พิมพ์หน้านี้
|
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เช้ามาเก็บที่นอน ลงไปเอาขนมปังไส้แซนด์วิชผักมังสวิรัติ วันนี้ตามโปรแกรมเป็นวันที่ไถ่และสังฆะต้องเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ วัดบักหงา ซึ่งตั้งอยู่ที่ เบ๋าล็อก เป็นเวลา ๑๗ วัน กว่ารถจะออกก็ ๘ โมงเช้า พวกเราถึงวัดบักหงาเอาบ่ายสองโมง เพลีย ๆ นิดหน่อย เราถูกจัดให้เข้าพักร่วมกับหลวงพี่ฝรั่งอีก ๖ รูป คือ ฟับโห แปลว่า ผู้ปกป้อง (เป็นชาวสวีเดน) ฟับซา แปลว่า อุเบกขา (เป็นชาวฮอลแลนด์) ฟับไล แปลว่า การมาถึง (เป็นชาวอังกฤษ) ฟับลู แปลว่า สายน้ำ (เป็นชาวอเมริกัน) ฟับตั้ม แปลว่า จิต (เป็นชาวเวียดนาม) และฟับอี๋ (ชาวอิตาลี) ชื่อของพระภิกษุจะมีคำว่า ฟับ นำหน้า ฟับ แปลว่า ธรรมะ แต่ละท่านพูดภาษาอังกฤษกันคล่องคอ เรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปโดยปริยายเพราะความสามารถในการฟังต่ำ หลวงพี่ฝรั่งเลยไม่ค่อยชวนเราคุย ท่านมักจะคุยกันเองมากกว่า หลวงพี่ฟับตั้มก็เป็นชาวเอเชียแต่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ถึงตรงนี้เราปรับตัวยากเอาการเลยนึกถึงตอนที่เข้าโรงเรียนอนุบาลตอนเด็ก ๆ โดนพ่อแม่จับมาปล่อยเกาะร้องไห้งอแง ตอนนี้เลยเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเด็กไทยที่ไปเรียนนอกถึงได้เป็นโรคซึมเซาและคิดถึงบ้าน บางคนก็รู้สึกกดดันจากการไม่สามารถฟังภาษาต่างประเทศเข้าใจ ภาษานี่เรื่องใหญ่จริง ๆ วัดบักหงา (บักหงา แปลว่า ปรัชญา) เป็นวัดที่ไถ่ได้รับมอบให้เป็นวัดสาขาของหมู่บ้านพลัมประจำเวียดนามตั้งแต่ไถ่มาเยือนเวียดนามครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสวัดนี้มีความเลื่อมใสในวิถีการปฏิบัติของไถ่ จึงเต็มใจถวายวัดนี้ให้เป็นวัดสาขาของหมู่บ้านพลัม จะเรียกว่าเป็นสาขาแห่งแรกของหมู่บ้านพลัมในเวียดนามก็ว่าได้ เป็นวัดที่อยู่บนเนินเขาในชนบท มีพื้นที่เป็นร้อย ๆ ไร่ มองออกไปรอบ ๆ วัดเต็มไปด้วยไร่ใบชา อากาศที่นี่อบอุ่นในตอนกลางวันและหนาวเหน็บในเวลากลางคืน โชคดีที่เอาเสื้อกันหนาวมาด้วยไม่งั้นคงทนความหนาวไม่ไหวแน่ ทุกเช้าเวลาตี ๕ ครึ่งเรามีกิจวัตรคือนั่งสมาธิร่วมกันทั้งนักบวชและฆราวาสที่หอประชุมใหญ่ ซึ่งสามารถจุคนได้เป็นพัน ๆ คน แต่เชื่อหรือไม่ว่าพอข่าวการปฏิบัติธรรมกับไถ่ได้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนก็มากันมืดฟ้ามัวดินกันถึง ๖ พันคน จากที่เคยตั้งหลักไว้ที่ ๒ พัน ถึงแม้ทางวัดจะบอกว่าที่เต็มแล้ว ทางวัดไม่มีที่พักให้เพียงพอ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังยืนยันที่จะพักในที่โล่งแจ้งให้ได้ ฉันรู้สึกทึ่งมาก ๆ กับความกระตือรือร้นเพื่อที่จะปฏิบัติธรรมของชาวเวียดนามในแบบที่ผู้คนมากันมากมายจนล้นวัดขนาดนี้ อาหารที่เตรียมมาแต่ละมื้ออย่างน้อยต้องมีกลุ่มที่ผลัดวาระกันทำคราวละ ๓๐ คน บางมื้ออาหารไม่เพียงพอ ก็ต้องทำเพิ่ม เห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมสำหรับชาวเวียดนามแล้วเป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหามานาน คงเพราะพวกเขารอไถ่มา ๔๐ ปีแล้ว เมื่อไถ่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด พวกเขาจึงไม่รีรอที่จะมาปฏิบัติร่วมกับไถ่และฟังไถ่พูดธรรมะกันอย่างล้นหลามแบบนี้ สำหรับเสียงระฆังที่นี่ยังมีความหมาย เมื่อมันดังขึ้นนั่นหมายความว่าเราทุกคนหยุดกิจกรรมทุกอย่าง อยู่นิ่ง ๆ นับลมหายใจเข้าออก ๓ ครั้ง ก่อนจะทำอะไรตามปรกติ ที่สำคัญมันทำให้เรามี สติ มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ยินเสียงระฆัง การปฏิบัติธรรมที่เวียดนามทริปนี้ยังคงมีเพื่อนชาวไทยมาร่วมกันเช่นเคย คือ พี่โก๋ หญิง อ้อ จักร นิ้ง โต้ง บี และ นภา ทุกคนต่างเคยผ่านการฝึกปฏิบัติการเจริญสติตามแนวหมู่บ้านพลัมมาแล้วทั้งนั้นและต่างก็เคยอ่านหนังสือของไถ่มาแล้วด้วย เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน คำบรรยายจากไถ่ ไถ่บรรยายให้ชาวเวียดนามฟังว่า เมื่อเรามีความเครียด เราปฏิบัติธรรมเพื่อให้ความเครียดหายไป การปฏิบัติธรรมที่วัดบักหงาแห่งนี้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันไม่กี่วัน การอยู่ในวัดจะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีพอที่จะสนับสนุนให้เราปฏิบัติธรรมได้ดี ถ้าเรากลับไปบ้าน เราจะไม่มีสิ่งแวดล้อมดี ๆ เช่นนี้ ฉะนั้นเมื่อเราตั้งใจมาวัดแล้วก็ควรปฏิบัติให้เต็มที่ ไม่ใช่มาแล้วก็เอาแต่คุยกัน พวกเธอรอฉันมานานถึง ๔๐ ปีแล้วไม่ใช่หรือ ฉะนั้นจงใช้ช่วงเวลานี้ให้คุ้มค่า เมื่อเราอยู่ที่วัดบักหงา ให้เราสัมผัสกับความสุขอย่างเต็มที่ อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจ อยู่กับการทานอาหาร พยายามหยุดความสงสัย ไม่ต้องตามความสงสัยไป เมื่อเราตามความสงสัยหรือตามความคิดบางทีเราหยุดความสงสัยไม่ได้เราก็เก็บไปคิดในขณะนอนหลับทำให้ฝันไปต่าง ๆ นานา จิตใจของเราจึงไม่มีอิสระ จิตใจของเรามักจะคิดไปต่าง ๆ นานาทั้งอนาคตและอดีต แต่ลมหายใจจะช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับร่างกาย เมื่อเรากลับมาอยู่กับลมหายใจจึงเป็นการดึงจิตให้กลับมาอยู่กับร่างกาย จิตลืมร่างกายไปก็ต้องพากลับมาสู่บ้านที่แท้จริง ทุกวันนี้จิตแพทย์ในโรงพยาบาลบางแห่งได้นำวิธีการทางพุทธไปใช้กับคนไข้ พวกเขาทำการค้นคว้าถึงวิธีการที่จะทำให้คนไข้ของเขาผ่อนคลายจากโรคเครียด และเขาก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ (Total Relaxation) กับคนไข้ เพียงนอนหงายราบไปกับพื้นแล้วอยู่กับลมหายใจเข้าออก แค่นี้ก็เป็นการผ่อนคลายอย่างแท้จริง พวกสัตว์มันก็รู้จักการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์เหมือนกัน เมื่อมันป่วยมันจะหาที่เงียบสงบปลอดภัยจากสิ่งรบกวน แล้วนอนนิ่ง ๆ เลียแผลที่บาดเจ็บ ไม่นานมันก็จะกลับมาเป็นปรกติเหมือนเดิม ร่างกายของมนุษย์ก็มีความสามารถในการเยียวยารักษาตนเองเหมือนกัน เมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลียนั่นหมายความว่าร่างกายเราต้องการการพักผ่อน แค่เพียงเรานอนผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์สัก ๑๕ นาที ร่างกายของเราก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิมโดยไม่ต้องพึ่งพิงยาใด ๆ
๓ มีนาคม ๒๕๕๐ วันนี้มีรายการพิเศษ เป็นพิธีบวชสามเณรและสามเณรี การบวชที่นี่แตกต่างจากการบวชที่บ้านเราโดยสิ้นเชิง ผู้ที่จะบวชต้องผ่านการฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดอย่างน้อยเป็นเวลา ๓ เดือน จากนั้นจึงจะได้บรรพชาเป็นสามเณรหรือสามเณรี แต่การบวชก็ใช่ว่าจะบวชกันได้ง่าย ๆ เพราะใน ๑ ปีจะมีการบวชแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อที่ว่าจะได้บวชหมู่ในคราวเดียวกันและไม่เสียเวลา ไม่มีการบวชเดี่ยวรูปเดียวเหมือนบ้านเรา เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วอย่างน้อยต้องปฏิบัติเป็นเวลา ๓ ปีจึงจะได้เข้าพิธีรับศีลเป็นพระภิกษุ ส่วนผู้หญิงเมื่อเป็นสามเณรีผ่านพ้น ๓ ปีไปแล้วจึงจะได้เข้าพิธีสมาทานเป็นสิกขมานา และเมื่อปฏิบัติในสิกขมานาครบ ๒ ปีแล้วจึงจะได้เข้าพิธีรับศีลเป็นภิกษุณีตามลำดับ การบวชเป็นพระสำหรับที่นี่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ ๓ ปี ในขณะที่ของเราใช้เวลาแค่สองชั่วโมง พิธีกรรมเริ่มตั้งแต่ตี ๕ มีผู้ที่จะบรรพชา ๗๗ ท่านด้วยกัน เป็นสามเณร ๒๕ ท่าน สามเณรี ๕๒ ท่าน ทุกท่านเดินเข้าแถวมาในโบสถ์อย่างช้า ๆ มีพระภิกษุนั่งคนละฟากกับภิกษุณี ตรงกลางเว้นว่างไว้สำหรับในนาคทั้ง ๗๗ ท่านเดินเข้ามากล่าวคำขอบรรพชา มีไถ่ (ติชนัทฮันห์) เป็นอุปัชฌาย์นั่งเป็นประธานในพิธี พิธีกรรมดำเนินไปอย่างช้า ๆ กว่าจะเสร็จก็ ๘ โมงเช้าพอดี เมื่อพิธีบรรพชาจบสิ้นลง สามเณรและสามเณรีทั้ง ๗๗ รูปจึงค่อยออกไปปลงผม แล้วค่อยนุ่งห่มจีวรในภายหลัง ช่วงที่ปลงผมมีสามเณรีหลายรูปร้องไห้เพราะซาบซึ้งใจที่ตนเองได้ผ่านพิธีบวชและกำลังจะได้ครองผ้าเหลืองภายหลังปลงผมเสร็จ ถ้าเมืองไทยมีการบวชภิกษุณีอย่างนี้บ้างพุทธศาสนาในเมืองไทยคงสวยงามกว่านี้และคงเป็นช่วงเวลาที่น่าปลาบปลื้มใจไม่น้อยทีเดียวเมื่อผู้หญิงได้ออกบวชเช่นเพศชาย หลังจากนั้นวันถัดมาเป็นวันที่สามเณรและสิกขมานาจากวัดต่าง ๆ ที่ปฏิบัติครบกำหนดที่จะรับศีลเป็นภิกษุ-ภิกษุณีมาเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบักหงา โดยมีไถ่เป็นอุปัชฌาย์เช่นเคย วันถัดไปเป็นวันของสามเณรีที่ผ่านการปฏิบัติครบ ๓ ปี เข้าพิธีสมาทานเป็นสิกขมานา โดยมีไถ่เป็นอุปัชฌาย์ สังเกตว่าแต่ละวันเป็นวันบวชเลื่อนชั้นของนักบวชเป็นวัน ๆ ไป ไม่ได้จัดวันเดียวกันและไถ่เป็นอุปัชฌาย์ให้ทุกกระบวนการ แน่นอนว่าสามเณรและสามเณรีที่บวชในเช้าวันนี้ ๗๗ รูป อีก ๓ ปีข้างหน้าท่านจะได้รับศีลขึ้นเป็นภิกษุ - สิกขมานา- และภิกษุณีตามลำดับ ไถ่ตอบปัญหาธรรมะ รายการปฏิบัติธรรมกับไถ่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องฟังบรรยายอย่างเดียว เช้าวันหนึ่งไถ่เปิดโอกาสให้ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมได้มีโอกาสถามปัญหาต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ปัญหาทั่วไปไปจนถึงปัญหาชีวิต ไถ่จะให้คนที่ถามยืนขึ้นแล้วพูดใส่ไมโครโฟน จากนั้นไถ่จะตอบให้ฟัง - พุทธศาสนาจะสอนให้เด็ก ๆ รักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร (ถามโดยคุณครูท่านหนึ่ง) ไถ่ : มนุษย์มาจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์เกิดมาจากสิ่งแวดล้อม มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้เมื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพดี ถ้าเราไม่รักษาสิ่งแวดล้อมนั่นก็คือเรากำลังฆ่าตัวเอง ขณะนี้ชาวเวียดนามกำลังฆ่าตัวเองด้วยการทิ้งถุงพลาสติก ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ถ้าคนเวียดนามไม่รักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปคนเวียดนามจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก - ดิฉันอยากบวช แต่คุณแม่ไม่ยอมให้บวช จะทำอย่างไรดี (ถามโดยหญิงวัยรุ่นท่านหนึ่ง) ไถ่ : พาแม่ให้มารู้จักกับภิกษุณีที่มีความสุขที่วัดสิ แม่ก็จะพบว่าชีวิตของนักบวชมีความสุข เมื่อแม่เห็นนักบวชมีความสุขแม่ก็จะเข้าใจ เดี๋ยวแม่ก็อนุญาตให้บวชเอง - ดิฉันเป็นชาวพุทธแต่แฟนเป็นชาวคริสต์ เราจะรักกันได้ไหม ไถ่ : รักกันแล้วก็สามารถเรียนรู้ศาสนาของกันและกันก็ได้ วันอาทิตย์ฝ่ายหญิงก็ไปโบสถ์กับฝ่ายชาย พอถึงวันพระฝ่ายชายก็ไปเข้าวัดกับฝ่ายหญิง - ดิฉันเป็นมะเร็ง และมีทุกข์มาก ไม่อาจจะเจริญสติและมีความสุขในปัจจุบันได้ ฉันจะทำอย่างไรดี ไถ่ : ตอนที่ฉันอยู่ที่หมู่บ้านพลัม มีสตรีชาวแคนาดามาถามฉันด้วยปัญหาเดียวกัน เธอป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ฉันจึงสอนให้สตรีผู้นั้นรู้จักการดื่มชาและขนมเค้กอย่างมีความสุข ขณะที่ดื่มชาก็ให้รู้รสอร่อยของชา มีความสุขกับรสอร่อยของขนมเค้ก มีความสุขอยู่กับปัจจุบันในขณะที่กำลังดื่มชา ไม่หลงไปกับความทุกข์ที่รายรอบตัว หรือหลงไปกับความเจ็บไข้ได้ป่วย สตรีท่านนั้นก็นำไปปฏิบัติตามและอยู่ต่อมาถึง ๑๑ ปี เพราะดื่มชาอย่างมีความสุข เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจและการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ นั่นเป็นช่วงของฆราวาส มีเหมือนกันสำหรับช่วงของนักบวชที่ไถ่เปิดโอกาสให้พระภิกษุ-ภิกษุณีได้ถามคำถาม แต่ของนักบวชจะพิเศษกว่าตรงที่จะมีเก้าอี้ให้นั่งประจันหน้ากับไถ่ ใครที่อยากถามคำถามต้องลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ที่จัดไว้ให้ รู้สึกว่าท้าทายน่าดู มีนักบวชชายหญิงลุกขึ้นไปถามคำถามคาใจกับท่าน ฉันนึกสนุกขึ้นมาเลยลุกขึ้นไปตั้งคำถามบ้าง ฉันถามไถ่ว่าตอนที่ไถ่มาถึงสนามบิน ฉันเห็นผู้คนโบกธงพุทธศาสนา ๕ แถบสี ธงนี้มีความหมายว่าอย่างไร
ไถ่ : ธง ๕ สี หมายถึง พละ ๕ แต่ละสีมีความหมายคือ น้ำเงิน = ศรัทธา เหลือง = วิริยะ แดง = สติ ขาว = สมาธิ ส้ม = ปัญญา บริเวณส่วนปลายของธงมี ๕ แถบสีเป็นช่องเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า การจะบรรลุธรรมได้ต้องมีพละกำลังทั้ง ๕ หน่วยนี้อย่างละเท่า ๆ กัน เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งก็พร้อมที่จะเกิดพลังแห่งการบรรลุมรรคผลที่แท้จริง หลังจากที่ได้ฟังคำตอบก็รู้สึกคลายความตื่นเต้นไปเยอะ และรู้สึกมากขึ้นว่าการตั้งคำถามนั้นไม่ยาก แต่ที่ยากกว่าคือรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นั่งใกล้ ๆ ไถ่ ได้ถามคำถามถึงแม้จะไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรนัก แต่ก็รู้สึกดีที่ใช้เวลาที่ท่านเปิดโอกาสขณะนั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและหลาย ๆ คน เพราะหลังจากนั้นมีเพื่อนภิกษุบางรูปแวะมากระซิบว่า ขอบคุณ ที่ถามคำถามนี้ ทำให้ผมเข้าใจสีของธงมากขึ้น เพราะธรรมะ...ทำให้เราค้นพบสิ่งดี ๆ ในกันและกัน. ª บทความขนาด ๓ ตอนจบ เพื่อต้อนรับการมาเยือนเมืองไทยของท่านติช นัท ฮันห์ ระหว่างวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ "สู่ศานติสมานฉันท์" เนชั่นสุดสัปดาห์
|
| สะดือไกวัลย์ ฉบับการ์ตูน 2 | ||
โดย.. กิ้ว คลองสิบ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||