พิมพ์หน้านี้
|
บล็อกน้องใหม่ brandbar ของ oknation ขอนำเสนอ มุมมองของนักสร้างแบรนด์ คนโฆษณา ครีเอทีฟ และคนมีเดีย ในแบบที่ไม่เป็นข่าว ให้เพื่อนๆ ได้ร่วมรับรู้ และสนุกไปกับแนวคิดของคนในแวดวงต่างๆ เรื่องแรกขอนำเสนอ มุมมองดีๆ จากบทความเรื่อง ความสุขของพระมหากษัตริย์ ที่ระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาบทความเรื่องนี้ได้ถูกตั้งเป็นกระทู้ในเว็บต่างๆ และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และหากป้อนข้อมูลคำว่า ความสุขของพระมหากษัตริย์ ใน google จะพบกว่า 24,200 ข้อมูล (ณ วันที่ 09/07/07) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้เขียนส่งอีเมล์บทความเรื่องนี้ ไปให้เพื่อนๆ 160 อีเมล์ วันนี้บล็อกแบรนด์บาร์ จะแนะนำผู้เขียนบทความเรื่องนี้ให้ สมาชิก oknation ได้รู้จัก พร้อมทั้งนำเสนอบทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกครั้ง
ความสุขของพระมหากษัตริย์ เราใส่เสื้อเหลือง เราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย สิบสองปีที่ผ่านมา...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนีไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? ..... 34 ปีที่ผ่านมา..... วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลันและทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น? ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ สิทธิ แต่ลืมคำว่า หน้าที่ เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง กฎหมู่ ให้เหนือ กฎหมาย เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? 80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก หรือกระทบกระเทือนใจแต่อย่างใด แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา?
คุณปารเมศร์ รัชไชยบุญ (พี่แฮม) ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ เป็นนักโฆษณา นักสร้างแบรนด์ ในวงการโฆษณามาเกือบ 30 ปี ล่าสุดเป็น ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย และ ซีอีโอ บริษัทเทิร์นอะราวน์ โฟกัส ที่ปรึกษาด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์
จากใจผู้เขียน ปารเมศร์ รัชไชยบุญ ผมเริ่มเขียนบทความเรื่อง ความสุขของพระมหากษัตริย์ เมื่อเวลาประมาณ ตี 3 ของวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550 ตลอดอาทิตย์นั้นผมบริโภค ข่าวสารจากสื่อต่างๆมากเกินไป และมันคงเป็นอย่างที่เขาพูดกันว่า ข่าวดีไม่ขาย เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็ดูเหมือนว่ามีแต่ข่าวร้ายไปหมด เศรษฐกิจตกต่ำ คนไทยฆ่ากันเองในภาคใต้ ข่าวลือเรื่องการปฎิวัติซ้ำปฎิวัติซ้อน การเดินขบวน กระแสความก้าวร้าวแตกแยกที่ลึกลงทุกทีๆ ฯลฯ ผมเครียด ผมโกรธแค้น ผมเสียใจ และผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เมื่อไม่ถึงปีมานี้เองที่เรายังยิ้มให้กัน ช่วยเหลือกัน และมีจุดศูนย์รวมร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ พ่อของเรา วันนี้เราก็ยังใส่เสื้อเหลือง ใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง เหมือนเมื่อหนึ่งปีทีแล้ว แต่ผมไม่ได้เห็นสายตาของคนไทยที่มองกันด้วยความโกรธแค้นเกลียดชังและแตกแยก อย่างที่เห็นเช่นนี้มานานแล้วและไม่เคยคิดว่าจะเห็นอีกในชีวิตนี้ ทำไมเราถึงลืมกันง่ายเหลือเกิน ? ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยหวังที่จะระบายความรู้สึกส่วนตัวและส่งเมล์ไปให้เพื่อนฝูงพี่น้องและคนรู้จัก ไม่เคยเลยที่จะคิดดึงฟ้าลงต่ำ ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร และไม่ได้หวังอะไรจากการเขียนบทความชิ้นนี้ นอกจากจะดูว่ามีคนอื่นๆที่คิดเหมือนผมบ้างหรือไม่ก็เท่านั้นเอง แล้วก็มีคนที่ได้รับเมล์ของผมส่งไปให้คนอื่นมากขึ้นๆ แล้วก็มีคนที่ได้รับเมล์ของผมและส่งไปโพสต์ลงเว็บไซต์ต่างๆ ผมเองนั้นไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งได้รับเมล์บทความของผมเองที่ส่งต่อๆกันจนถึงเพื่อนที่ประเทศอังกฤษ และในวันเดียวกันพี่สาวของผมก็มาบอกผมว่ามีคนเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ เลยเข้าไปตามดูบ้าง ความคิดเห็นของคนที่เข้ามาตอบกระทู้ก็แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ก็จะเห็นด้วยกับบทความ แต่ก็มีบ้างที่สงสัยในวัตถุประสงค์ของคนเขียน บ้างก็ก้าวร้าว กล่าวหา ตีความกันไปต่างๆนานา แต่เว็บไซต์ที่ผมสนใจมากที่สุด คือ DEK-D.COM ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งที่เด็กๆเข้ามาดู มาออกความคิดเห็นกัน และผมรู้สึกดีใจมาก ที่เด็กๆ สนใจบทความเรื่องนี้ ... ล่าสุดกระทู้เรื่อง ความสุขของพระมหากษัตริย์ จะเป็นหนึ่งในกระทู้รวมเล่มของสำนักพิมพ์ จีพีพี ที่รวบรวมจากกระทู้ยอดฮิตในเว็บไซต์ต่างๆ |
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||