• หนึ่งลมหายใจ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : child1968@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 9628
  • จำนวนผู้โหวต : 26
  • ส่ง msg :
มนุษย์ โลก ธรรมชาติ กาลเวลา สรรพสิ่ง
เรื่องเล่า บทความ เกี่ยวกับ ศาสนา ภาพยนตร์ เหตุการณ์บ้านเมือง ความรัก เพศวีถี ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/buddha009
วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2550
อีกครั้งกับไถ่ : เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน (ตอนที่ ๑)
Posted by หนึ่งลมหายใจ , ผู้อ่าน : 354 , 21:16:32 น.   | หมวดหมู่ : ศาสนา  
พิมพ์หน้านี้


เว้นระยะไปหนึ่งปีที่ ‘หลวงปู่ติชนัทฮันห์’  (หรือที่ลูกศิษย์มักจะเรียกท่านในภาษาเวียดนามว่า ‘ไถ่’ ซึ่งหมายถึง ‘อาจารย์’) ไม่ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่เวียดนาม เนื่องจากต้องการพักผ่อนเพื่อรักษาสุขภาพ  และปีนี้ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเวียดนามนิมนต์ท่านอีกแล้ว เพราะประเทศเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ประเทศที่เปิดรับเศรษฐกิจ การติดต่อและการค้ากับโลกภายนอก ‘ไถ่’ จึงมีโอกาสได้กลับมาเยือนบ้านเกิดอีกเป็นครั้งที่สอง

๒๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๐ 

เป็นวันที่ฉันมีโอกาสไปเยือนเวียดนามอีกเป็นครั้งที่สองเช่นเดียวกัน  การไปคราวนี้เราไม่ต้องระหกระเหินเดินทางรถยนต์เหมือนสองปีก่อนเพราะคุณครูชุมศรีช่วยดูแลเรื่องค่าตั๋วเรือบินให้ ต้องขอบคุณคุณครูมา ณ โอกาสนี้  เราได้เดินทางร่วมไปกับ หลวงพี่ฟับเจือง หลวงพี่หั่นเลียน กับอีกสองสาว จัน และเอ็ม  ทางเรือบิน งานนี้เราเลยไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากนักเพียงแค่เดินตาม ๆ เขาไป ถ้าไปคนเดียวอาจจะงก ๆ เงิ่น ๆ ไปกับการทำเอกสารผ่านด่านเพราะไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทยผ่านทางเรือบินสักที

          ส่วน หลวงพี่ฟับเจือง กับ หลวงพี่หั่นเลียน บังเอิญช่วงที่ผ่านมาท่านมาทำงานสร้างสังฆะหมู่บ้านพลัมให้เกิดขึ้นในเมืองไทยพร้อมด้วย หลวงพี่นิรามิสา  เมื่อ ‘ไถ่’ เดินทางกลับมาเวียดนามจึงเป็นโอกาสให้ท่านทั้งสามต้องเดินทางไปสมทบกับสังฆะที่เวียดนามด้วย  นี่เลยเป็นเหตุให้ฉันได้ร่วมเดินทางไปกับอีกสองท่านในครั้งนี้  ตอนไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คุณครูชุมศรี (จากโรงเรียนวนิษา) และ รถ (คุณครูอีกท่านหนึ่ง) ก็มาส่งด้วย 

หลวงพี่ฟับเจืองบอกกับฉันว่าเดี๋ยวพอเราขึ้นไปบนเครื่องก็จะพบกับ ‘หลวงปู่’

ฉันงงเลยถามว่า ‘หลวงปู่ไหนเหรอ’

‘ก็หลวงปู่ติชนัทฮันห์ไง  หลวงพี่ฟับเจืองตอบ

ฉันเลยถึงบางอ๋อ ว่า เรือบินลำที่เรากำลังจะโดยสารไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เป็นเรือบินที่บินมาจากฝรั่งเศสซึ่งมีหลวงปู่นั่งมาด้วย ก่อนที่เรือบินจะพาเราทั้งหมดไปสู่เวียดนาม

เมื่อเรา ๕ คนขึ้นเครื่องในเวลาบ่าย ๒ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ  ไถ่นั่งอยู่ริมหน้าต่างมีพระภิกษุอุปัฏฐากนั่งคั่นตรงกลางระหว่างท่านกับ หลวงแม่จันคอม ด้านหลังเต็มไปด้วยสานุศิษย์ที่เป็นภิกษุ-ภิกษุณี-สามเณร-สามเณรี เต็มไปทั้งท้องเรือบิน  หลวงพี่ หลวงน้องทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหลวงพี่ฟับเจือง และหลวงพี่หั่นเลียน หลาย ๆ ท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเราเคยเจอกันเมื่อสองปีที่แล้ว

เมื่อได้เวลาผู้โดยสารต้องกลับไปนั่งประจำที่เพราะเครื่องต้องออก เมื่อเรือบินออกตัวฉันถึงกับรู้สึกหวาด ๆ เสียว ๆ คล้าย ๆ กับขึ้นรถไฟเหาะ ยิ่งเมื่อรับรู้ว่าเรือบินกำลังบินสูงขึ้นจากพื้นดินทีละนิด ๆ  ก็ดันนึกภาพตามว่าใต้เรือบินมันมีแต่อากาศและความว่างเปล่าก็ยิ่งเสียวไส้เข้าไปใหญ่  ยิ่งเมื่อเรือบินยกตัวสูงขึ้น ๆ ก็รู้สึกได้ถึงอาการโครงเครงของเครื่อง  .. ไม่สนุกเลย ฉันนึกในใจ ..  เมื่ออยู่บนเรือบินชีวิตของเราตั้งอยู่บนความ ไม่แน่นอน อย่างที่เราสามารถสัมผัสได้  เราได้แต่ฝากชีวิตของเราไว้กับกัปตันเครื่องบิน แต่ชีวิตของผู้โดยสารทุกคนก็ฝากไว้กับกัปตันเพียงคนเดียวเหมือนกัน  หรือบางทีกัปตันเองก็อาจจะฝากชีวิตของตัวเองไว้ที่พวงมาลัยเครื่องบินด้วย !  ผ่านไปสักครู่เรือบินก็ทรงตัวอยู่ในสภาพปรกติ ขนานไปกับพื้นโลก ... ค่อยยังชั่ว ... ฉันคิดในใจ ... คนที่ขึ้นเครื่องบินคนอื่น ๆ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

ที่พนักพิงข้างหน้าเรามีจอมอนิเตอร์กันทุกคน เอาไว้ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ  ฉันทดลองเปิดดูช่องหนัง เขากำลังฉายเรื่อง The Queen  ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเลดี้ไดอาน่า...

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง เรือบินก็พาเรามาถึงที่หมายคือโฮจิมินห์ซิตี้  เมื่อเรือบินลงจอด ไถ่เดินนำหน้าพวกเราออกไปตามด้วยคณะนักบวช  ถึงตัวอาคารสนามบินมีสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ยืนรอกระจุกอยู่ที่ปากประตูเพื่อบันทึกภาพไถ่ ประกายแฟลชแปล้บปล้าบไปหมด การมาเยือนบ้านเกิดของไถ่ยังเป็นอะไรที่เป็นน่าสนใจสำหรับชาวเวียดนามเสมอ

ผ่านจากด่านกองตรวจคนเข้าเมืองไปก็เป็นรายการตามหากระเป๋า ที่ล็อบบี้กระเป๋าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ  ใบของผู้โดยสารเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่บนราง  ตามหาของใครของมันกันให้วุ่น เมื่อเราออกไปที่ลานจอดรถประชาชนประมาณเรือนพันมาคอยต้อนรับไถ่และสังฆะ  ผู้คนจำนวนมากโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสีไปมาในอากาศ สำหรับที่นี่แล้วไถ่และสังฆะไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา ๆ เลยจริง ๆ

รถบัสหลายคันมารับไถ่และสังฆะเพื่อพาไปพักวัดฟับวัน (Phap Van Pagoda) ซึ่งอยู่ในกรุงโฮจิมินห์ เรามีกำหนดพักอยู่ที่นี่ ๓ วัน จากนั้นไถ่และสังฆะจะเดินทางต่อไปที่ เบ๋าล็อก เพื่อจัดภาวนากันที่นั่น

‘วัดฟับวัน’  หรือ แปลเป็นไทยว่า ‘วัดเมฆธรรม’ ตั้งอยู่นอกใจกลางเมืองโฮจิมินห์ บรรยากาศรอบ ๆ วัดจึงดูค่อนข้างสงบและอากาศดีกว่าใจกลางเมือง ไม่มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ปู้นป้านให้ดังหนวกหู ที่วัดฟับวันมีหลุมฝังศพของ นัทชีมาย ด้วย นัทชีมาย เป็นฆราวาสหญิงชาวพุทธที่มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งสงครามเวียดนาม เธอเรียกร้องสันติภาพด้วยการเผาตัวเพื่อแลกกับความสงบระหว่างศาสนาพุทธและคริสต์   ในเวลานั้นไม่มีใครฟังใคร ไม่ว่าจะตะโกนคำว่า “สันติภาพ” ให้ดังเท่าไรก็คงไม่ดังเท่ากับ “เปลวของไฟที่มอดไหม้ร่างกาย”  ถึงแม้ว่านัทชีมายจะเป็นชาวพุทธ แต่เธอก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพุทธตรง ๆ  จุดยืนของเธอคือการอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพียงแต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดของการสื่อสารคำว่า ‘สันติภาพ’ ในเวลานั้นจึงคือการ ‘เผาตัว’

ร่างมอดไหม้ของเธอถูกฝังไว้ที่สวนหย่อมในวัดฟับวัน เช่นเดียวกับชาวพุทธอีก ๕ คนที่ถูกลอบสังหารในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน  ที่กำแพงมีแผ่นศิลาภาพวาดของเธอแปะไว้ด้วย เขียนไว้ว่า ‘พระโพธิสัตว์เผาตัวเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับโลก’  - บางทีเสียงที่เราพูดก็ไม่ดังเท่ากับสิ่งที่เราทำ - หลวงพี่ฟับเจืองอธิบายให้ฟังถึงความหมายของภาษาเวียดนามที่ถูกเขียนไว้เป็นที่รำลึกถึงนัทชีมายบนกำแพง

เมื่อรถบัสนำคณะนักบวชมาถึงวัดฟับวันเราได้เห็นพระภิกษุจากวัดฟับวันเข้าสวมกอดกับพระภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะจากหมู่บ้านพลัม  ใช่แล้ว... ภายหลังการมาเยือนของไถ่สองปีผ่านไปพระภิกษุที่เวียดนามเริ่มเรียนรู้การกอดกัน มันทำให้พุทธศาสนาที่นี่ดูน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นในสายตาของฉัน บางทีถ้าพระในเมืองไทยกอดกันบ้างคงน่าดูไม่แพ้กัน...ฉันว่า (หมายเหตุ : ที่นี่พระผู้ชายกอดกับพระผู้ชาย พระผู้หญิงกอดกับพระผู้หญิง พระท่านไม่กอดข้ามเพศกัน)

เราได้พบกับหลวงพี่ติชตั่งมึน พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่เคยเจอกันที่เมืองฮฺเว้เมื่อสองปีที่แล้ว ท่านอยู่วัดฟับวันนี่เอง  ตอนเจอกันท่านเข้ามากอดเราเฉยเลย เล่นเอาตั้งตัวแทบไม่ทัน !

และเราได้พบกับหลวงพี่ฟับเหยิง (หลวงพี่ขันติธรรม) ภิกษุชาวโปตุเกสที่เคยมาเมืองไทยเมื่อปี ๔๖ ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะได้เจอกันอีก ฉันถามถึงวันเกิดของท่านเมื่อวานนี้ (๑๙ ก.พ.) ท่านบอกว่าตื่นเต้นดีเพราะกำลังอยู่บนเรือบิน แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเพราะไม่มีใครรู้วันเกิดของท่าน ฉันเลยมอบขนมกุ๊กกี้ฝีมือพี่สาวไปให้หนึ่งถุง แต่ก็บอกแถมท่านไปว่าของขวัญแบบนี้มันคงอยู่ในท้องท่านได้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไป...

          เราได้พักรวมกับนักบวชจากหมู่บ้านพลัมรู้สึกแปลก ๆ ดีเพราะหลวงพี่หลวงน้องขี้เล่นยิ้มแย้มแจ่มใสกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับพระสงฆ์ในหมู่บ้านพลัม

๒๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๐  

วันนี้เป็น ‘วันขี้เกียจ’ ยังไม่มีรายการเทศนาหรืออะไร  แต่ไถ่ยังอุตส่าห์พาลูก ๆ (หมายถึงนักบวชชาย-หญิง) ไปเดินช็อปปิ้งร้านหนังสืออย่างน้อยก็สองร้านในโฮจิมินห์ เดินกันจนเมื่อย ไม่รู้จะซื้ออะไรดีเพราะมีแต่หนังสือภาษาเวียดนาม ร้านหนังสือก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษเพราะมีนักบวชไปเดินอุดหนุนป้วนเปี้ยนกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีไถ่ไปเดินดุ่ม ๆ อยู่ในร้าน  ตกเย็นมีรายการซ้อมร้องเพลงของคณะนักบวชชายหญิงที่วัดฟับวัน

๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๐ 

ตอนเช้าฉันตื่นไปเล่นโยคะหลังจากที่ไม่ได้เล่นมานานแรมปี  วันนี้ไถ่มีรายการไปเยี่ยมเยือนสองวัดด้วยกันคือ วัดควางดึก กับ วัดอันควัง ประชาชนล้นหลามโดยเฉพาะสื่อที่ตามมาเก็บภาพอีกแล้ว ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เก็บภาพกันให้วุ่น

          ตกเย็นไถ่บรรยายธรรมที่วัดฟับวัน ท่านบรรยายเกี่ยวกับการดูแลจิตใจว่า เมื่อคนเราทำงานจนเครียดร่างกายก็สามารถป่วยได้  นักธุรกิจที่มีความทะเยอทะยานเกินพอดีมักจะตั้งเป้าว่าต้องมีงานเยอะ จะได้มีเงินมาก มีเงินมาก ๆ เพื่อจะได้มีอำนาจแล้วจะได้มีความสุข แต่ความจริงก็คือพอมีงานมากความรับผิดชอบก็สูง จิตใจก็เลยมีความเครียด แล้วในที่สุดก็จบลงด้วยความเจ็บป่วย ถ้าจิตใจเราสงบเราจะมีความสุขมากกว่ามีเงินหรือมีอำนาจเป็นไหน ๆ

          แล้วท่านก็สอนให้ฝึกดูลมหายใจ  ฝึกหายใจยาว ๆ ลึก ๆ ถึงท้อง  เมื่อได้ยินเสียงระฆังให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ๓ ครั้ง  ฉันลุกขึ้นแอบไปเดินดูรอบ ๆ วัดเวลานั้นประมาณ ๓ ทุ่มแล้ว ผู้คนมาฟังธรรมะจากไถ่เต็มลานวัดไปหมดอย่างกับมาดูงิ้วดูหนังกัน

๒๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๐ 

ปีใหม่ของเวียดนามเป็นวันเดียวกับตรุษจีนของชาวจีน เช้านี้จึงมีรายการอวยพรปีใหม่ให้กับไถ่จากนั้นจึงเป็นรายการ ‘เปิดใจ’ คิดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมแบบหมู่บ้านพลัมก็คือการเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาวัดได้แบ่งปันประสบการณ์ตนเอง หรือเล่าปัญหาของตนเอง (คล้าย ๆ กับรายการ ‘เสียงชาวบ้าน’) ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้พวกเราทั้งชาววัดและชาวบ้านได้ทราบว่าการปฏิบัติธรรมของชุมชนกำลังไปถึงไหน กำลังเผชิญกับอะไรอยู่ มีคุณยายแบ่งปันว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าหาศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่ (อันนี้คล้าย ๆ เมืองไทยเลย) วัยรุ่นที่เข้าวัดก็แบ่งปันว่าเมื่อตนเข้าวัดก็จะพยายามชวนเพื่อนมาด้วยเพื่อเป็นการทำให้เพื่อนและคนอื่น ๆ รู้จักธรรมะ

          บางคนก็มีคำถามว่าเวลาคนที่เราสนิทคุ้นเคยกันต้องไปต่างถิ่นจะทำไงดี เพราะเป็นทุกข์กับการพลัดพราก มีพระภิกษุคอยช่วยให้คำตอบว่า เราควรรู้ว่าธรรมชาติของคนนั้นไม่ได้อยู่กับที่ ในที่สุดคนเราก็ต้องจากกันไป และเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกเจริญสติ

          วันนี้ ช่วงสาย ๆ หลวงพี่นิรามิสาเดินทางมาจากเมืองไทยบอกว่าคงอยู่ได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ก็ต้องกลับ เพราะต้องไปรับรางวัลสตรีพุทธดีเด่นในวันที่ ๘ มีนาคม (วันสตรีสากล) พร้อมกับต้องไปให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจ  เรายังได้พบกับ ‘เจ็ง’ สาวไทยที่มาทำงานอยู่ที่ฮานอยก็เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ด้วย  เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน

          ค่ำนี้ไถ่มีธรรมบรรยายที่ วัดวินงิม ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ประชาชนมาร่วมฟังท่านบรรยายเป็นพัน ๆ คน เต็มวัดอีกแล้ว เรื่องที่ท่านเทศน์ก็ยังไม่พ้นเรื่องครอบครัว ท่านเทศน์ให้ฟังว่า มีครอบครัวหนึ่งพอถึงวันเกิดลูก พ่อมักจะซื้อของขวัญดี ๆ ราคาแพง ๆ ให้ลูก แต่ลูกถามพ่อว่าพ่อรักลูกไหม พ่อตอบว่ารัก  ลูกบอกว่าถ้าพ่อรักลูกละก็อยากให้พ่อมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ ลูกไม่ได้ต้องการของขวัญมากนัก เรื่องนี้พ่อที่รักลูกรักเมียควรมีเวลาให้ครอบครัวแทนที่จะสรรหาวัตถุสิ่งของมาให้ ท่านยังสอนอีกว่าเวลานี้เด็กวัยรุ่นมีปัญหามาก พ่อแม่ก็มักจะเลี้ยงลูกอย่างตำหนิติเตียน เมื่อเราตำหนิติเตียนเขามาก ๆ เขาก็จะไม่ชอบเรา เมื่อได้โอกาสเขาก็จะไปพึ่งพายาเสพติด พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยภาษาดอกไม้หรือคำชมเชย เพื่อที่ว่าบ้านจะได้น่าอยู่ เด็ก ๆ จะได้ไม่ไปหาที่พึ่งนอกบ้าน

          ท่านเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าเวลานี้มีกลุ่มคนทำหนังฮอลลิวู้ดต้องการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานเขียนของท่านเรื่อง ‘คือเมฆสีขาว คือทางก้าวเก่าแก่’ (Old Path White Cloud) ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ไถ่จึงจัดให้กลุ่มคนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญสติที่หมู่บ้านพลัมระยะหนึ่ง เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้การเจริญสติพวกเขาก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างเข้าใจความหมาย  ฉันว่าไถ่คิดถูกเพราะการที่ใครสักคนจะทำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ ออกมา พวกเขาก็ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ ‘สาร’ ในศาสนา ๆ นั้นเสียก่อน หาไม่แล้วเขาอาจจะสร้างหนังเรื่องนั้นออกมาแบบไม่เข้าใจศาสนานั้น ๆ ก็ได้  นี่อาจจะเป็นหนังที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเสร็จ

          เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบ..รู้จัก..และทำงานร่วมกัน.



© บทความขนาด ๓ ตอนจบ เพื่อต้อนรับการมาเยือนเมืองไทยของท่านติชนัทฮันห์ ระหว่างวันที่ ๑๙ พฤษภาคม -    มิถุนายน ๒๕๕๐

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
หมอนไม้ วันที่ : 06/05/2007 เวลา : 10.14 น.
http://www.oknation.net/blog/mon
เพื่อนร่วมทุกข์ในยุคดิจิตัล

นมัสการค่ะ หลวงพี่
เรื่อง ประชาธิปไตยไม่ประสีประสา มาเจอปัญหาพุทธศาสนาประจำชาติ เข้าไปฟังได้ที่http://www.oknation.net/blog/chao
ได้เลยค่ะ
มีทุกเวอร์ชั่น
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31