• พุทธสาวก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : oonsiri@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 1191
  • จำนวนผู้โหวต : 2
  • ส่ง msg :
buddhism
วันอังคาร ที่ 17 เมษายน 2550
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
Posted by พุทธสาวก , ผู้อ่าน : 198 , 23:35:17 น.  
พิมพ์หน้านี้


ความสุขในโลก ที่เรียกร้องเรียกหา กันทุกวันนี้ ที่ไม่สามารถมีได้เพราะ ขาดคำว่า เมตตา  ถ้ามีเมตตาต่อตัวเอง ต่อคนอื่น ต่อประเทศชาติ ต่อโลก คำว่าความสุข ก็ย่อมมีได้ไม่ยาก

ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องนำ คำที่พระพุทธองค์ให้ไว้ ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ดึงออกจากจิตใจของมนุษย์ที่ยังพอมีกันอยู่ออกมา ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว ต้องผู้อื่น สังคมและ โลกจึงจะได้ชื่อว่า โลกของเราทุกคน และทุกคนอยู่ในโลกใบนี้ที่มีความสุข ร่วมกัน

ธรรมเพื่อสันติ จาก ทนายธเนศ อุ่นศิริ

www.buddhadhamma.net


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12
SOMBOONTIEW วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 23.04 น.
http://www.oknation.net/blog/somboontiew

ขอบคุณสำหรับเรื่องราว
มาชวนไปชมภาพน่ารักน่ารักครับ
ความคิดเห็นที่ 11
อาคม วันที่ : 22/05/2007 เวลา : 08.41 น.
http://www.oknation.net/blog/akom

เป็นเนื้อหาที่มีคุณค่ามากครับ
ความคิดเห็นที่ 10
pierra วันที่ : 10/05/2007 เวลา : 13.10 น.
http://www.oknation.net/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...    ธรรมทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง

คุณพุทธสาวก ภาพที่คุณนำมาแสดงในบล็อกผม คือ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ หมายความว่า ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือธรรมที่เป็นผลอาศัยธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่เป็นเหตุก็เป็นเหตุปัจจัยให้ธรรมที่เป็นผลเกิดขึ้น.
ขอบคุณที่ไปสนทนาธรรมที่บ้าน
ความคิดเห็นที่ 9
เสดพีร์ วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 16.09 น.
http://www.oknation.net/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ในใจ *+*

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมครับ
ความคิดเห็นที่ 8
สิงห์หลบใน วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 13.01 น.
http://www.oknation.net/blog/yuth


ดูรูปนี้ละกันว่ามันเหมาะสมหรือไม่ ไม่ต้องบรรยายใช้หลักะรรมคิดเอาเอง
ความคิดเห็นที่ 7
สิงห์หลบใน วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 12.58 น.
http://www.oknation.net/blog/yuth

ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องนำ คำที่พระพุทธองค์ให้ไว้ ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ดึงออกจากจิตใจของมนุษย์ที่ยังพอมีกันอยู่ออกมา ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว ต้องผู้อื่น สังคมและ โลกจึงจะได้ชื่อว่า โลกของเราทุกคน และทุกคนอยู่ในโลกใบนี้ที่มีความสุข ร่วมกัน

อ่านแล้วเข้าใจใช่มั้ยครับว่า พระพุทธองคือยากให้ทุกคนอยู่อย่างเป็นสุข อย่าหลงทางในจุดประสงค์ของพระธรรม ไม่เช่นนั้นมันไม่ใช่แก่นแท้ มันเป็นแค่กะพี้ ธรรมะนะครับไม่ใช่การเมือง
ความคิดเห็นที่ 6
Maruko วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 11.34 น.
http://www.oknation.net/blog/goly

ว้าว เป้นBlog ใหม่ที่เยี่ยมยอดอีกแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
พุทธสาวก วันที่ : 24/04/2007 เวลา : 04.07 น.
http://www.oknation.net/blog/buddhism


25 เมษายน 2550 พระจะออกมาให้ร้อนกันทำไม?ที่หน้ารัฐสภา.........ครับพ่อ
คำถามว่าที่พระท่านออกผิดไหม และที่เรียกร้องให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในแผ่นดินนี้ในฐานะพระสงฆ์สมควรหรือไม่ การเรียกร้อง
ทำให้เกิดความไม่สงบแตกแยกหรือไม่ คำถามเหล่านี้ในฐานะประชาชนและส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธต้องรู้ถึงเหตุการณ์เหล่านี้
การที่พระเดชพระคุณตั้งแต่พระราชาคณะพร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่กับทั้งประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุจำนวนมาก
ต่างออกตากแดด ในช่วงเดือนเมษายน หน้ารัฐสภา โดยปรารถนาให้มีการบัญญัติคำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นช่วงกำลังร่างให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีการบัญญัติไว้แล้ว
จะทำให้ประชากรซึ่งเป็นชาวพุทธจำนวน 95 เปอร์เซนต์ที่ประกาศตนเป็น พุทธ ทั้งใจและทะเบียน ต่างจะได้มีส่วนภาคภูมิใจว่า
แผ่นดินนี้บรรพบุรุษได้ฝากให้ไว้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยตั้งแต่โบราณกาล ดังมีการนำเอาบทพระราชนิพนธ์ต่างๆ
ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามจนถึงรัชกาลปัจจุบันมาประกอบการให้เหตุผลว่า เป็นพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ไทยแต่อดีตกาล
ทั้งผู้ชุมนุมได้นำข้อดีจำนวนมากพร้อมทั้งข้อเปรียบเทียบของประเทศต่างๆที่มีการบัญญัติให้ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ไว้เช่นถ้าเป็นพุทธก็มี ทิเบต ลาว พม่า เขมร
พระเถระยังชี้ให้เห็นว่าการบัญญัติก็ไม่เห็นเป็นเรื่องที่ใช้อ้างเป็นเรื่องแตกแยก กลับกันน่าจะเป็นความภาคภูมิใจเสียมากกว่า เพราะทั่วโลกรู้ว่า ศาสนาพุทธ
ศูนย์กลางการศึกษาอยู่ที่ประเทศไทย เมื่อไม่กี่ปี สหประชาชาติยกย่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาสากลโลก แล้วมองเป็นประเทศเป็นศูนย์การพัฒนาศีลธรรมโดยให้มีการประชุมหลายต่อหลายครั้งในประเทศ
ฝรั่งมังค่าต่างข้ามน้ำข้ามทะเลมาบวชจำนวนมาก และกลับไปพระในประเทศของตนเอง
จนทุกวันนี้วัดไทยในอเมริกามีทุกรัฐ วัดไทยในอังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นเรื่องที่เรากลับไม่เห็นความสำคัญนานาอริยประเทศต่างๆกลับเห็นความสำคัญๆ
ผู้ร่างกฎหมายอ้างแต่จะเพียงแตกแยก ขนาดคนจำนวนหกแสนกว่าคนลงชื่อขอเป็นหลักฐานเป็นกล่องไว้ที่หน้ารัฐสภา
ซึ่งคณะสงฆ์และพุทธบริษัทนำประกอบการพิจารณาให้กับนายประสงค์ สุ่นศิริ พร้อมคณะซึ่งพิจารณาแต่กลับตอบเพียงว่า เดี๋ยวแตกแยก
จริงความแตกต่างไม่ได้หมายถึงแตกแยก เพราะประเทศไทย มีความแตกต่างๆกับประเทศอื่นตรงที่ว่าสังคมเราเป็นสังคมพระพุทธศาสนาที่ถูกหล่อหลอมให้รู้จักรัก
และสามัคคีกันไม่ว่าจะชาติศาสนาใดๆ ที่อยู่ใต้พระบารมีในหลวง ความแตกต่างจึงไม่ได้หมายถึงแตกแยก พระเถระท่านชี้แจงว่า การมีบัญญัติไว้
กลับมีส่วนที่ให้การพัฒนาเมืองไทยมากขึ้นความเสื่อมถอยทางศีลธรรมมีมากขึ้นส่วนหนึ่งเพราะรัฐไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการนำหลักธรรม
แต่ถ้ามีการบัญญัติ ก็เหมือนมีหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องนำหลักธรรมไปสู่ประชาชนเพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลทำตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะทำให้ประชาชน
มีหลักธรรมเป็นหลักปฎิบัติ ดังที่ในหลวงของเราต้องมีปฐมในพระราชปฎิธานว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์มหาชนชาวสยาม
ดังนั้นการที่พระออกมาคนเข้าใจว่าจะวุ่นวาย น่าจะคิดใหม่ว่า พระและฆราวาสโดยเฉพาะผู้สูงอายุต่างๆกำลังทำบุญให้กับประเทศตอบแทนบรรพบุรุษและแผ่นดิน
และถือเป็นการออกมาช่วยสังคมที่กำลังเน่าสนิททางศีลธรรมให้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ถ้าระบุชัดว่าแผ่นดินนี้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในเมื่อพระพุทธศาสนา
เป็นศาสนาแห่งสอนคนทำดี ละชั่ว ทำใจให้ผ่องแผ้ว สอนให้รักตน รักสังคม รักประเทศชาติ และพอเพียง และที่สำคัญจะได้แก้ปัญหาคอรัปชั่นที่ฝังรากกับนักการเมืองไร้ศีลธรรม
ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะถือว่าคนที่เข้ามาทำงานการเมืองรักษาปฏิบัติตามกฎหมายที่ว่าต้องมีธรรมในพระพุทธเจ้าแสดงว่า ถ้าคิดจะมารับใช้ประชาชนต้องมีคุณธรรมและศีลธรรม
เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าพัฒนาประเทศก็มีหลักธรรมควบคู่กันไป เหมือนอย่างที่เคยเที่ยวสอนนักเรียนว่า ความรู้คู่คุณธรรม
ดังนั้นพิเคราะห์การที่พระและฆราวาสต่างๆออกมาในช่วงเวลามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่าเหมาะสม และสมควรแห่งเวลา
ชาวพุทธไม่ได้ออกมาก็อย่าเที่ยวตำหนิพระเลยเดี๋ยวจะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ มือไม่พายก็อย่าขัดบุญของแผ่นดินเลย เขาทำเพื่อเขาก็หาไม่ดูสภาพแต่ละคนแล้ว แก่สนิทออกอย่างนั้น
แต่เขาทำเพื่อลูกหลานของเราที่จะได้มีศีลธรรมและมีการพัฒนาธรรมะ สืบต่อไปช่วงลูกหลาน ลูกหลานจะได้ไม่ว่าว่า ไม่รักษาให้เลยนะ พ่อ
ฉะนั้นคนร่างรัฐธรรมนูญกลัวว่าแตกแยก อย่ากลัวเลยครับ ถ้าแตกแยกมันแตกแยกไม่นานแล้ว ไม่บัญญัติก็ทำให้แตกแยกได้ คนพุทธไม่โหดหรอก แต่ที่เราบัญญัติ
เป็นแสดงจุดยืนในการให้รัฐบริหารประเภทให้ตรงปัญหา คือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีการพัฒนาศีลธรรมกับคนในสังคมด้วย
การบัญญัติจึงไม่น่าเสียหายกับมีผลดีมากขึ้น ท่านว่าไหม
ข้อคิดจาก อ,ธเนศ อุ่นศิริ ประธานชมรมเวบพระพุทธศาสนา ผู้ดำเนินรายการ สิ่งดีๆวันนี้ วิทยุอินเตอร์เนต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ความคิดเห็นที่ 4
พุทธสาวก วันที่ : 20/04/2007 เวลา : 07.25 น.
http://www.oknation.net/blog/buddhism


พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย

นับแต่ประเทศไทยได้มีประวัติศาสตร์ที่มีต่อเนื่องชัดเจนเป็นของตนเอง ชนชาติไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาสืบต่อกันมาโดยตลอด กิจการและเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มากมายในบ้านเมืองเป็นเรื่องราวของพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับวัดวาอาราม หรือมิฉะนั้นก็ผสมผสานกับคติทางพระพุทธศาสนา กล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของชาติไทยเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา จนมีคำขวัญที่ถือกันมาถึงยุคปัจจุบันว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันเป็นความหมายที่แสดงโดยสีทั้งสามของธงไตรรงค์ซึ่งเป็นธงชาติของไทย และเป็นเครื่องยืนยันถึงการได้ถือว่า ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ทั้งสามนั้น เป็นสถาบันหลักของประเทศที่ดำรงอยู่คู่เคียงกันโดยเฉพาะศาสนานั้นย่อมหมายถึง พระพุทธศาสนา

ดังหลักฐานจากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงออกแบบธงไตรรงค์ ได้กำหนดไว้ให้สีธงแต่ละสี เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันทั้งสามว่า๑

ขอร่ำรำพรรณบรรยาย
ความคิดเครื่องหมาย
แห่งสีทั้งสามงามถนัด
ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสคิ์
หมายพระไตรรัตน์
และธรรมคุ้มจิตไทย
แดงคือโลหิตเราไซร้
ซึ่งยอมสละได้
เพื่อรักษะชาติศาสนา
น้ำเงินคือสีโสภา
อันจอมราชา
ธ โปรดเป็นของส่วนองค์
จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์
จึ่งเป็นสีธง
ที่รักแห่งเราชาติไทย
ทหารอวตารนำไป
ยงยุทธ์วิชัยวิชิตก็ชูเกียรติสยาม ฯ


จากกลอนที่พระองค์แต่งว่าขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสคิ์หมายพระไตรรัตน์และธรรมคุ้มจิตไทย สถาบันศาสนานี้จึงเป็นพุทธศาสนา การถือว่า พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่บ้านคู่เมืองนี้ ได้เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงสร้างวัดและชักชวนชาวสุโขทัยให้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เมื่อพระภิกษุสงฆ์มีจำนวนมากขึ้น ชาวเมืองก็ร่วมใจกันสร้างวัดถวายเพื่อให้เป็นที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์ ชาวเมืองสุโขทัยล้วนเป็นคนใจบุญ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดในคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้ชาวเมืองสุโขทัยอยู่ในกรอบขนบธรรมเนียมของบ้านเมือง ปกครองง่าย มีเหตุมีผล การสร้างวัดในสมัยสุโขทัยนอกจากจะเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์แล้ว ยังเป็นที่ประชุมนัดหมายของชาวบ้านในกิจการต่าง ๆ อีกด้วย เช่น การตัดสินคดีความของชาวบ้านที่มีกรณีพิพาทกัน พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเชื่อมั่นในหลักพุทธธรรมและทรงปฏิบัติคล้อยตามความต้องการของคนส่วนมาก เมื่อถึงฤดูการ เซ่น ไหว้ บวงสรวง เป็นต้น พระองค์ก็ทรงปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อผลทางจิตใจ ซึ่งทำให้การปกครองสมัยพระองค์ราบรื่นด้วยดี มีระเบียบเรียบร้อย มีความสมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เกิดเอกภาพ จนทำให้ประชาราษฏร์เรียกพระองค์ว่า “พ่อ” นอกจากนี้พระองค์ยังได้สร้างแท่นหินไว้เป็นที่ประทับนั่งและนำไปไว้ในท่ามกลางดงตาลมีชื่อว่า “พระแท่นมนังคศิลา” ในวันธรรมสวนะก็จะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาเทศนาสั่งสอนประชาชน เป็นการให้ประชาชนได้ซาบซึ้งในรสพระพุทธธรรมตั้งตนอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ส่วนวันใดที่มิใช่เป็นวันธรรมสวนะ พระองค์จะทรงออกว่าราชการอบรมพลเมืองด้วยพระองค์เอง ทำให้ประชาชนได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์เหมือนพ่อกับลูกฉะนั้น เราจึงมักจะพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า... “คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อเข้าพรรษาทุกคน …”

และนอกจากนี้แล้วจะเห็นได้จากหลักฐานที่สำคัญยิ่งคือพระราชดำรัสขององค์พระมหากษัตริย์ไทยในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งจะขออัญเชิญมาพอสังเขป คือในคราวที่คณะฑูตพิเศษของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศษเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา แจ้งการที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสอัญเชิญพระองค์ให้เข้ารีตเป็นคาทอลิก พระองค์ได้มีพระราชกระแสรับสั่งตอนหนึ่งว่า“พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในราชวงค์ของเราก็นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้เป็นการยากอยู่ และถ้าพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสร้างดินจะต้องการให้คนทั่วโลกได้นับถือศาสนาอันเดียวกันแล้ว พระเจ้ามิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ”

-
ในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช พระเจ้ากรุงธนบุรี ณ วัดอรุณราชวราราม มีคำจารึกว่า

อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก
ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา
ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา
แด่พระศาสดาสมณะพระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วนห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม
เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม
ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา
คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า
ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา
พุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา
พระศาสดาฝากไว้ ให้คู่กัน

เมื่อขึ้นต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงประกาศพระราชปณิธานในการเสด็จขึ้นครองราชย์ว่า๑

ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขัณฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปิยะมหาราช ก็ได้ทรงแสดงน้ำพระทัยของพระองค์ต่อพระพุทธศาสนา ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึง เซอร์ เอดวินอาร์โนลด์ ผู้แต่งหนังสือประทีปแห่งทวีปอาเชีย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ความตอนหนึ่งว่า

“พระราชบิดาของฉัน ได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ในการศึกษาและคุ้มครองศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ขึ้นครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาที่จะเป็นนักศึกษาอย่างพ่อฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่าง ๆ สนใจที่จะคุ้มครองศาสนาของเราและต้องการให้มหาชนทั่วไปมีความเข้าใจถูกต้อง”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๖ ได้มีพระราชดำรัสมากมายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ดังตัวอย่างที่ปรากฏในพระบรมราโชวาทเรื่องเทศนาเสือป่าตอนหนึ่งว่า

“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา….. ศาสนาในสมัยนี้เป็นของที่แยกจากชาติไม่ได้… เป็นความจำเป็นที่เราทั้งหลายผู้เป็นไทย จะต้องมั่นอยู่ในศาสนา พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา” เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะช่วยกันบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา อย่าให้เสื่อมสูญไป การที่บำรุงพระพุทธศาสนาเราต้องรู้สึกก่อนว่า หลักของพระพุทธศาสนาคืออะไร”

“เราจะถือว่า เราเป็นไทยด้วยกันหมด เราจะต้องรักษาความเป็นไทยของเราให้ยั่งยืน เราจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ถาวรวีวัฒนาการ อย่างที่เป็นมาแล้วหลายชั่วโคตรของเราทั้งหลาย”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสในโอกาสเสด็จออกทรงผนวช เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ว่า๑ “โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของเรา ทั้งตามความศรัทธาเชื่อมั่นของข้าพเจ้าเองก็เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจจธรรมคำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยู่ว่าถ้ามีโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรจะได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี ซึ่งจัดเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมด้วย และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช ก็ล่วงมากว่าสิบปีแล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทำตามความตั้งใจไว้นั้นแล้วประการหนึ่ง…. จึงได้ตกลงใจที่จะบรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดือนนี้”

พระราชดำรัสทั้งหลายที่ได้อัญเชิญมานี้ เป็นพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ที่ทรงความสำคัญยิ่ง หลายพระองค์หลายยุคหลายสมัยได้ตรัสไว้ในทำนองเดียวกัน จึงเป็นหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่บรรพบุรุษของเราได้ยอมรับนับถือเป็นศาสนาประจำชาติและเป็นสถาบันหลักของชาติสืบเนื่องติดต่อกันมา พระมหากษัตริย์ไทยมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จนทำให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นที่พึ่งทางใจของคนไทยมาโดยตลอด สามารถที่จะแบ่งเป็นสมัยต่าง ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญที่ชัดเจนได้ดังนี้



เมื่อกลองรัว ธงสบัด เลือดพิทักษ์ฉีด อดเสียไม่ได้ที่ต้องหวนรำลึกถึงบรรพชนที่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนายิ่งกว่าสิ่งใด
ความคิดเห็นที่ 3
พุทธสาวก วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 00.47 น.
http://www.oknation.net/blog/buddhism


ทางแห่งความเจริญ

วิธีสร้างความยากจน หรือวิธีทำลายอนาคตเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า
ก. ความจนเป็นทุกข์ในโลก ความเป็นหนี้เป็นทุกข์การเสียดอกเบี้ย การถูกทวงหนี้ก็เป็นทุกข์ในโลก (ฉัก.อัง.)
ข. วิธีสร้างความยากจน ความเสื่อมในชีวิต ทำลายอนาคตไม่ยาก มีดังนี้
1. เป็นนักเลงหญิง นักเลงเหล้า ติดสิ่งเสพติด นักเลงหัวไม้
2. เป็นนักเที่ยวกลางคืน
3. เป็นนักเที่ยวดูการเล่นสนุกสนานจนเกินประมาณ
4.ชอบเล่นการพนัน
5. คบคนชั่วเป็นเพื่อน(พระพุทธเจ้ามักพูดเรื่องนี้บ่อยๆเพราะ คนเรามักจะเป็นไปตามสภาพแวดล้อม)
6. เกียจคร้านในการเรียน ในการทำงาน (ปาฏิ.ทีฆ.จตุก.อัง)

การคบเพื่อน ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดในชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ดูคนว่า คนไหนควรคบ คนไหนไม่ควรคบไว้มากแห่ง โดยเฉพาะคนที่ไม่ควรคบ เช่น 1. คนหลอกหลวง คิดเอาจากเพื่อนข้างเดียว
2. ดีแต่พูดพึ่งพาไม่ได้
3. ประจบ เอาใจ คล้อยตามทุกอย่าง ต่อหน้ายกย่องลับหลังนินทา
4. ชักชวนในทางเสียหาย เช่น ชวนให้ดื่มให้เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิง หรือ
1. ชอบพูดปด 2 เย่อหยิ่ง 3. พูดมาก 4. ขี้อวด 5. ยกตนเอง 6. เป็นคนโลเล (ฉัก.อัง.)
เมื่อคบคนที่มีลักษณะอย่างนี้ คนคบก็จะเป็นไปตามด้วย (ปาฏิ.ที.)

ส่วนคนที่ควรคบนั้นนอกจากมีลักษณะตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ควรคบแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้
1. คนให้ความช่วยเหลือ
2. คนร่วมทุกข์ร่วมสุข
3. คนแนะนำแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์
4. คนมีความรัก(รักในที่นี้คือรักที่ต้องการให้คนอื่นดีมีความสุขอะไรประมาณนี้ ... ..

-. ลักษณะคนดี คนเลว พระพุทธเจ้าตรัส ลักษณะของคนดี ไว้ 7 ประการคือ
1. รู้เหตุ 2. รู้ผล 3. รู้จักตน รู้จักหน้าที่
4. รู้จักประมาณในการต่างๆ เช่น ในการพูด ในการกิน ในการใช้จ่ายในการเงิน ในการนอน เป็นต้น
5. รู้จักใช้เวลาให้ถูกกับภาวะนั้นๆ
6. รู้จักสังคม แล้วทำตนให้เข้ากับเขาได้ เว้นแต่สังคมคนเลว
7. รู้จักบุคคลว่า คนนี้เป็นอย่างนี้ ควรคบ คนนั้นมีนิสัยอย่างนั้น ไม่ควรคบเป็นต้น
(สัต.อัง.)

ลักษณะของคนชั่วนั้น นอกจากจะมีลักษณะดังกล่าวแล้วในเรื่องเพื่อน ยังมีอีก คือ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว
(ติก.อัง.) และยังมีที่ร้ายแรงอีก คือ
1. ฆ่าผู้หญิงได้ 2. ชอบเป็นชู้เขา 3. ประทุษร้ายเพื่อน
4. ฆ่าพระได้(ฟึงรู้ว่าการทำร้ายพระสงฆ์นั้นเป็นบาป 1 ใน 5 ที่ร้ายแรงมากนะครับ)
5. เห็นแก่ตัวจัด (ชา.ขุ) ... ..
-พระพุทธเจ้า ทรงแสดงลักษณะของการอยู่ร่วมของฆราวาสนอกจากที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 7 ยังทรงแสดงหลักการอื่นอีกคือ
1. มีสัจจะต่อกัน 2. มีความข่มใจ ข่มอารมณ์
3. อดทน 4. เสียสละ (ส.สัง.) และ 1. เป็นคนเรียบร้อย 2. มีหลักใจ 3. ไม่ประมาทในชีวิต ในวัย เป็นต้น
4. ฉลาด 5. ถ่อมตน 6. ไม่ตระหนี่ 7. สงบ 8. สุภาพ พูดดี (ชา.ขุ) ยังมีอีก ข้อนี้ เรียกว่า ฆราวาสธรรม
ส่วนบรรพชิตธรรมนั้น ทรงแสดงว่า ภิกษุต้องปฏิบัติพระวินัย คือ ศึล 4 มี
1. ปาฏิโมกขสังวร 2. อินทรียสังวร 3. อาชีวปาริสุทธิ และ 4. จตุปัจจเวกขณะ และ
1. สำรวจกาย วาจา 2. พอใจในธรรม 3. มีใจมั่นคง อดทน 4. ไม่เอิกเกริกเฮฮา 5. รู้จักพอ (สันโดษ) (ชา.ขุ) ... .. .

เรื่องความสำเร็จ ในชีวิตนั้นใครก็ต้องการพระพุทธเจ้าตรัสวิธีการที่จะให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเรียกว่า อิทธิบาท คือ วิธี ให้ถึงความสำเร็จดังนี้
1. มีฉันทะ คือ ความชอบพอใจในสิ่งนั้นๆ 2. วิริยะ มีความขยันหมั่นเพียรในการทำสิ่งนั้นๆ
3. จิตตะ สนใจ ไม่ทอดทั้งในการทำสิ่งนั้นๆ 4. วิมังสา มีการวิจัยวิจารณ์ แล้วรวบรวมเป็นหลักฐานไว้ เพื่อการส่งเสริมและแก้ไข (ปาฏิ.ที.) เมื่อปฏิบัติได้ครบทั้ง 4 อย่างนี้ ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอนในสิ่งที่ตนพอใจ ... .. .

-หน้าที่ของพ่อแม่ ที่ต้องปฏิบัติต่อลูก เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่ามีหลายอย่าง เช่น
1. ไม่ให้ทำชั่ว 2. ให้ทำความดี 3. ให้การศึกษา 4. หาภรรยาที่ดีให้ 5. มอบมรดกให้ (ปาฏิ.ที.)
และให้ความรัก ความหวัง ความปรารถนาดี ... .. .

-หน้าที่ของลูก ที่ต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
1. มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ เลี้ยงพ่อแม่ 2. ช่วยทำธุรกิจของพ่อแม่ 3. สร้างและรักษาชื่อเสียงแก่วงศ์สกุล 4. ทำตัวดี ควรแก่การรับมรดก 5. บำเพ็ญกุศลอุทิศให้พ่อแม่ผู้ล่วงลับ (ปาฏิ.ที.) ... .. .

-หน้าที่สามี ปฏิบัติต่อภรรยา เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า
1. ยกย่องว่าเป็นภรรยา 2. ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม 3. มีความซื่อสัตย์ 4. มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้
5. ให้เครื่องแต่งตัว (ปาฏิ.ที.) ... ..

-หน้าที่ภรรยา ปฏิบัติต่อสามี เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า 1. จัดงานในบ้านดี 2. สงเคราะห์คนของสามีดี (โดยมากภรรยามักรังเกียจญาติของสามี พอใจต้อนรับแต่ญาติตน) 3. มีความซื่อสัตย์
4. รักษาทรัพย์สินที่สามีหาได้และมอบให้ดูแล 5. ขยัน (ปาฏิ.ที.) ... ..

-หน้าที่ของนายจ้าง ควรปฏิบัติกับลูกจ้าง เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า 1. ให้ลูกจ้างทำงานควรแก่กำลังและความรู้ความสามารถ 2. ให้อาหารและรางวัลตามควรแก่งาน (สมัยโน้นไม่มีการให้ค่าจ้างรายวันรายเดือนเหมือนเดี๋วยนี้) 3. รักษาพยาบาลเมื่อลูกจ้างเจ็บไข้ 4. ให้รางวัลพิเศษเมื่อทำงานดี

5. ให้ลูกจ้างพักตามเวลาอันควร (ปาฏิ.ที.) ... .. .

หน้าที่ลูกจ้าง ควรปฏิบัติกับนายจ้างเรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงดังนี้
1. ขยัน ทำงานก่อนนายจ้าง 2. เลิกทำงานหลังนายจ้าง 3. ซื่อสัตว์ต่อนายจ้าง 4. ทำงานดี
5. สรรเสริญนายจ้าง (ปาฏิ.ที.) (โดยมากลูกจ้างมักนินทานายจ้าง) ...

- หน้าที่ของครูอาจารย์ ที่ควรกระทำกับศิษย์ ทรงแสดงไว้ดังนี้
1. แนะนำดี ด้วยเมตตาจิต 2. สอนดี ด้วยความตั้งใจดี 3. สอนวิทยาการโดยสิ้นเชิง ไม่ปิดบัง
4. ยกย่องศิษย์ 5. ช่วยเหลือศิษย์มิให้มีอันตราย (ปาฏิ.ที.) ... .. .

.- หน้าที่ของศิษย์ พึงปฏิบัติต่อครูอาจารย์ทรงแสดงไว้ดังนี้ 1. มีความเคารพนับถือครูอาจารย์
2. ช่วยทำธุรกิจของท่าน 3. เชื่อฟังท่าน 4. มีความกตัญญูกตเวทีในท่าน
5. เล่าเรียนด้วยความตั้งใจ (ปาฏิ.ที.)

นอกจากนี้ยังทรงแสดงหน้าที่อันจะพึงปฏิบัติต่อกันในระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ผู้ใหญ่กับผู้น้อย พลเมืองกับบ้านเมืองเป็นต้น อีกมาก ... .. .
คุณสมบัติของหัวหน้า ทรงแสดงไว้มาก เช่น
1. มีความอดทนต่อความลำบากกาย ใจ ต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นต้น
2. ตื่นตัวกับเหตุการณ์ เตรียมตัว ไม่ประมาท
3. ขยันทำงาน 4. จำแนกเหตุการณ์ได้ถูกต้อง รู้จักแบ่งงาน แบ่งบุคคล ให้ทำงานได้เหมาะสม
5. มีความเมตตา 6. สอดส่องตรวจตราติดตามงาน (ฉัก.อัง.) และ
1. สามารถในการหาข้อมูลของปัญหานั้นๆ 2. สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ (จตุก.อัง.) และ
1. สงเคราะห์ประชาชน 2. สร้างมิตรภาพกับผู้อื่น 3. รู้จักพูด 4. ใจกว้างโอบอ้อมอารี 5. เป็นผู้นำเขา
(ปาฏิ.ที.) และ 1. องอาจ ฉลาด 2. คงแก่เรียน 3. เอาธุระหน้าที่ดี 4. มีหลักธรรมประจำใจและมีหลักในการทำงาน 5. เป็นผู้มีใจประเสริฐ 6. เป็นสัตบุรุษ 7. เป็นผู้มีปัญญา มีความคิด ความริเริ่มดี (ธ.ขุ.) เหล่านี้ เป็นต้น ... .. .

ความคิดเห็นที่ 2
พุทธสาวก วันที่ : 18/04/2007 เวลา : 00.11 น.
http://www.oknation.net/blog/buddhism



เราได้อะไรจากการรู้พระพุทธศาสนา
พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยความเป็นไปแห่งธรรมชาติที่พอสรุปที่มาและเนื้อแห่ง
สาระได้ดังนี้
๑.) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็น พุทธภาวะ หรือ พุทธธาตุ หมายถึงประสบการณ์ทางจิตชั้นสูง ที่บุคคลผู้สามารถเข้าถึงเกิดความสว่างด้วยความรู้ระดับญาณ เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส มีความสงบสุขปราศจากความวุ่นวายใดๆ หรือที่เรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ ตามหลักไตรสิกขาที่ถือว่าเป็นผลจากการปฏิบัติโดยมีปรัญชาพุทธเป็นประทีปนำทาง
๒.) พุทธศาสนาในฐานะเป็นปรัชญา เช่นที่ปรากฏเนื้อหาอยู่ในพระสูตร และพระอภิธรรมในพระไตรปิฎกในส่วนที่ว่าด้วยปัญหาพื้นฐาน 4 ประการเกี่ยวกับชีวิต โลก จักรวาล เป็นคำตอบปัญหาที่ว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตอยู่ที่ไหน เป้าหมายสูงสุดของชีวิตและวิถีทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นคืออะไร ปรัชญาพุทธเป็นความจริงสูงสุดที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบจากกฎธรรมชาติที่ใช้สอนบรรพชิตและฆราวาสให้ยึดถือปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตขึ้นสู่ระดับโลกุตตรปัญญา
๓.) พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นระบบจริยธรรม ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาของปรัชญาที่กล่าวถึง คุณค่า ความดีความงาม ความถูกต้อง ความเจริญ ความเสื่อม ว่าด้วยหน้าที่ที่จะนำไปปฏิบัติต่อตนเองและต่อสังคม เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเพื่อให้มนุษย์มีการดำเนินชีวิตที่ดีงาม เป็นพุทธจริยธรรมสำหรับผู้ครองเรือน เป็นคำสอนในระดับโลกียธรรม
๔.) พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาพื้นฐาน หมายถึงการเคารพนับถือพระรัตนตรัยและสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระรัตนตรัยในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
๕.) พุทธศาสนาในฐานะเป็นสถาบันแห่งชาติ หมายถึงพุทธบริษัทและองค์กรต่างๆ ของพุทธบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษา ปฏิบัติ บริหาร และเผยแผ่ พระธรรมที่เป็นพุทธปรัชญาและพุทธจริยา เช่น สถาบันสงฆ์ วัดวาอาราม พุทธสมาคม ตลอดจนสถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เช่น มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นต้น
และมีคุณลักษณะ ที่สำคัญคือ
๑. เป็นความสามารถเปิดเผยสภาวะลักษณะที่แท้จริงของสิ่งนั้น ๆ ได้
๒. เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ปราศจากอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
๓. เป็นความรู้ขั้นโลกุตตระและขั้นปรมัตถ์
๔. เป็นความรู้ขั้นญาณทัสสนะ จนสิ้นสงสัยในสิ่งทั้งปวง
๕. เป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดความสุข สงบและการรู้แจ้งถึงที่สุด

ประโยชน์เมื่อรู้พระพุทธศาสนาจะได้ทั้งประโยชน์ในปัจจุบัน หมายถึง ชีวิตที่ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะหลีกหนีจากสังคมไม่ได้ เพราะบุคคลเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม จำเป็นจะต้องมีปัจจัยอันเป็นที่อาศัยสำคัญอยู่ 4 อย่าง คือ ที่อยู่อาศัยอันได้แก่บ้านเรือนรวมทั้งสถานที่ตั้งอาหาร เพื่อรับประทานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันหนาวร้อน หรือป้องกันสัตว์รบกวน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีหิริโอตตัปปะและเจริญดีแล้ว โดยพ้นจากความป่าเถื่อนและมียารักษาโรค เพื่อบำบัดความเจ็บไข้หรือเพื่อใช้ปฐมพยาบาลรักษาก่อนที่จะพบแพทย์หรือพยาบาล นอกจากนี้จะต้องมีการแสวงหาทรัพย์สมบัติเพื่อสร้างฐานะหรือเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างเกียรติยศชื่อเสียงในทางสังคม จนถึงเพื่อความมั่นคงทางครอบครัว เพราะการจะมีความสุขให้ยิ่งๆขึ้นไปหรือสมบูรณ์ได้ ฐานะทางครอบครัวมั่นคง มีเศรษฐกิจดีพอสมควร จึงจะเป็นสุขสบาย ถ้าฐานะไม่มั่นคง เศรษฐกิจบกพร่อง ความรู้ด้อยอยู่ ครอบครัวจะมั่นคงได้ยาก ปัญหาความทุกข์ยากทางครอบครัวก็จะตามมา การสร้างประโยชน์ในปัจจุบันในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ได้แก่ มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รรักษาทรัพย์ที่ประกอบอาชีพได้มา คบกัลยาณมิตร และเลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะไม่สุรุ่ยสุร่ายจนเกินฐานะของตน
รู้พระพุทธศาสนา:ซึ่งว่าแนวทางจะได้ผลในอนาคต
การสร้างประโยชน์ในเบื้องหน้าหรืออนาคต หมายถึง ประโยชน์ที่จะพึงเกิดในอนาคตหรือประโยชน์ที่สูงกว่าปัจจุบัน อันเป็นประโยชน์ในทางคุณธรรม จริยธรรม มักจะเป็นคุณค่าในทางศาสนา อันเป็นคุณค่าที่ส่งเสริมชีวิตให้ดีขึ้น เป็นการสร้างคุณธรรมภายใน เป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ เพื่อช่วยสร้างเสริมเกื้อหนุนคุณภาพชีวิตให้มีคุณค่าสูงขึ้นจำเป็นจะต้องประพฤติในเบญจศีล หรือในอริยทรัพย์ 7 ประการ มีศรัทธาเป็นต้น หรือมีศรัทธามั่นคงในคำสอนของศาสนานั้นๆ ที่ตนนับถือ เพราะคุณธรรมของแต่ละศาสนาเมื่อประพฤติได้ ย่อมเป็นเสมือนเครื่องประดับภายในให้บุคคลมีคุณค่าสูงขึ้น เช่น เป็นบุคคลที่น่ารักน่านับถือ น่าบูชา น่าเคารพกราบไหว้ในปัจจุบัน เมื่อสิ้นชีพไป ยังได้รับการเคารพนับถือบูชาจากผู้อยู่ข้างหลังเสมอ ที่กล่าวกันเสมอว่า ผู้มีคุณความดีย่อมมีคนเคารพ รัก นับถือ บูชา แม้เทวดาก็ยังบูชาในโลกนั้นๆ


รู้พระพุทธศาสนา:เป็นศาสนาที่สร้างแก่นแห่งชีวิต
ประโยชน์อันเป็นสาระแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต เพื่อให้มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความเบาใจ สุขใจ มีจิตใจผ่องใส มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะจิตไม่ขุ่นมัว จิตสงบและจิตบรรลุนิพพานในที่สุด โดยยึดหลักไตรสิกขาหรืออริยมรรคเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติ จัดเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะต้องหวังได้ เพราะเป็นสุขที่สิ้นทุกข์อย่างแท้จริง เป็นโลกุตตรสุข นิรามิสสุข เป็นความสุขนิรันดร เพราะผู้ประสบจะไม่กลับมาเกิดอีก จัดเป็นความสุขของพระอริยบุคคล เช่น พระอรหันต์ทั้งหลายและของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความสุขประเภทนี้บางทีเรียกว่า อสุขนิยม อันเป็นความสุขทางจิต อันพร้อมด้วยปัญญาและวิมุตติ เพราะสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้อาจจะเรียกว่า วิมุตติสุข ก็ได้ เพราะสามารถพ้นจากกิเลสาสวะทั้งปวงได้
ความสุขเพราะความสงบ ความหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา มานะ ทิฐิ อวิชชา ได้จริงพ้นจากเครื่องร้อยรัด เครื่องผูกพันทางจิตใจได้เด็ดขาด ที่เรียกว่า วิมุตติสุข
ความสุขเพราะอาศัยปัญญาที่ถูกต้อง เพราะการรู้ทั่วถึงโดยแทงตลอด ไม่ยึดติดอยู่ในวัตถุหรือในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ไม่เป็นจริง เช่น รู้แจ้งในไตรลักษณ์ ได้แก่ การเห็นแจ้งในลักษณะ3ประการคือ มีความเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายเป็นสิ่งที่มีรูปร่างที่แน่นอนย่อมไม่มี จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมเหล่านั้น ดังพระวจนะว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ สภาพธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ความสุขประเภทนี้จัดเป็นบรมสุข โลกุตตรสุขอันเป็นสุขอย่างยิ่ง จัดเป็นปรมัตถสุข สุขสูงสุด

บทสรุปร่วมกันในบทความเรื่อง เราได้อะไรจากการรู้พระพุทธศาสนา โดย ทนายธเนศ อุ่นศิริ ทนายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ความคิดเห็นที่ 1
tanatach วันที่ : 17/04/2007 เวลา : 23.56 น.
http://www.oknation.net/blog/tanatach
การเมืองเรื่องใกล้ตัว  แต่ขอมองอย่างธนธัช // Tanatach  Kosirisant

ศาสนาพุทธ...คำสอนของพระพุทธองค์เป็นสัจจธรรม ที่เข้าใจได้ไม่ยาก...............แต่เรากำลังสอนศาสนาประจำชาติของเราให้มันยุ่งยากทำให้มันเข้าใจยาก
....พระส่วนใหญ่ยังพูดแต่เรื่องบุญ....เน้นแต่การทำบุญ จนบางครั้งละเลยคำสอนของพระพุทธองค์ไป
ธนธัช
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30