• นายบูลล็อค
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : liren99@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 10038
  • จำนวนผู้โหวต : 21
  • ส่ง msg :
more
Bullock2981
ประสพการณ์ตัวเองจาก "ลิงอิช" มาเป็น English และเรื่องสัพเพเหระคดีต่าง ๆ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bullock2981
วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน 2551
ผลการทดลองทำการสอนการพูดภาษาอังกฤษ ให้พูดได้คล่อง คิดได้ไว และพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติภายใน ๓ วัน
Posted by นายบูลล็อค , ผู้อ่าน : 695 , 21:47:15 น.  
พิมพ์หน้านี้


นี่ไม่ได้ป็นการโฆษณา เพราะโครงการนี้ เป็นเพียงการทดลองกับนักเรียนจีน ในประเทศจีนในสองปีที่ผ่านมา และยังไม่มีโครงการจะเปิดรับนักเรียนใหม่อีก แต่ไม่ขอสงวนสิทธิ์ถ้าคุณครูท่านใด สนใจจะนำแนวความคิดนี้ไปทดลองทำดู

ปัญหาในการสอนการพูดภาษาอังกฤษให้กับคนที่ทำงานแล้ว

คนที่ทำงานแล้ว มักจะไม่สามาเรียนได้เกินสัปดาห์ละ ๒ ถึง ๓ วัน หรือเฉพาะวันเสาร์หรืออาทิตย์เท่านั้น  กว่าจะเลิกงานก้เหนื่อย สมองล้ากันหมด สมาธิไม่มี

ที่ยิ่งแย่คือ หลังจากความคึกคักในสองสัปดาห์แรก ๆ แล้ว ก็เริ่มจะมีการมาสายมั่ง ขาดเรียนมั่ง ไม่ฝึกต่อที่บ้านมั่ง ทำให้ แทบทุกครั้งที่กลับมาเรียน ก็แทบจะไม่เหลือความรู้ หรือทักษะที่ได้เรียนไปก่อนหน้านั้นแล้ว คนโต ๆ กันทั้งนั้น จะทำโทษยังไงก้ไม่ได้  หนัก ๆ เข้าพาลเลิกมาเรียนเลย  แล้วก็สรุปว่า "ครูสอนไม่ได้ผล"

ปัญหาในการสอนการพูดภาษาอังกฤษให้กับเด็กนักเรียน และนักศึกษา

เป้าหมายของทั้งนักเรียน และผู้ปกครองมักจะอยู่ที่คะแนนสอบ  การออกข้อสอบของคุณครูก็จำเป็นต้องดำเนินตามหลักสูตรของโรงเรียน หรือของกระทรวงศึกษาธิการ  หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการก้มักจะเขียนแบบเล่นซ่อนหากับนักเรียน  ครูก้ออกข้อสอบทำนองเดียวกัน ว่า "ฉันจะออกอะไรที่พวกเธอคงจะตอบไม่ได้กัน" เป็นหลัก เอาความยุ่ง และความยากเป็นสรณะของการจัดหลักสูตร และการสอบ แทนที่จะมองดูการใช้งานจริง และขบวนการธรรมชาติในการเรียนรู้ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาพูด  สำหรับนักเรียนจีนปริญญาตรี ต้องท่องศัพทืกันราว 3000 คำเพื่อเตรียมสอบ ภาษาอังกฤษระดับ ๔ เพือการรับปริญญาตรี  ส่วนคนที่ต้องการจะเรียนต่อปริญญาโท ต้องผ่านระดับ ๖ ต้องท่องศัพท์กันราว 6000 คำขึ้นไป

การเรียน และการสอนเพื่อการสอบทั้งในประเทศไทย และในประเทศจีนก้ล้วนแต่มีสภาพเหมือนการออกหวยให้นักเรียนแทงหวยกัน ใครบังเอิญได้ท่องสิ่งที่ออกข้อสอบก้โชคดีไป  แต่ต่อให้สอบได้ 100 คะแนนก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ดี

แต่ว่าวิธีการสอนแบบนี้สะดวกดี สำหรับประเทศที่ความจริงแล้ว ครูส่วนมากก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน ก้เอาตำรามาเล่นซ่อนหากับนักเรียน แล้วก็รับเงินเดือนกันไป แต่ละเดือน

การทดลงสอนให้พูดภาษาอังกฤษได้ภายใน สามวัน

นักเรียนที่มาสมัครจะต้องทำการตกลงกันก่อนว่า จะไม่ถือสา หรือรังเกียจ การกลับไปใช้ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ ในตอนต้น ๆ  มิฉะนั้นก้จะไม่ให้สมัคร ในกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่ม จะมีนักเรียนเพียง ๖ คนเท่านั้น  การเรียนจะดำเนินทั้งวัน วันละ ๗ ชั่วโมงรวมเป็นเวลา ๒๑ ชั่วโมงในสามวันติดต่อกัน เริ่มตึ้งแต่เช้าเวลา ๙.๐๐ น. มีการพัก ๑๕ นาทีในทุก ๆ ชั่วโมง และ พักเที่ยง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง  ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้นักเรียนเหนื่อยล้าจนเกินไป

เมื่อเริ่มต้น นักเรียนจะได้รับแจกหนังสือ ที่มีแต่ภาพชุดละ ๙ ถึง ๑๒ ภาพในแต่ละหน้า  ครูก็จะเริ่มด้วยการให้นักเรียนมองที่ปากของครู ฟังด้วยความตั้งใจ และออกเสียงตามที่ครูพูด  เน้นว่า ให้มองปากของครู  มือห้ามจับปากกาดินสอ ห้ามจดบันทึกอะไรทั้งนั้น ให้มุ่งสมาธิที่สายตา และที่หูในการฟัง แล้วก้ออกแบบเรียนแบบครู 

นี่เป็นวิธีที่เด็กหัดพูดตามพ่อแม่  ไม่ต้องมีการสะกดคำ  ไม่ต้องมีการใช้เครื่องหมายแทนเสียงใด ๆ  ได้ยินอย่างใด เห็นปากอย่างไร ก็เลียนแบบไป 

ปรากฎว่า แม้แต่คำที่ออกเสียงได้ยากมาก เช่น "procedure"  หรือ  "stewardess"  นักเรียนก็สามารถออกเสียงได้อย่างแม่นยำ อย่างง่ายดายในทันที  นี่เป็นการสร้านิสัยในการออกเสียงโดยไม่ต้องคำนึงถึงตัวเขียนของคำศัพท์เหล่านั้น

หลังจากนั้น ก็จะเริ่มด้วย ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ เช่น ."I have a key" I have a pen"  แล้วก็ให้นักเรียนผลัดกัน สร้างประโยค "I have a . . . ." ตามคำใหม่ที่ครูป้องให้ หรือตามรูปภาพ ที่ครูได้แน่นำเสียงอ่านไปแล้ว  หลังจากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ในประโยค โดยไม่ถามเรียงตัว แต่จะกระโดดข้ามไปข้ามมาระหว่างนักเรียน ทำให้ทุกคนต้องทำประโยคตามไปทุกประโยค แม้ว่าจะยังไม่ถูกเรียก 

ในขั้นต่อไป ก้จะมีการให้ฝึกประโยคโดยมีการเปลี่ยนประธาน เปลี่ยนกิริยา หรือเปลี่ยนกาลเวลา ฯลฯ จากง่าย ไปหายาก

พอถึงบ่ายวันแรก เวลานักเรียนสร้างประโยคผิด ครูจะบอกแค่ว่า "ใหน ลองดูใหม่ซิ" โดยไม่แก้คำผิดให้ ปรากฎว่านักเรียนแก้คำผิดได้เองเป็นส่วนใหญ่  แสดงว่า ที่ฝึกมาครึ่งวันแรก ประสพความสำเร็จในการสร้าง "ความสำนึก" หรือ "sense" ที่รู้สึกว่าอะไรถูก อะไรควร ในรูปประโยคเหล่านั้นแล้ว

ก่อนจะจบการเรียนในวันแรก นักเรียนทุกคนพบว่า ตัวเองได้ฝึกสร้างประโยคและพูดคำภาษาอังกฤษออกจากปากตัวเองโดยไม่ต้องคิดเป็นภาษาของตัวเองก่อนเลย จำนวนประมาณชั่วโมงฃะ ๗๐ ถึง ๑๐๐ คำต่อคน รวมจำนวนประโยคที่ได้พูดในวันแรกคนละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ประโยค

ข้อดีของการฝึกแบบนี้มีดังนี้คือ

๑) เป็นการสะสมความเคยชินตามธรรมชาติ ทั้งการออกเสียง รูปแบบประโยค และการผันแปรโปรโยค หรือกิริยาในประโยคเล็ก ๆ น้อยจากความเคยชิน แทนที่จะมาจากการท่องกฎเกณฑ์  เวลาเจอสถานการณ์ จะพูดออกมาได้อย่างธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปคิดเรื่องไวยากรณ์

๒) วิธีนี้ นักเรียนมีการสะสมที่ต่อเนื่องจากเช้าถึงเย็น ไม่เปิดโอกาสให้ขาด หรือมาสาย ไม่เปิดโอกาสให้ลืม หรือเลือน  ทำให้การสะสมได้ผลอย่างที่นักเรียนคิดไม่ถึง  เมื่อเห็นผลงานตัวเอง นักเรียนก็ดีใจ ทำให้เกิดการร่วมมือมากขึ้น ทำให้บรรยากาศสนุกขึ้น คึกคักขึ้น และได้ผลยิ่งขึ้น

๓) พอเข้าวันที่สาม นักเรียนจะสามารถพูดประโยคถามตอบที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของตัวเองอย่างที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลย

วิทยาทานนี้ ไม่หวงนะครับ ยินดีให้คุณครูนำไปทดลองดูได้  ถ้าอยากได้ตำราแนวนี้ก้หาได้จากหนังสือ ของสถาบันภาษามหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนอาร์เบอร์ นะครัง  แต่ผลนำมาประยุกต์สำหรับคนทำงานไปบ้าง

คำแนะนำเพิ่มเติม

ถ้าใครเรียนรู้เอง ก็ขอฝากว่า ฝึกประโยครูปแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ให้มาก ๆ เป็นพื้นฐาน พยายามใช้ศัพท์ง่าย ๆ  เวลาฟังคุณครู หรือดูหนัง ก็มองที่ปากคนพูด จะได้พูดตามได้  เวลาดูหนังฝรั่ง ก็พูดตามเท่าที่ทำได้ แม้นจะไม่ครบ ก็จะเป็นประโยชน์  ที่สำคัญคือ เอาเทปสีดำปิดข้อความภาษาไทยในจอทิ้งซะ จะได้เก่งขึ้นไว ๆ 

มีอีก เอาพจนานุกรม ไทย อังกฤษ หรือ อังกฤษไทย โยนทิ้งไปให้หมด ถ้าจะใหช้ ให้ใช้เฉพาะ อังกฤษ อังกฤษ

เวลาแวะร้านหนึงสือ อย่าซื้อตำราภาษาอังกฤษนะครับ ให้ซื้อหนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เริ่มจากระดับง่าย ๆ   เหตุผล เพราะว่า ภาษาที่ใช้ในนิทาน เป็นภาษาที่มีชีวิตเป็น ๆ ดำเนินการต่อเนื่อง  คำใหม่ ๆ ทุกคำจะปรากฎท่ามกลางเหตุการณ์ ที่เรารู้อยู่บ้างแล้ว ทำให้เข้าใจว่าใช้คำนั้นที่ใหน อย่างไร  นักเขียนก็มักจะใช้รูปประโยคบางรูป คำบางคำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ด้วย ทำให้ที่ไม่เข้าใจก้พลอยเข้าใจไปด้วย  ที่สำคัญคือให้เลือกนิทานตามแนวที่เราชอบอยู่แล้ว เช่น สืบสวน ความรัก ความกล้าหาญ พจญภัย ฯลฯ  แบบว่า เมื่ออ่านไปแล้ว ไม่อยากวางลง เมื่ออ่านไปแล้ว ลืมไปเลยว่า นี่มันภาษาอังกฤษ

ตรงกันข้าม ศัพท์ทุกคำที่ท่องมาจากท้ายบท หรือพจนานุกรม นั้น เป็นคำศัพท์ "ตาย" เพราะว่าอยู่โดดเดี่ยว ดูแล้วก้เห็นการใช้เฉพาะกรณีในตัวอย่างเท่านั้น หลังจากนั้นก็ลืม ๆ ไป เพราะต้องท่องศัพท์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมากมาย ไม่เหมือนนิทานที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน

คราวนี้เขียน ความจริงการเขียนนั้นไม่ได้ช่วยการพูดหรอก แต่ว่า ถ้าอ่านนิทายแล้วลอกเรื่องลงมา ทำให้เหมือนกับได้อ่านเรื่องนิทานนั้น หลาย ๆ รอบ ได้อ่านแต่ละประโยค หลาย ๆ ครั้ง ด้วย อย่าไปเปิดพจนานุกรมให้เสียจังหวะ เสียเวลา คัดไปก่อน อ่านไปก่อน ที่ยิ่งดีคือซื้อนิทานที่มีเสียงอ่านกับกับด้วย จะได้นอนฟังไปดูหนึงสือตามไปได้

ทุก ๆ วัน เขียนประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ จากสิ่งที่ได้ฝึกไปแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ เป็นการฝึกทบทวนการใช้รูปประโยคและคำที่ได้เรียนมาแล้ว

เวลาเดินไปตามทาง หรือนั่งรถไปตามทาง เห็นอะไร ก็ให้คิดเป็นภาษาอังกฤา ตั้งแต่ ประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ อย่าพยายามสร้างประโยคยาว และยาก เพราะว่าจะผิดพลาดได้ง่าย

จำกฎการฝึกภาษาที่ดีไว้นะครับ ต้องฝึกอย่างง่าย ๆ ประโยคสั้น ๆ ก่อน ฝรั่งพูดว่า  Keep It Short & Simple  ตัวแรกย่อได้ความว่า KISS

ขอให้โชคดีครับ ใครประสพผลสำเร็จอะไรแจ้งข่าวด้วย


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19
นายบูลล็อค วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 22.15 น.
http://www.oknation.net/blog/bullock2981

อย่าลืมกฎ KISS (Keep It Short and Simple) ด้วยนะครับ จะต้องทำการฝึกฝนซ้ำซากด้วย รูปแบบ และคำศัพท์ง่าย ๆ เพื่อตัดกังวลในใจออก ทำให้สามารถไปได้คล่องแคล่ว และไม่ผิดพลาด

อย่าผลีผลัน เร่งตนเองจนเกินไป จะทำให้หายคล่อง และหมดกำลังใจในที่สุด
ความคิดเห็นที่ 18
ครูแก้ว วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 22.14 น.
http://www.oknation.net/blog/korming
เหนื่อยนักก็พักก่อน


Alright I'll remember your "kiss"....
...
Thanks,
...

ความคิดเห็นที่ 17
วารี วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 17.54 น.
http://www.oknation.net/blog/nsdiary

พึ่งเข้ามาอ่านค่ะ ว่าจะลองทำตามดู เคยไปดูงานต่างประเทศ (เกาหลี) แต่ว่าตอนไปภาษาแย่เอาการ พออยู่นานคงเรียนรู้ด้วยวิธีเดียวกันมัง เหมือนจะฟังแล้วตอบได้โดยไม่ต้องคิด ว่าแต่จะลองเอาใช้สอนหนุ่มพม่าที่มาเป็นแรงงานต่างด้าวให้เรียนภาษาไทยเนี่ยจะได้ผลมั้ยคะ
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำดีๆ แล้วจะส่งข่าวรายงานผลนะคะ
ความคิดเห็นที่ 16
tsunami วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 16.40 น.
http://www.oknation.net/blog/khaolaktraveltourscenter

Sorry , just to right the word of useful. It is not usefull. Thanks again.
ความคิดเห็นที่ 15
tsunami วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 16.36 น.
http://www.oknation.net/blog/khaolaktraveltourscenter

Thaks. It is very usefull.
ความคิดเห็นที่ 14
อะหนึ่ง วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 12.15 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..


ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 13
rcprc วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 11.57 น.

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ดีมาก ๆ วิธีของคุณเป็นวิธีที่
นำไปใช้ได้ เมื่อเรียน ม ปลาย เคยใช้หนังสือของ fries
เรียนในโรงเรียนที่เชียงใหม่ ภาษามีประโยชน์มากใน
การทำงานและเพื่อความก้าวหน้า แต่วิธีการสอนใน ร.ร
ปัจจุบันไม่มีวิธีการที่ดีเลย แย่กว่าเดิมด้วยค่ะ สงสารเด็กไทยจัง
ความคิดเห็นที่ 12
วิกูล วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 11.28 น.
http://www.oknation.net/blog/wikulponang


อยากพูดเก่งๆๆๆๆๆ สาดน้ำด้วยนะ
ความคิดเห็นที่ 11
supameeh วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 09.58 น.
http://www.oknation.net/blog/digitalmedia
เปิดโลกทัศน์ ดิจิตอลมีเดีย

ขอบคุณครับ

นับว่าเป็นวิธีการเรียน-การสอนที่เ่ป็นธรรมชาติ
วิธีการและแนวคิดน่าสนใจ

จะลองไปประยุกต์ใช้กับตัวเองดูครับ

ความคิดเห็นที่ 10
นายบูลล็อค วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 08.23 น.
http://www.oknation.net/blog/bullock2981

ความคิดเห็นที่ 10
นายบูลล็อค วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 08.14 น.
http://www.oknation.net/blog/bullock2981
ip : 218.81.103.88


ตำราชุดที่ว่าจาก University of Michigan, Engllish anguage Language Institute (ELI) ที่เมือง Ann Arbor ผู้แต่งชื่อ Lado และ Fries นะครับ

เปล่าหรอก ผมไม่เคยเรียนที่นั่นหรอก เรียนภาษาที่อื่น แต่ได้ใช้ตำรานี้ จึงนำกลับมาใช้
ความคิดเห็นที่ 9
นายบูลล็อค วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 08.12 น.
http://www.oknation.net/blog/bullock2981

ขอบคุณครับ ที่เข้ามากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ว่ากันว่า ภาษา เป็นสิ่งที่มีความยุติธรรมที่สุด เพราะว่า

"คุณให้มันเท่าไร มันคืให้คุณเท่านั้น ไม่มากกว่า ไม่น้อยกว่า"

หมายความว่า คุณให้เวลาและความตั้งใจแค่ใหน ภาษาก็ให้ความสามารถนั้นกลับคืนให้คุณอย่างคุ้มค่า

จะลงทุนเวลาและสมาธิให้แก่ภาษาเมื่อไรก็ได้ ลงทุนก่อนก็ได้ก่อน ลงทุนก่อนก็มีโอกาสได้ใช้งานมากกว่า ได้เอ็นจอยการสามารถเข้าใจ สื่อความหมายเพิ่มขึ้นอีกภาษาหนึ่ง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ถ้าเรียนรู้เมื่อไรแล้ว โลกของคุณนี้จะกว้างขึ้นอีกเยอะ และน่าสนใจมากขึ้นอีกมากมายเลย
ความคิดเห็นที่ 8
นักล่าของเก่า วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 07.01 น.
http://www.oknation.net/blog/sirawit

ผมโหวตให้คุณ 1 คะแนนนะ i vote for you . Are your ok . ผิดถูกหรือเปล่าไม่รู้ เวลาตอบเมล์ลูกค้า ก็อาศัยลูกบ้าอย่างนี้ละครับ
ความคิดเห็นที่ 7
นักล่าของเก่า วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 06.59 น.
http://www.oknation.net/blog/sirawit

ผมอายุก็สามสิบแล้ว ตอนนี้อยากใช้ภาษาอังกถษให้เก่งๆ เพราะตอนนี้ยังใช้ความสามารถของเด็ก ป 6 อยู่ ตอนเด็ก เค้าไม่ได้ สอน แบบ ฟัง พูด อ่าน แล้วก็เขียนนิ เค้าข้ามมาเขียนก่อนเลย เลยถูกจำกัดให้เกิดความจำไม่เข้าใจแทน ขอบคุณมากครับ ผมจะทำให้ได้ Thank
ความคิดเห็นที่ 6
ครูเก๋ วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 01.32 น.
http://www.oknation.net/blog/clear
++Clear : ชัดเจน จริงใจ ตรงไปตรงมา++

ปัญหาหลักของเด็กไทยคือขี้อายค่ะ ไม่กล้าพูดไม่กล้าออกสำเนียง พูดภาษาอังกฤษต้องดัดจริตพองามค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
มาลีรัตน์ วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 00.06 น.
http://www.oknation.net/blog/maleerat

อยากทำตามคำแนะนำนะคะ ปัญหาคือสมาธิสั้นสำหรับฝึกภาษาอังกฤษ ขอบคุณค่ะที่พยายามหาสิ่งดีๆมาบอกกัน ได้ผลเมื่อไหร่จะแจ้งทันที รอไปก่อนนะคะ
ความคิดเห็นที่ 4
เจเจค่ะ วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 00.02 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
แรดเดียวดาย ท่ามกลางไม้ป่าเดียวกัน..... 

KISS




ความคิดเห็นที่ 3
แม่มด วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 23.20 น.
http://www.oknation.net/blog/deardog

ปล.น่าจะมาเปิดคอร์สในเมืองไทยบ้างนะคะ
ความคิดเห็นที่ 2
แม่มด วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 23.19 น.
http://www.oknation.net/blog/deardog

ขอบคุณค่ะ..จะพยายามทำดูค่ะ...
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 23.12 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณมากครับ...จะพยายามครับ
ทุกวันนี้ ภาษาอังกฤษสำคัญจริงๆ
ว่ากันว่า เด็กไทยจะแพ้ชาติอื่นๆในอนาคต เพราะเด็กไทยอ่อนภาษาอังกฤษนี่แหละ คอมพิวเตอร์เลยถูกใช้เล่นเกม โหลดเพลง ดูคลิป มากกว่าหาความรู้...เหมือนบางประเทศ
(ผมเบื่อคำอ้าง..เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร)
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน