
พิมพ์หน้านี้
|
๒๕ ตุลาคม วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของยาย ตาวัย ๙๑ ของฉันตื่นมาตักบาตรแต่เช้า ตั้งแต่ฉันยังไม่ตื่น ของที่ใส่ ก็เป็นบะหมี่ห่อที่ตาเดินไปซื้อแถวบ้านคนเดียวเมื่อคืน...ตอนประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งฉันยังไม่กลับบ้าน จริง ๆ เวลาตายของยาย เป็นเวลาเช้ากว่าที่ตาตักบาตร และเช้ากว่าที่ฉันตื่นวันนี้ วันนั้น คนที่บ้านยายวิ่งมาเรียก เสียงดังลั่น "คุณยายเป็นโล้ม คุณยายเป็นลม" ฉันวิ่งไปที่บ้านยายซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกัน เห็นป้ากำลังประคองยายไว้บนตัก ใครต่อใครมาอยู่แถวนั้นแล้ว ยกเว้น "ยาย" ที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว ฉันได้ฟังมาว่า คืนก่อนนั้นยายบอกว่านอนไม่หลับ เพราะปวดเมื่อยหลังและแขน ตาบีบนวดให้ แต่ยายก็ยังไม่หลับ จนเช้ามืด สองตายายจึงตัดสินใจ ออกมานั่งดื่มกาแฟที่ห้องกินข้าวหน้าห้องนอน เร็วกว่ากิจวัตรประจำวันของตากับยาย เมื่อตาดื่มกาแฟเสร็จ เดินเข้าห้องน้ำตรงมุมห้องกินข้าว ยายยกถ้วยกาแฟเดินไปใส่ตะกร้าวางจานใช้แล้ว ... แล้วก็ล้มตึงลงไป ภาพที่ฉันเห็น ตาของยายปิดเหมือนนอนหลับ แต่หาใช่เป็นลมไม่ หมอบอกว่าเป็น หัวใจล้มเหลว และยายตายตั้งแต่ก่อนหัวถึงพื้น ยายของฉัน จากไปตอนฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสาม ความเสียใจที่สุดจะบรรยายนี้ เพื่อนรัก ผู้ไม่ได้มางานศพยาย ไม่ได้รับรู้ ไม่ได้เข้าใจ เธออธิบายว่า เธอเกิดมา ก็ไม่รู้จักปู่ย่าตายายแล้ว ฉันไม่ได้โกรธ หรือเสียใจที่เธอไม่ได้มางาน เพราะเธออยู่ต่างประเทศ แต่คำอธิบายของเธอ กลับยิ่งทำให้ฉันดีใจ ว่าฉันโชคดีแค่ไหน ที่มีปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ครบจนฉันโต ความรู้สึกที่มีต่อยายนั้น จำได้ว่า เปลี่ยนแปลง หลากหลายมาก ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก ในวัยแรกเริ่มนั้น เด็กอมข้าวอย่างฉันรู้สึกว่ายายดุ ที่มาคอยไล่ป้อนข้าวและบังคับให้ฉันกินเข้าไป โตขึ้นมาหน่อย ปิดเทอม ก็เปลี่ยนบรรยากาศจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ที่บ้านยายที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ...เป็นชีวิตอันแสนสุข เวลายายไปจ่ายตลาด ซื้อขนมมาฝากฉันกับพี่ แถมซื้อได้ถูกใจเสมอ ยามบ่าย ยายจัดหาที่ให้นอน แดดร่มลมตก ยายดูแลการเล่นน้ำในบ่อของพวกเรา ก่อนจะไปเตรียมกับข้าวมื้อเย็น โตขึ้นมาอีกนิด ฉันขอติดตามยายไปช่วยถือตะกร้าจ่ายตลาด ช่วยยายเช็ดโต๊ะอาหาร ช่วยงานที่แสนจะเล็กน้อย แต่ก็สร้างความโปรดปราน เพิ่มคะแนนนิยมของตัวฉันในใจยายได้ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อเข้าวัยรุ่น อันเป็นวัยขี้โมโหใจน้อย ฉันจำได้ว่าครั้งหนี่ง ฉันโมโหคนอื่น แล้วไปแอบร้องไห้อยู่ในมุมมืด ยายเดินมาเห็น ไม่ว่าอะไร เดินไป และไม่บอกใคร ปล่อยให้คู่กรณีของฉันเดินตามหาฉันเอาเองเสียงดังโหวกเหวก มาเจอฉันเมื่อฉันสบายใจขึ้นและเดินออกไป ครั้งกลับจากรู้ผลว่าสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ ยายซักผ้าอยู่หลังบ้าน ถามว่าเป็นไง ฉันบอกว่า ดีใจที่สุดเลย ... ยังจำได้... ยายบอกว่า "ยังไม่ที่สุดหรอก เดี๋ยวต้องมีอีก" จนถึงวันนี้ ฉันยังไม่อาจบอกได้ว่า ครั้งไหน คือดีใจที่สุด แต่เมื่อฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น โดยไม่ได้คาดคิด ฉันสอบได้คะแนนดีขนาดได้ลงหนังสือพิมพ์ มีนักข่าวและช่างภาพ มาถ่ายภาพฉันกับตาและยาย ขึ้นหน้าหนึ่งด้วย ยายไม่ได้บอกหรือแสดงออกว่า ยายปลื้มขนาดไหน แต่ฉันรู้เอาจากญาติ ๆ เวลาที่เจอกันนานทีปีหน หลังจากที่ยายตายไปแล้ว ว่าคนนี้น่ะ ยายเค้าภูมิใจมากนะ ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ ฯลฯ ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่หลายคนพูดเหมือนกัน และพูดหลายที ทำให้ฉันได้รู้ แม้จะนึกไม่ออกว่า ยายจะแสดงความภูมิใจในตัวฉันออกไปท่าไหน ให้ญาติ ๆ ได้รับรู้เช่นนั้น นั่นก็เพราะ ยายเป็นคนที่มีบุคลิกแข็งแกร่ง ติดจะห้าวหาญ เมื่อวันก่อนที่ยายจะตายนั้น พวกเรายังเดากันอยู่เลยว่า ที่ยายปวดเมื่อย เป็นเพราะไปแหงนคอคุมคนที่บ้านเก็บมะพร้าวหรือเปล่า แม้เรื่องของแม่บ้านแม่เรือนอย่างทำอาหาร เย็บผ้า ยายจะทำได้ไม่แพ้ใคร แต่ถ้าข้าวของในบ้านมีปัญหาล่ะก็ ไฟฟ้าหรือ ประปาหรือ ยายก็แก้ไขได้ด้วยเช่นกัน ยายเคยเกือบสูญเสียนิ้วนางข้างหนึ่ง เพราะโดนเครื่องตัดหญ้าเฉือนเอา จนถึงวันนี้ คนแถวละแวกบ้านเอย ตลาดเอย พระ และท่านเจ้าอาวาส วัดในต่างจังหวัด ซึ่งตากับยายเคยไปกราบไหว้ ยังจำยายได้ และพูดถึงเสมอ (ช่างที่มาซ่อมแอร์เมื่อไม่นานมานี้ก็ด้วย ฉันไม่รู้จัก แต่เห็นเขามานั่งคุยกับตาอยู่นาน แถมจะทำให้ฟรี ๆ มารู้ทีหลังว่าเป็นช่างเก่าแก่ที่ยายเคยจ้างวานอยู่) น้อยคนหรอก ถึงจะรู้ ว่ายายผู้มีความสามารถรอบด้านของฉันนั้น เคยเป็นคุณหนูขนาดไหน ยายเป็นลูกคหบดีทางเมืองใต้ ชีวิตสุขสบายจนกระทั่งแต่งงาน ติดตามตาของฉันขึ้นมาอยู่ปากน้ำ ยายมาคนเดียว โดยไม่รู้จักใครนอกจากตา สาวน้อยอายุสิบหก จะได้เตรียมใจไว้ก่อนหรือไม่ไม่ทราบ ว่าจะต้องมาเจอแม่สามีที่ไม่ได้ต้อนรับ เพราะไม่ได้คาดคิดว่า ลูกชายผู้เป็นทหารเมืองกรุงลงไปรับราชการปักษ์ใต้ จะไปคว้าเอาใครที่ไหนกลับมาเป็นเมีย อยากจะต่อประโยคนี้ว่า เผอิญที่คว้ามาน่ะ เป็นเพชรเม็ดงาม แต่ก็ขัดกับความรู้สึกของฉันที่คิดว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพชรเม็ดงามที่ตา "ตาถึง" และ "ไขว่"คว้า มาได้นี้แหละ เป็นเพชรเม็ดเดียวในใจตา ที่ทำให้ตาไม่เคยไปเหลียวหา เพชร กรวด หิน ดิน ทราย เม็ดอื่น ก้อนอื่นที่ไหนอีกเลย ยายมาอยู่ที่นี่ด้วยความอดทน จากคุณหนูเช่นที่ว่า มาเป็นต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง และช่วยงานแม่สามี โดยที่ตัวสามีก็เดินทางไปรับราชการตามที่ต่าง ๆ ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน คุณหนูนางนั้นทำอย่างไรบ้าง ฉันก็นึกภาพไม่ออก แต่ก็ทราบว่า ได้กลายมาเป็นสะใภ้ค้นโปรดไปในเวลาไม่นาน แต่ความแกร่งก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นหรอกนะ เมื่อมีลูก ยายต้องย้ายตามตาไปอยู่ต่างจังหวัดที่แสนจะทุรกันดาร ตาก็ไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะไปราชการเช่นเดิม บางช่วงต้องอยู่บ้านพักที่อยู่แถวป่ารกชัฏ บรรยากาศน่ากลัวซะยิ่งกว่าอะไร ไม่ว่างู หรือสิ่งที่มองไม่เห็น แม่บอกว่า แม่ไม่กลัวผี ก็เพราะอยู่กับยายตั้งแต่เล็ก ในที่อย่างนี้นี่แหละ มีเรื่องที่ตาเล่า และพวกเราเอามาเล่าต่อกันได้ไม่รู้เบื่อ นั่นคือ ครั้งหนึ่ง ตาไปราชการ อีกเช่นเคย (เข้าใจว่าเป็นสงครามเวียดนาม) ยายต้องอยู่ลำพัง มีพลทหารไว้ช่วยขับรถให้ ขับรถจี๊ปจากแถวบ้านพัก (ที่เป็นป่ารกชัฏนั่นแหละ) ปุเลง ๆ มา รถมาขัดอยู่ที่ทางรถไฟ พอดีกับที่คนขับเห็นรถไฟพุ่งมาแล้ว อารามตกใจ ไม่ยอมเหยียบคันเร่ง และคงเตรียมจะยกเท้าหนีจากคันเร่ง วิ่งออกไปเสียแล้ว ยายซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับ ได้ยกเอาเท้าของยาย ไปเหยียบบนเท้าคนขับ กระทืบคันเร่งให้รถวิ่งทะลึ่งพ้นจากทางรถไฟ ไม่งั้นคงไม่รอดกันแล้ว นอกจากจะต้องดูแลตัวเองและลูกแล้ว ตามักพูดเสมอว่า ครอบครัวของตา ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ก็เพราะยายช่วยดูแลจัดการงานบ้านและควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เงินเดือนที่ตาได้รับ ตายกให้ยายหมดเลย แล้วให้ยายแบ่งกลับมาให้ตาใช้ตามสมควร เงินเดือนข้าราชการสุจริตที่ได้จากหัวหน้าครอบครัวเพียงคนเดียว โดยไม่มีเบี้ยใบ้รายทางอย่างอื่น เลี้ยงลูกอีกห้าคน ส่งเสียจบปริญญาตรี มีงานการดี ๆ ทำได้ จนมีหลานออกมาเป็นพวกฉันนี่ คงเป็นข้อพิสูจน์ถึงฝีมือการจัดการของยายได้ดีกระมัง นั่นก็เป็นเรื่องในอดีตที่ฉันได้แต่ฟังมาเล่า แต่ฉันก็มีอีกเรื่องที่เห็นเอง และอยากจะเอามาเล่าต่อเช่นกัน ยายไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ แต่ยายเป็นนักอ่าน แถมความจำดีซะด้วย ที่บ้านเรารับหนังสือพิมพ์ และมีหนังสือดาราภาพยนตร์ ที่ยายซื้อบ่อย ๆ ตาบอกว่า ไม่มีตัวหนังสือตัวไหนในหนังสือพิมพ์ และนิตยสารเหล่านี้ จะรอดพ้นสายตาของยายไปได้หรอก พวกตัวหนังสือในหนังสือเล่มก็เช่นกัน ต่วย ตูน นิยายไทย นิยายจีน สารคดี หรือหนังสือแปลที่มีในบ้าน ยายก็อ่านหมดแล้วทั้งนั้น นั่นคงเป็นเหตุผลที่ยายไม่เคยล้าสมัย และออกจะล้ำสมัยกว่าฉันผู้เป็นเด็กซะอีกด้วย (นี่ละมั้ง ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมยายซื้อขนมให้ แสนจะถูกใจตั้งแต่เด็ก ๆ ...ก็ยายไม่เคยตกเทรนด์เลยนี่นา) เรื่องไหวพริบ ปฏิภาณของยายเล่า กรณีรถจี๊ปข้างต้นคงช่วยบอกได้ แต่ที่ฉันประทับใจในความฉลาดเฉลียวก็คือ เวลาฉันเล่นเกม เล่นไพ่ เล่นหมากฮอร์ส กับพี่ ๆ จวนเจียนจะแพ้ทีไร พอมียายมาช่วย กลับเป็นชนะไปได้ทุกที จนพี่ ๆ ไม่ยอมให้ยายเข้ามาช่วยอีกต่อไป เขียนมายาวเหลือเกิน หากจะปล่อยให้เขียนต่อไป เรื่องราวเกี่ยวกับยาย คงผุดขึ้นมาในหัวฉัน และไหลลงมาตามนิ้ว สู่คีย์บอร์ดได้อีกยืดเยื้อย คงต้องข้ามไปตอนจบ บทสนทนาสุดท้ายของฉันกับยาย ฉันยังจำได้ดี คืนก่อนยายตาย เป็นวันเสาร์ ลูก ๆ ของตากับยายมากินข้าวบ้านยายเหมือนทุกสัปดาห์ ก่อนฉันเดินกลับบ้าน เสียงน้า ๆ ยังคุยกันโฉมงโฉงเฉง ฉันเดินมาเล่นกับหมาบ้านยาย ยายกำลังจะเข้าห้องนอน ก็ถามฉันว่า "ไข่พะโล้อร่อยไหม" (ฉันกินเผ็ดไม่ได้ เลยมีกับข้าวที่กินได้แค่ไม่กี่อย่าง) ฉันตอบว่า อร่อย แต่มีน้อยไปหน่อย ยายบอกว่า "ไว้วันหลังเอาใหม่ จะทำให้กิน วันนี้ยายไม่สบาย" ฉันสวัสดียายเหมือนปกติ แล้วดูยายเข้าห้องไป เลื่อนประตูห้องปิดอย่างที่ฉันคุ้นตา แต่ยายก็ไม่ได้ทำให้ฉันกินอีกเลย หลังจากยายตาย พวกเราได้รู้ว่า บางครั้ง อาการปวดร้าวที่แขน ก็เป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของหัวใจได้ เมื่อเย็นวันเสาร์นั้น ตอนแรก พี่สาวฉันโทรบอกแม่ ว่ายายปวดเมื่อย จะไปหาหมอ ซึ่งเป็นเพื่อนแม่ที่คลิกนิกในตัวเมืองปากน้ำ ให้พาไปหน่อย แม่โทรเช็กแล้วบอกว่า เพื่อนแม่ไปอยู่ ไปต่างประเทศ แต่แม่จะพายายไปหาหมอที่อื่น ยายบอกว่าไม่เป็นไร พวกเราจึงคิดกันว่า ยายปวดเมื่อยเพราะทำงานหนักหรือเปล่า ตามที่ได้เล่ามาแล้ว พวกเราไม่ได้นึกถึงโรคหัวใจ เพราะยาย ในวัย ๖๙ แข็งแรงมาตลอด ไม่เคยมีเจ็บป่วย เข้าโรงพยายาลอะไรเลย จึงขอเตือนพวกเราทั้งหลาย อย่าได้ประมาทในชีวิต และควรศึกษา หาความรู้เรื่องสัญญาณ อาการของโรคต่าง ๆ เป็นความรู้ติดตัวไว้ด้วย จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง สิ่งหนึ่งที่ฉันดีใจก็คือ อย่างที่หมอบอก ยายตายตั้งแต่ก่อนหัวถึงพื้น ยายจึงไม่ทรมาน ฉันนึกภาพตาม หัวใจของยายคงหมดอายุเช่นเดียวกับนาฬิกาชีวิตของยาย มันหยุดเต้นเมื่อถึงเวลา ยายโชคดีที่ไปอย่างไม่ทุรนทุราย ความตายของยาย ทำให้ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับความตายอย่างจริงจัง และทำให้ฉันเลิกกลัวผี จากคนที่เคยขึ้นชื่อด้านความกลัวผี ตอนยายตายใหม่ ๆ ฉันยังเฝ้ารอให้ยายมาหาอยู่ลย ไม่ว่าจะในฝัน หรือในความรับรู้ใด ๆ ยายไม่เคยมาหาฉันอย่างนั้นเลย แต่อย่างน้อยความทรงจำของฉันเกี่ยวกับยายก็ยังอยู่กับฉัน อยู่กับฉันเสมอ และในวันนี้ ก็เป็นอีกวันที่ฉันได้นึกถึงยาย และยังได้ถ่ายทอดความทรงจำนี้ ให้กับคุณ ผู้กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ด้วย ขอกราบด้วยความรำลึกถึง และสำนึกในพระคุณและความดีอย่างที่สุดค่ะยาย
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||