วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน 2551
การชุมนุมของพันธมิตรกับความเดือดร้อนของประชาชน
Posted by
รณฤทธิ์
,
ผู้อ่าน : 171
, 17:12:26 น.
| หมวดหมู่ :
ต่อความยาว สาวความคิด
พิมพ์หน้านี้
|
ทัศนะวิจารณ์
ทัศนะจากผู้อ่าน
6 มิถุนายน พ.ศ. 2551 07:00:00
การชุมนุมของพันธมิตรกับความเดือดร้อนของประชาชน
บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ นานวันเข้าเริ่มขยายตัวและเข้มข้นมากขึ้นทุกทีๆ ยิ่งนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ออกรายการสนทนาประสาสมัครบอกว่า จะจัดการสลายม็อบให้ออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ในวันนั้นตึงเครียดมากขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้น ที่ลุ้นว่าจะเกิดการปะทะกัน หรือการใช้กำลังหรือไม่ ประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานคร และในภูมิภาคต่างๆ ก็ลุ้นด้วยใจระทึกเช่นกันว่า สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความรุนแรง ซ้ำรอย "พฤษภาทมิฬ" อีกหรือไม่ แต่ในที่สุด รัฐบาลก็กลับลำได้ทัน แล้วก็ผ่านเดือนพฤษภาคมไปได้ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ถูกคนหลายกลุ่มในสังคมแสดงความไม่เห็นด้วย อาทิเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มนักมวยก็มาชูป้ายประท้วง โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อน ขาดรายได้เพราะคนมาดูมวยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ก็มีโรงเรียนในละแวกนั้นต้องประกาศหยุดเรียนชั่วคราว โดยอ้างว่าครูและนักเรียนมีปัญหาในการเดินทางมาโรงเรียน หรือประชาชนส่วนหนึ่งที่ต้องใช้เส้นทางจราจรในย่านนั้น ก็อ้างความเดือดร้อนเพราะเหตุการณ์จราจรติดขัดเหล่านี้เป็นต้น
ด้วยเหตุผลในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มต่างๆ นี้เอง ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามอ้างและเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อให้เปิดการจราจร รวมถึงการยุติการชุมนุม
เมื่อพิจารณาถึงประเด็น "ความเดือดร้อน" ของประชาชนกลุ่มต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังกล่าว ก็ดูจะมีเหตุมีผล และมีความชอบธรรมอยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุมหนึ่งมองว่า สภาวการณ์ความเดือดร้อนดังที่กล่าวมานั้น เป็นความเดือดร้อนในระดับบุคคล (INDIVIDUAL INCONVENIENCE) และระดับกลุ่ม (GROUP INCONVENIENCE) ทั้งนี้ ถ้าเราเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น แล้วพิจารณาพิเคราะห์ ลองตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้น และข้อคำถามว่า
"ถ้าด้วยเหตุผลของความเดือดร้อนต่อปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคล แล้วกลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ผลที่จะขึ้นตามมาจะเป็นอย่างไร"
- ครู นักเรียน ไปโรงเรียนได้ตามปกติ
- ประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางจราจรย่านนั้น สัญจรไปมาได้ตามปกติ
- การค้าการขายละแวกนั้น ดำเนินการต่อไปตามปกติ
- เวทีมวยจัดมวยได้ โดยมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากเช่นเดิม ไม่ขาดทุน
เมื่อสภาวการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นไปตามปกติ ผู้คนส่วนหนึ่งไม่เดือดร้อนแล้ว คำถามต่อไป ก็คือ แล้ว "ความเดือดร้อนในส่วนอื่นๆ ที่เป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลจะได้รับการแก้ไขบรรเทาตามมาด้วยหรือไม่"
อาทิเช่น ความเดือดร้อนของประชาชนโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจน เกษตรกร ในภูมิภาคที่ต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ขึ้นราคา แต่ผลผลิตและรายได้ของตนก็มิได้ปรับขึ้นตามไปด้วย ความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย และยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนอยู่เช่นเดิม ความเดือดร้อนของข้าราชการชั้นผู้น้อยในปัญหาเดิมๆ รายได้ไม่พอรายจ่าย มีหนี้สินมากมาย และความเดือดร้อนของข้าราชการระดับบริหาร ที่ต้องคอยตอบสนองรับใช้นักการเมือง เพราะมิฉะนั้น อาจจะต้องถูกย้าย ถูกปลดโดยไม่รู้ตัว
ความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ที่ประสบปัญหาความรุนแรงมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยที่รัฐบาลยังมิได้หาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
"ความเดือดร้อน" ที่หยิบยกมากล่าวเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็น "ความเดือดร้อนระดับสังคม" (SOCIAL INCONVENIENCE) หรือบางอย่างก็เป็น "ความเดือดร้อนระดับชาติ" (NATIONAL INCONVENIENCE) ที่ยิ่งไปกว่าความเดือดร้อนระดับบุคคล และระดับกลุ่ม เป็นความเดือดร้อนเชิงระบบที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้น ความเดือดร้อนเชิงระบบดังตัวอย่างที่ยกมาบางส่วนนี้ น่าเป็นห่วงมากกว่าความเดือดร้อนในระดับบุคคล หรือระดับกลุ่มบุคคลเป็นไหนๆ
ในขณะที่รัฐบาล และ ส.ส.ในฟากรัฐบาล ดูเหมือนจะเป็นห่วงเป็นใย "ความเดือดร้อนระดับบุคคล และระดับกลุ่มบุคคล" มากกว่าความเดือดร้อนระดับสังคม และระดับชาติ เพราะท่านทั้งหลายดูมีความมุ่งมั่นเหลือเกินในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อบรรเทาหรือแก้ไขความเดือดร้อนให้กับบุคคลบางคน และกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม แต่ปากก็พยายามบอกกับสาธารณะตลอดเวลาว่า ที่กระทำเช่นนั้น เพราะต้องการแก้ไขความเดือดร้อนระดับสังคม ทั้งๆ ที่ความเดือดร้อนระดับสังคมจริงๆ มีมากมาย ที่รัฐบาลยังไม่ได้ดูแลแก้ไขอะไรเลย
เพราะฉะนั้น มาถึงคำถามสุดท้ายว่า "ถ้ารัฐบาลห่วงแก้ปัญหาความเดือดร้อนระดับบุคคล และระดับกลุ่มบุคคล มากกว่าความเดือดร้อนระดับสังคมดังที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ แล้วใครล่ะ จะตรวจสอบและส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลให้หันกลับมาสนใจแก้ไขความเดือดร้อนระดับสังคมได้...สภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ หรือสื่อมวลชน หรือว่าพึ่งใครไม่ได้แล้ว"
คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ "ภาคประชาชน" และถ้าคำตอบสุดท้ายอยู่ที่ภาคประชาชน เราอาจต้องยอมรับที่จะต้องเผชิญกับความเดือดร้อนระดับบุคคลบ้าง เพื่อให้ภาคประชาชนได้ทำหน้าที่ผลักดันให้ "ความเดือดร้อนระดับสังคม" ได้รับความสนใจ และได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป
|