พิมพ์หน้านี้
|
ฐานคิด...นักการเมืองแบบนพดล อย่างไรก็ตาม
ข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ชัดเจนว่า ไทยต้องเสียดินแดนไปหรือไม่
อย่างไร จากการกระทำของนายนพดล และการกระทำของนายนพดลเข้าข่ายทุจริต
ขายชาติหรือไม่ ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดแจ้ง แต่การกระทำของนายนพดลก็ปรากฏ
ข้อพิรุธ มากมายหลายประการ เช่น -
ทำไมนายนพดลต้องรีบร้อน ลงนามในเอกสาร
รวมทั้งการรับรองแผนที่ที่ประเทศกัมพูชาทำขึ้นมาเสนอ ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในประเทศ
รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี
และประวัติศาสตร์มีกระแสคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง -
ทำไมนายนพดลจึงไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนที่ที่จะต้องรับรอง
ให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศได้รับทราบโดยทั่วกัน บอกว่าเป็นความลับ
จะเปิดเผยภายหลังลงนามให้ความยินยอมกับทางประเทศกัมพูชาเสร็จแล้ว -
นายนพดล เร่งรีบดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะทางกัมพูชาเสนอผลประโยชน์เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศกัมพูชาที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับใครบางคน
บางกลุ่ม ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับนายนพดล คำถามและข้อสังเกตต่าง
ๆ ดังกล่าวนี้ นายนพดล ไม่อาจตอบคำถามได้อย่างชัดเจน
และทำให้ประชาชนหายเคลือบแคลงสงสัยได้เลย ในตลอดระยะเวลาที่ประเด็นดังกล่าวนี้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม นอกเหนือไปจากนี้
หากใครฟังการให้สัมภาษณ์ หรือการชี้แจงข้อเท็จจริงของนายนพดลผ่านทางสื่อมวลชนต่าง
ๆ นอกจากจะไม่อาจคลายความสงสัยใด ๆ ลงไปได้ ยังปรากฏให้เห็นว่า
จากคำกล่าวของนายนพดล นั้น ได้สะท้อนความเป็นตัวตน
และความเป็นนักการเมืองของนายนพดล ได้เป็นอย่างดีว่าเป็นนักการเมืองแบบใด จากคำสัมภาษณ์ของนายนพดล
ที่กล่าวในทำนองทวงบุญคุณว่าตนเองเป็นผู้ที่ช่วยให้ประเทศชาติไม่ต้องเสียดินแดง
เพราะได้เจรจาให้กัมพูชากันพื้นที่ทับซ้อนออกจากแผนที่ที่แนบประกอบการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก
โดยนายนพดลใช้คำว่า “ผมอุตส่าห์...ช่วยให้เราไม่ต้องเสียพื้นที่ที่ทับซ้อนไป...ซึ่งจริงๆ
ต้องขอบคุณผม...” การใช้ถ้อยคำในลักษณะเช่นนี้
สะท้อนให้เห็นว่า นายนพดล ไม่ได้มีแนวความคิดว่า
การเป็นรัฐมนตรีนั้นเป็นในฐานะผู้แทนของประเทศชาติ
เป็นผู้แทนของประชาชนทั้งปวงในชาติ หากนักการเมืองมีจิตสำนึกว่า
ตนเป็นผู้แทนของประชาชน และประเทศชาติ การกระทำการสิ่งใด
การตัดสินใจประการใดในฐานะตำแหน่งที่ตนรับผิดชอบ ผู้นั้นย่อมต้องมีความรอบคอบ
เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ การกระทำการในหน้าที่ย่อมต้องมีความรัดกุม
มีความโปร่งใส ไม่มีนอกไม่มีใน และสามารถชี้แจง เปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชนทราบได้
ไม่มีอาการลุกลี้ลุกลนในการชี้แจงข้อเท็จจริง และประการสำคัญ
คือ นักการเมืองผู้นั้นต้องไม่พูดจาทวงบุญคุณจากประชาชนด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น
เพราะอันที่จริงแล้วเขาควรขอบคุณประชาชนมากกว่าที่ได้มอบอำนาจ และความไว้วางใจให้เขาไปทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่แทนประชาชน
และชาติบ้านเมือง ดังนั้น เมื่อการไปทำหน้าที่ดังกล่าวมีเหตุอันชวนสงสัย
มีข้อพิรุธเกิดขึ้น หากเขาผู้นั้นมีสำนึกในความเป็นผู้แทนของปวงชนจริง
เขาก็ควรนำปัญหานั้นกลับมาเปิดเผย และชี้แจงให้ประชาชนเจ้าของประเทศทราบ นำมาปรึกษาผู้แทนประชาชนในภาคส่วนอื่น
ๆ ที่มีอยู่ เช่นรัฐสภา หรืออาจขอความเห็นจากประชาชนในส่วนต่าง ๆ ด้วยก็ได้
มิใช่รีบรวบรัดตัดความ ตัดสินใจตามอำเภอใจ ไม่ฟังคำทักท้วงใด ๆ
จากผู้อาวุโสในบ้านเมืองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาไม่เห็นหัวประชาชนด้วยประการใดๆ
เลย นอกเหนือไปจากการมุ่งตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือผู้มีพระคุณ
นี่คือนักการเมืองแบบนพดล และนักการเมืองแบบเดียวกันนี้บ้านเราก็มีมากซะด้วยสิ
! |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||