) Value ทำให้รู้สึกใช้แล้วภาคภูมิใจ
ไว้ใจ และ (4)
Personality มีบุคลิกภาพ เช่น ใช้แล้วเป็นวัยรุ่น
ใช้แล้วเป็นคนทันสมัย เป็นต้น (วิทวัส ชัยปาณี. 2546
: 6-7) ทั้งนี้วิทวัส ชัยปราณี CEO แห่ง Creative
Juice \G1 Creative Branding Agency (2546) สรุปว่า “Brand คือทุกอย่างที่สินค้ามีทั้งหมดรวมทั้งความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผู้บริโภคมีกับสินค้า
หรือตรานั้น และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ (Personality) ความน่าเชื่อถือ (Trust / Reliability) ความมั่นใจ (Confidence)
สถานภาพ (Status) ของประสบการณ์ (Share
Experience) และความสัมพันธ์ (Relationship)” ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า
ตราสินค้า (Brand) หมายถึงสัญลักษณ์อันเป็นที่รวมความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งในแง่ของลักษณะทางกายภาพ ชื่อ บรรจุภัณฑ์ ราคา ความเป็นมา ชื่อเสียง วิถีทาง
การสื่อสารของสินค้านั้นทั้งมวล และหมายรวมไปถึงประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแนวทาง
การดำเนินธุรกิจของเจ้าของสินค้านั้นด้วย กล่าวอย่างง่ายๆ ตราสินค้า (Brand)
ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค กับสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในทุกแง่มุมของสินค้านั้นๆ รวมกัน และสร้างรอยประทับอยู่ในใจผู้บริโภคนั่นเอง สำหรับองค์ประกอบของตราสินค้า
(Brand) นั้นพิจารณาจากแนวคิดของ Kotler (1991 อ้างในวิทวัส ชัยปาณี, 2546: 7) ประกอบด้วยองค์ประกอบ
4 อย่างด้วยกัน คือ 1) Attribute คือรูปร่างหน้าตาภายนอกที่ทำให้เกิดการจดจำ 2) Benefit เป็นการบอกถึงคุณประโยชน์ 3) Value สร้างคุณค่าให้รู้สึกว่าใช้แล้วภาคภูมิใจ ไว้ใจ 4) Personality มีบุคลิกภาพ เช่น ใช้แล้วแสดงถึงความเป็นวัยรุ่น
ใช้แล้วทำให้ดูเป็นคนทันสมัย เป็นต้น ส่วน Alex Goslar (2546: 129) กล่าวถึงองค์ประกอบของBrand
ซึ่ง 1) หน้าที่ โดยส่วนใหญ่เป็นการอธิบายถึงตัวสินค้าในแต่ละแบรนด์
และในบางครั้งหน้าที่ก็สามารถสื่อด้วยอารมณ์ได้ดีอีกด้วย 2) ประสิทธิภาพ
คือสิ่งที่อธิบายถึงข้อแตกต่างที่ไม่ใช่เพียงผิวเผิน แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้
และเปรียบเทียบได้ 3)
บุคลิกลักษณะ คือลักษณะของ Brand ที่จะสะท้อนตัวตนของผู้ใช้แบรนด์นั้น 4) คุณค่าที่แท้จริง
เป็นคุณค่าที่แท้จริงที่สามารถสั่งสมและสามารถเพิ่มค่าได้ในระยะยาว
แผนภาพแสดงองค์ประกอบของแบรนด์ (ที่มา: Alex
Goslar, Brand Age. ปีที่ 4, ฉบับที่ 11,
พฤศจิกายน 2546: 129) การสร้างตราสินค้า
(Branding) อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว
ที่เป็นสากล ( Universal ) สำหรับการสร้างตราสินค้า (
Brand ) ด้วยเหตุว่า ตราสินค้าหรือ แบรนด์ ๆ หนึ่งนั้น
อาจมีความหมายที่แตกต่างกันได้หลายล้านความหมาย ( Goslar , 2546 : 128 ) สำหรับคนแต่ละคนแบรนด์ก็มีความหมายแตกต่างกัน
และในขณะเดียวกันก็มีความเกี่ยวข้องบางอย่างที่ทำให้แบรนด์นั้นได้รับการรู้จัก
และเป็นที่ยอมรับเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมของการตลาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การแบ่งกลุ่มผู้บริโภคทางการตลาดมีความหลากหลายและแบ่งย่อยได้มากขึ้นจากเดิมที่เน้นเฉพาะการแบ่งกลุ่มตามตัวแปรทางประชากรศาสตร์
( Demographic ) อาทิ เพศ อายุ การศึกษา รายได้ เป็นต้น
ได้เปลี่ยนมาสู่การแบ่งย่อยที่หลากหลายมากขึ้น เช่น
การแบ่งกลุ่มผู้บริโภคโดยอาศัยวิถีการดำเนินชีวิต ( Lifestyle ) การแบ่งกลุ่มโดยอาศัยหลักจิตวิทยาภายใน 3 ประการได้แก่
เป้าหมาย แรงจูงใจ และค่านิยมของชีวิต ( Goal, Motivation and Value ) เป็นต้นหรือ
แม้แต่การใช้ปัจจัยดั้งเดิมดังเช่นปัจจัยทางประชากรศาสตร์ดั้งเดิม ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคก็อาจยังใช้อยู่บ้าง
แต่เปลี่ยนมุมมองใหม่ หรือมีการแยกย่อยในการแบ่งละเอียดขึ้น เช่น
ก่อนหน้านี้นักการตลาดเคยแบ่งกลุ่มผู้บริโภคเป็นวัยเด็กและวัยรุ่น
แต่ในยุคนี้มีการแบ่งย่อยที่ละเอียดขึ้น เกิดกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ระหว่างวัยเด็ก
กับวัยรุ่นซึ่งเรียกว่าวัย “Tween”[1] กล่าวคือ
เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 9-14 ปี ที่ถือว่า พ้นจากวัยเด็กมาแล้ว
แต่ก็ยังไม่ถึงกับเป็นวัยรุ่น เป็นต้น ดังนั้น การสร้างตราสินค้า (Branding) สำหรับสินค้าแต่ละประเภท
และสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ก็อาจต้องใช้วิธีการและกลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไป
ตามความเหมาะสมและการเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตามจากการวบรวมแนวคิด และแนวปฏิบัติของบรรดานักการตลาด นักสร้างตราสินค้า
และนักสื่อการตลาดทั้งหลาย พอจะสรุปหลักการสร้างตราสินค้าได้ดังนี้ บันได 3 ขั้น ของการสร้างตราสินค้า (Brand)
แนวคิดดังกล่าวสรุปจากการนำเสนอของณรงค์
จิวางกูร นักการตลาดชื่อดังของเมืองไทย ผู้ก่อตั้งบริษัทตัวแทนการสร้างตราสินค้า
ภายใต้ชื่อว่า Narong & Goslar ทั้งนี้ ณรงค์ (2546:
234) เสนอแนวคิดในการสร้าง Brand 3 ขั้นตอนได้แก่
(1) การหาจุดที่แตกต่างของเราให้พบว่า
เราคือใคร? เราเก่งกว่าหรือมีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นอย่างไร?
(2) การวางตำแหน่งของสินค้า (Brand Positioning) กล่าวคือ อธิบายว่าเราให้คำมั่นสัญญาอะไรกับลูกค้า? (3) การสร้างความหมายของตราสินค้า (Brand Idea) กล่าวคือ การตอบคำถามว่า ต้องการให้ผู้บริโภคจดจำอะไรจาก Brand ของเรา
Blueprint
of (ที่มา: ณรงค์ จิวางกูร. “Brand Building
Dynamic” สร้างแบรนด์, 2546 : 234) สำหรับ Brand Idea นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลยุทธ์การสร้างสรรค์ที่จะนำเสนอไปสู่ลูกค้าหรือผู้บริโภค
ทั้งนี้ Brand Idea ที่ดีต้องประกอบด้วย 3 มุมมองด้วยกัน คือ (1) สะท้อนจุดยืนแก่นแท้
และความเป็นตัวตน (2) โดนใจผู้บริโภค และ (3) แหวกจารีตเดิมๆ ของตลาด (Disrupt Market Convention) ซึ่งทั้ง 3 มุมดังกล่าวต้องสอดคล้องไปด้วยกัน
และมีความสัมพันธ์ไปกับผู้บริโภคด้วย (ดลชัย บุญยะรัตเวช,
2546: 115) กระบวนการสร้างตราสินค้า (Brand)
4 มิติ วิทวัส ชัยปาณี แห่งบริษัท Creative Juice \ G1 จำกัด
(2546: 46-55) นำเสนอกระบวนการสร้างตราสินค้า 4 มิติ (4 D – Branding Process) ซึ่งประกอบด้วย (1) Discovery - การค้นพบความจริงใน 4 มิติ เป็นการค้นหาความต้องการอย่างแท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของลูกค้า และ
มองสิ่งรอบตัวให้ครบทุกมิติ ได้แก่ มิติด้านตลาด (Market) มิติด้านลูกค้า
(Customer) มิติด้านองค์การ (Corporate) และมิติด้านตราสินค้าทั้งของตนเองและของคู่แข่ง (Competitions) (2) Disruption – การค้นหา
Brand Idea ที่โดดเด่น เป็นการแตกแยก Brand Idea ของตนเองออกมา (Disrupt) โดยมีการเปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ และออกจากวิธีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ
(3) Disparity – การกระจายข่าวสารของ
Brand ไปยังลูกค้าเป้าหมาย เป็นขั้นตอนที่นำเสนอBrand Idea กระจายไปสู่ผู้บริโภคซึ่งจะต้องอาศัยสื่อในรูปแบบต่างๆ
ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ ไม่พึ่งพาเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น (4)
Determine – การวัดผลถึงสารที่เราสื่อถึง Brand ในใจลูกค้า เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมีความสำคัญ ต้องทำการวัดผล
ซึ่งไม่ใช่วัดแค่การรับรู้ (Awareness) แต่ต้องเป็นการหา Mind Share หรือ Brand Shar
รู้เท่าทัน...ตราสินค้า
(Brand Literacy) หากเราพิจารณาตั้งแต่ความหมายของตราสินค้า
(Brand) จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการนิยาม
หรือการให้คำจำกัดความของนักการตลาด นักโฆษณา หรือ
นักสร้างตราสินค้าก็ตามจะเน้นประเด็นสำคัญของความรู้สึกของผูบริโภคที่เกี่ยวข้องผูกพันหรือสัมพันธ์กับตรายี่ห้อ
สัญลักษณ์ คุณลักษณะ และคุณค่าของสินค้า กล่าวได้ว่าไม่มีตราสินค้าใดๆ
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของผู้บริโภค
ผิดกันแต่ว่าความรู้สึกที่ผู้บริโภคแต่ละรายมีต่อตราสินค้าแต่ละตรานั้นย่อมมีระดับตื้นลึกหนาบางแตกต่างกันออกไป
ผู้บริโภครายใดเกิดความรู้สึกต่อตราสินค้าใดตราสินค้าหนึ่งในระดับที่ลึกมากๆ
นั้นย่อมหมายถึงว่า ผู้บริโภครายนั้นจะเกิดความจงรักภักดีต่อตราสินค้า (Brand
Loyalty) นั้นค่อนข้างแน่นอนและชัดเจน ดังนั้นเมื่อความรู้สึกต่อตราสินค้าต่อผู้บริโภคเป็นตัวแปรสำคัญ
แนวทาง วิธีการ หรือกระบวนการสร้างตราสินค้า
จึงต้องพยายามหาวิถีทางเข้าไปครอบครองความรู้สึกในใจผู้บริโภคไว้ให้เหนือกว่าตราสินค้าของคู่แข่งในทุกวิถีทาง
โดยอาศัยกระบวนการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพในรูปแบบต่างๆ
ด้วยเหตุนี้เองเจ้าของสินค้า นักธุรกิจ
และนักการตลาดจึงมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างตราสินค้า คือ การผลัก
หรือจับตราสินค้าของตนเข้าไปครองใจผู้บริโภคด้วยวิธีการต่างๆ นานา
ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการใช้สื่อ การใช้ข้อมูลข่าวสาร การใช้สัญลักษณ์ การใช้สี
ตลอดจนการใช้เครื่องมืออื่น ๆ สุดแท้แต่จะสร้างสรรค์หามาได้
และด้วยภาวะการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันภายใต้การแผ่ขยายอิทธิพลของระบบทุนนิยมที่เชื่อมต่อไปทั่วโลก
การสร้างตราสินค้า(Branding) ของนักธุรกิจ
หรือนักการตลาดบ่อยครั้งที่มักจะละเลยการให้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง
ที่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณค่าที่แท้จริงของสินค้า
เพราะมุ่งเน้นที่การสร้างคุณค่าเชิงสัญญะ (Symbolic Value) มากกว่าคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์จริง
ๆ หรือมักจะเน้นการสร้างอารมณ์ (Emotional) ให้เกิดกับคุณลักษณะ
หรือเกิดกับตราสินค้ามากกว่าเหตุผลด้านประโยชน์ใช้สอย ดังที่ดลชัย บุญยะรัตเวช (2546:105-106)
กล่าวถึงศาสตร์ของการสร้าง Brand ที่ประสบความสำเร็จว่าคือ
การเคลื่อนย้ายจากประโยชน์ใช้สอย (Functional) ไปสู่อารมณ์ (Emotional)
ให้มากขึ้น หรือการย้ายจากความคิด (Think) ไปสู่ความรู้สึก
(Feel) ให้มากขึ้นนั่นเอง ตัวอย่างเช่นการสร้างตราสินค้า “PEPSI”
ที่บอกว่าเป็น “ทางเลือกของคนรุ่นใหม่”
หรือกรณีของบุหรี่ “MARLBORO” ที่เน้นถึงความเป็นคาวบอยอเมริกัน
หรือกรณีของรองเท้า NIKE ก็บอกว่าเป็นรองเท้าของคนที่มีแรงปรารถนาที่จะทะยานไปข้างหน้าตามสโลแกนที่ว่า
“Just Do It” ซึ่งต่างก็ไม่ได้กล่าวถึงคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของตัวสินค้าเลยอันแสดงถึงการใช้ความเป็นเหตุผลทางด้านอารมณ์
(Emotional) มากกว่าการใช้เหตุผลด้านประโยชน์ใช้สอย (Functional) ทั้งนี้จะเห็นว่า PEPSI
ก็ต้องละเลย หรือไม่พูดกับผู้บริโภคเลยในด้านคุณค่าทางโภชนาการทั้ง
ๆ ที่ PEPSI เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
และน้ำตาล ซึ่งหากดื่มเข้าไปมาก ๆ เป็นประจำย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ซึ่งมีงานวิจัยด้านสาธารณสุขพบว่าเด็กที่ดื่มน้ำอัดลม เช่น PEPSI, COKE เป็นประจำทุกวัน และวันละหลาย ๆ ขวด อาจส่งผลให้เป็นโรคฟันผุ
และเหงือกอักเสบก่อนวัยอันสมควร บางรายกลายเป็นโรคอ้วนด้วย
เพราะปริมาณน้ำตาลสะสมไว้มาก หรือกรณีบุหรี่ MARLBORO ก็เช่นกันพยายามใช้อารมณ์เป็นสิ่งจูงใจสร้างความรู้สึกถึง
“ความเป็นลูกผู้ชายแบบคาวบอยอเมริกัน” หากได้สูบบุหรี่
MARLBORO เข้าไป ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้
รวมทั้งการสูบบุหรี่ก็ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในปอด หรือหลอดลมอีกด้วย ดังนั้นคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า
การสร้างตราสินค้า(Branding) ในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างไปกับการใช้มายาคติ
(Myth) ผ่านการเล่าเรื่องของคนสมัยโบราณเพื่อครอบงำความรู้สึก
ความเชื่อของผู้คนในสังคม เพื่อผลประโยชน์ในการปกครอง
หรือการสร้างศรัทธาในศาสนาหลายศาสนา หรือถัดมาในยุคนาซี Hitler ก็ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ผ่านสื่อโทรทัศน์
ภาพยนตร์
และวิทยุกระจายเสียงเพื่อถ่ายทอดลัทธิเผด็จการนาซีเพื่อครอบงำความรู้สึกความเชื่อของชาวเยอรมัน
สิ่งที่นักบวชในศาสนาใช้กับสิ่งที่Hitlerใช้ในการเผยแพร่ลัทธินาซีก็ดูเหมือนจะเน้นไปที่อารมณ์
(Emotional) มากกว่าประโยชน์ใช้สอย (Functional) ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว
กระบวนการสร้างและสื่อสารตราสินค้าจะแตกต่างอะไรกันเล่า นักการตลาด นักธุรกิจ
หรือนักสื่อสารการตลาดต่างก็อาศัยช่วงว่างทางอารมณ์ของผู้บริโภค
และนำตราสินค้าของตนเข้าไปครอบครองพื้นที่ในจิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภค
กระบวนการสื่อสารตราสินค้าในยุคปัจจุบันจึงไม่ต่างไปจากการเล่านิทานปรัมปราในยุคโบราณเพื่อต้องการเผยแพร่ศาสนาหรือความเชื่อ
ไม่ต่างไปจากการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์แห่งลัทธินาซีของ Hitler
มากนัก[2] อย่างไรก็ตาม ในโลกของธุรกิจคงเป็นการยากที่จะมีนักธุรกิจหรือนักการตลาดรายใดที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เข้าใจและเล็งเห็นคุณประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้า เพราะเป้าหมายของธุรกิจคือ การสร้างกำไร
และการเอาชนะคู่แข่งขันทางการค้า ส่วนกำไรของธุรกิจนั้นก็ไม่ได้มาจากใครอื่นที่ไหนก็มาจากบรรดาผู้บริโภคทั้งหลายนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจ
หรือนักการตลาดต่างก็ต้องหาวิธีการที่จะทำให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมการซื้อสินค้าของตนให้มากที่สุดการสร้างตราสินค้าเพื่อยึดครองใจผู้บริโภค
ก็หวังไว้ว่าจุดหมายปลายทางแล้วผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าตรายี่ห้อของตนนั่นเอง
ดังนั้นยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดประสบการณ์ร่วม
เกิดความรู้สึกร่วมในตราสินค้าของตนได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อการเกิดพฤตกรรมการซื้อมากเท่านั้น
ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ได้มากกว่าเหตุผลก็ยิ่งสร้างผลประโยชน์ให้กับเจ้าของสินค้าได้มากยิ่งขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคต้องทำอย่างไรจึงจะรู้เท่าทันตราสินค้า
? ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นว่าผู้บริโภคต้องพึ่งตนเองและพึ่งพากลุ่มผู้บริโภคด้วยกันเอง
ด้วยการทำความเข้าใจกับธรรมชาติของเจ้าของธุรกิจ และนักการตลาด
รวมทั้งนักสร้างตราสินค้าทั้งหลาย
ทั้งนี้ได้กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างตราสินค้าของนักการตลาดและนักการสื่อสารทั้งหลายแล้วว่าต่างก็เน้นไปที่การยึดครองความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้าของตนโดยอาศัยการปลุกเร้า
การโน้มน้าวอารมณ์ความรู้สึกให้คล้อยตาม และฝังแน่นต่อตราสินค้าของตน
หากผู้บริโภคได้ประจักษ์แล้วในที่มา และวัตถุประสงค์ของตราสินค้าดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ผู้บริโภคเองก็ต้องศึกษาและใช้เหตุผลพิจารณาในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งด้วยความรอบคอบ
ไม่ใช่ใช้อารมณ์ร่วม หรืออารมณ์คล้อยตามกระแสในการตัดสินใจซื้อ การสูบบุหรี่ MARLBORO
ทุกวันก็คงไม่ทำให้ผู้บริโภครายนั้นเป็นลูกผู้ชายอย่างคาวบอยอเมริกันได้
ยิ่งถ้าสูบทุกวันจนมีอาการป่วยของโรคมะเร็งเขาผู้นั้นก็จะกลายเป็น “คาวบอยขี้ยา” มากกว่าจะเป็นลูกผู้ชาย หรือการดื่ม
PEPSI “ทางเลือกของคนรุ่นใหม่” ทุกวันเป็นจำนวนมากตั้งแต่วัยเด็ก
จนทำให้ฟันผุ หรือกลายเป็นโรคอ้วน
และเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยทำงาน หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะเป็นคนรุ่นใหม่ไปเพื่ออะไร
แล้วคนรุ่นใหม่แบบนี้จะเป็นความหวังของประเทศชาติและสังคมได้มากน้อยแค่ไหนกัน ดังนั้น การรู้เท่าทันตราสินค้า
(Brand Literacy) ผู้บริโภคจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับตราสินค้าและตัวสินค้าให้ถ่องแท้
ศึกษาถึงคุณประโยชน์ใช้สอย อาศัยเหตุผลในการตัดสินใจซื้อมากกว่าการใช้อารมณ์
ในเมื่อตราสินค้าพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะมุ่งไปสู่เขตแดนทางอารมณ์ของผู้บริโภค
ผู้บริโภคจึงต้องสร้างความฉลาดทางอารมณ์(E.Q.)ของตนเองให้มากขึ้นเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันการตัดสินใจเลือกบริโภคตราสินค้า
และสินค้าชนิดที่ปลอดจากภาวะการครอบงำ หรือการตกเป็นทาสของตราสินค้า(Brand)ใดๆอย่างไร้เหตุผล ดังที่พระธรรมปิฎก (2546:5) ได้กล่าวถึง
การปฏิบัติที่ถูกต้องในการเสพหรือบริโภคอย่างง่ายๆว่า “ต้องกินเป็น
ใช้เป็น บริโภคเป็น” ซึ่งหมายความถึง
การบริโภคตราสินค้าย่อมต้องบริโภคให้พอดี บริโภคด้วยปัญญา
ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเอง ครอบครัว ผู้คนรอบข้าง และสังคม เช่น
บางคนยอมเป็นหนี้เป็นสินเพื่อให้ได้บริโภคตราสินค้าชื่อดัง(Brand Name) เพียงเพราะแค่ต้องการความมีหน้ามีตาในสังคม
หรือต้องการทัดเทียมกับเพื่อนเท่านั้น ดังนั้น การรับรู้และการสร้างรอยประทับใจต่อตราสินค้าในใจตนเองนั้น ผู้บริโภคต้องพยายามสร้างความสมดุลระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ประดุจดังหยินกับหยางในเต๋า
เพื่อนำไปสู่การเกิดปัญญาในการรู้เท่าทันตราสินค้า
เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันตราสินค้า(Brand Literacy) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่จะก้าวข้ามจากการเป็นผู้บริโภคนิยม
หรือผู้บริโภคตามกระแสไปสู่การบริโภคอย่างรู้เท่าทัน
และเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อชีวิต ครอบครัว และสังคมของผู้บริโภคนั้นเอง ÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄÄ
บรรณานุกรม ชลิต
ลิมปนะเวช.
2546. “ ณรงค์
จิวังกูร.2545.
ณรงค์
จิวังกูร.
2546. “ ดลชัย
บุญยะรัตนเวช.
2545. Brand Voice. กรุงเทพมหานคร : ทิปปิ้งพอยท์. ดลชัย
บุญยะรัตนเวช.
2546. “Emotional Branding”. สร้างแบรนด์. กรุงเทพมหานคร : ทิปปิ้งพอยท์. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์
ปยุตโต). 2546. วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศยาม. วิทวัส
ชัยปาณี.
2546. “Intro” สร้างแบรนด์.
กรุงเทพมหานคร : ทิปปิ้งพอยท์. วิทวัส
ชัยปาณี.2546.
“Brand Building Through Consume Insight” สร้างแบรนด์.กรุงเทพมหานคร: ทิปปิ้ง พอยท์. วิทวัส
รุ่งเรืองผล.
2544. “ตรายี่ห้อนั้นสำคัญไฉน” Small but work. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ศิริกุล เลากัยกุล. 2546. สร้างแบรนด์.
พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้ตติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. Bond, Jonathan and
Krishenbaum, Richard. 2000. Under The Radar:Talking To Today’s Cynical
Consumer. แปลโดย นิทัศน์ วิเทศ. กรุงเทพมหานคร:
พิมพ์ดี. D’Alessandro, F.
David. 2001. สงครามตราสินค้า: 10 กฎทองของการสร้างตราสินค้าชื่อดัง.
แปลโดย นาถกมล บุญรอดพานิช .2545. กรุงเทพมหานคร
: เอ.อาร์.บิซิเนส
เพรส. Goslar, Alex. 2546.
“จริงหรือไม่ที่ความเหมือนเหนือความแตกต่าง” Brand Age.
ปีที่ 4 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน
2546) : 128-129. Sokmidt, Klaus and * บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรวมบทความเรื่อง
"รู้เท่าทันแบรนด์" โดยสำนักพิมพ์มติชน, 2548 และพิมพ์ซ้ำในวารสารสุทธิปริทัศน์
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 19
ฉบับที่ 59 (กันยายน – ธันวาคม 2548) ** อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ [1] ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับวัยTween ติดตามได้จากหนังสือชื่อ “Tween Power” เขียนโดยศรีกัญญา มงคลศิริ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เลิฟ แอนด์ ลิฟ, 2546. [2] ประเด็นดังกล่าวนี้ติดตามรายละเอียดได้จากบทความของพีรยุทธ โอรพันธ์ ในหนังสือรวมบทความเชิงวิชาการชื่อ “รู้เท่าทันแบรนด์” โดยสำนักพิมพ์มติชน,2548.
|
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||