พิมพ์หน้านี้
|
นี่ไม่ได้ป็นการโฆษณา เพราะโครงการนี้ เป็นเพียงการทดลองกับนักเรียนจีน ในประเทศจีนในสองปีที่ผ่านมา และยังไม่มีโครงการจะเปิดรับนักเรียนใหม่อีก แต่ไม่ขอสงวนสิทธิ์ถ้าคุณครูท่านใด สนใจจะนำแนวความคิดนี้ไปทดลองทำดู ปัญหาในการสอนการพูดภาษาอังกฤษให้กับคนที่ทำงานแล้ว คนที่ทำงานแล้ว มักจะไม่สามาเรียนได้เกินสัปดาห์ละ ๒ ถึง ๓ วัน หรือเฉพาะวันเสาร์หรืออาทิตย์เท่านั้น กว่าจะเลิกงานก้เหนื่อย สมองล้ากันหมด สมาธิไม่มี ที่ยิ่งแย่คือ หลังจากความคึกคักในสองสัปดาห์แรก ๆ แล้ว ก็เริ่มจะมีการมาสายมั่ง ขาดเรียนมั่ง ไม่ฝึกต่อที่บ้านมั่ง ทำให้ แทบทุกครั้งที่กลับมาเรียน ก็แทบจะไม่เหลือความรู้ หรือทักษะที่ได้เรียนไปก่อนหน้านั้นแล้ว คนโต ๆ กันทั้งนั้น จะทำโทษยังไงก้ไม่ได้ หนัก ๆ เข้าพาลเลิกมาเรียนเลย แล้วก็สรุปว่า "ครูสอนไม่ได้ผล" ปัญหาในการสอนการพูดภาษาอังกฤษให้กับเด็กนักเรียน และนักศึกษา เป้าหมายของทั้งนักเรียน และผู้ปกครองมักจะอยู่ที่คะแนนสอบ การออกข้อสอบของคุณครูก็จำเป็นต้องดำเนินตามหลักสูตรของโรงเรียน หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการก้มักจะเขียนแบบเล่นซ่อนหากับนักเรียน ครูก้ออกข้อสอบทำนองเดียวกัน ว่า "ฉันจะออกอะไรที่พวกเธอคงจะตอบไม่ได้กัน" เป็นหลัก เอาความยุ่ง และความยากเป็นสรณะของการจัดหลักสูตร และการสอบ แทนที่จะมองดูการใช้งานจริง และขบวนการธรรมชาติในการเรียนรู้ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาพูด สำหรับนักเรียนจีนปริญญาตรี ต้องท่องศัพทืกันราว 3000 คำเพื่อเตรียมสอบ ภาษาอังกฤษระดับ ๔ เพือการรับปริญญาตรี ส่วนคนที่ต้องการจะเรียนต่อปริญญาโท ต้องผ่านระดับ ๖ ต้องท่องศัพท์กันราว 6000 คำขึ้นไป การเรียน และการสอนเพื่อการสอบทั้งในประเทศไทย และในประเทศจีนก้ล้วนแต่มีสภาพเหมือนการออกหวยให้นักเรียนแทงหวยกัน ใครบังเอิญได้ท่องสิ่งที่ออกข้อสอบก้โชคดีไป แต่ต่อให้สอบได้ 100 คะแนนก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ดี แต่ว่าวิธีการสอนแบบนี้สะดวกดี สำหรับประเทศที่ความจริงแล้ว ครูส่วนมากก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน ก้เอาตำรามาเล่นซ่อนหากับนักเรียน แล้วก็รับเงินเดือนกันไป แต่ละเดือน การทดลงสอนให้พูดภาษาอังกฤษได้ภายใน สามวัน นักเรียนที่มาสมัครจะต้องทำการตกลงกันก่อนว่า จะไม่ถือสา หรือรังเกียจ การกลับไปใช้ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ ในตอนต้น ๆ มิฉะนั้นก้จะไม่ให้สมัคร ในกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่ม จะมีนักเรียนเพียง ๖ คนเท่านั้น การเรียนจะดำเนินทั้งวัน วันละ ๗ ชั่วโมงรวมเป็นเวลา ๒๑ ชั่วโมงในสามวันติดต่อกัน เริ่มตึ้งแต่เช้าเวลา ๙.๐๐ น. มีการพัก ๑๕ นาทีในทุก ๆ ชั่วโมง และ พักเที่ยง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้นักเรียนเหนื่อยล้าจนเกินไป เมื่อเริ่มต้น นักเรียนจะได้รับแจกหนังสือ ที่มีแต่ภาพชุดละ ๙ ถึง ๑๒ ภาพในแต่ละหน้า ครูก็จะเริ่มด้วยการให้นักเรียนมองที่ปากของครู ฟังด้วยความตั้งใจ และออกเสียงตามที่ครูพูด เน้นว่า ให้มองปากของครู มือห้ามจับปากกาดินสอ ห้ามจดบันทึกอะไรทั้งนั้น ให้มุ่งสมาธิที่สายตา และที่หูในการฟัง แล้วก้ออกแบบเรียนแบบครู นี่เป็นวิธีที่เด็กหัดพูดตามพ่อแม่ ไม่ต้องมีการสะกดคำ ไม่ต้องมีการใช้เครื่องหมายแทนเสียงใด ๆ ได้ยินอย่างใด เห็นปากอย่างไร ก็เลียนแบบไป ปรากฎว่า แม้แต่คำที่ออกเสียงได้ยากมาก เช่น "procedure" หรือ "stewardess" นักเรียนก็สามารถออกเสียงได้อย่างแม่นยำ อย่างง่ายดายในทันที นี่เป็นการสร้านิสัยในการออกเสียงโดยไม่ต้องคำนึงถึงตัวเขียนของคำศัพท์เหล่านั้น หลังจากนั้น ก็จะเริ่มด้วย ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ เช่น ."I have a key" I have a pen" แล้วก็ให้นักเรียนผลัดกัน สร้างประโยค "I have a . . . ." ตามคำใหม่ที่ครูป้องให้ หรือตามรูปภาพ ที่ครูได้แน่นำเสียงอ่านไปแล้ว หลังจากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ในประโยค โดยไม่ถามเรียงตัว แต่จะกระโดดข้ามไปข้ามมาระหว่างนักเรียน ทำให้ทุกคนต้องทำประโยคตามไปทุกประโยค แม้ว่าจะยังไม่ถูกเรียก ในขั้นต่อไป ก้จะมีการให้ฝึกประโยคโดยมีการเปลี่ยนประธาน เปลี่ยนกิริยา หรือเปลี่ยนกาลเวลา ฯลฯ จากง่าย ไปหายาก พอถึงบ่ายวันแรก เวลานักเรียนสร้างประโยคผิด ครูจะบอกแค่ว่า "ใหน ลองดูใหม่ซิ" โดยไม่แก้คำผิดให้ ปรากฎว่านักเรียนแก้คำผิดได้เองเป็นส่วนใหญ่ แสดงว่า ที่ฝึกมาครึ่งวันแรก ประสพความสำเร็จในการสร้าง "ความสำนึก" หรือ "sense" ที่รู้สึกว่าอะไรถูก อะไรควร ในรูปประโยคเหล่านั้นแล้ว ก่อนจะจบการเรียนในวันแรก นักเรียนทุกคนพบว่า ตัวเองได้ฝึกสร้างประโยคและพูดคำภาษาอังกฤษออกจากปากตัวเองโดยไม่ต้องคิดเป็นภาษาของตัวเองก่อนเลย จำนวนประมาณชั่วโมงฃะ ๗๐ ถึง ๑๐๐ คำต่อคน รวมจำนวนประโยคที่ได้พูดในวันแรกคนละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ประโยค ข้อดีของการฝึกแบบนี้มีดังนี้คือ ๑) เป็นการสะสมความเคยชินตามธรรมชาติ ทั้งการออกเสียง รูปแบบประโยค และการผันแปรโปรโยค หรือกิริยาในประโยคเล็ก ๆ น้อยจากความเคยชิน แทนที่จะมาจากการท่องกฎเกณฑ์ เวลาเจอสถานการณ์ จะพูดออกมาได้อย่างธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปคิดเรื่องไวยากรณ์ ๒) วิธีนี้ นักเรียนมีการสะสมที่ต่อเนื่องจากเช้าถึงเย็น ไม่เปิดโอกาสให้ขาด หรือมาสาย ไม่เปิดโอกาสให้ลืม หรือเลือน ทำให้การสะสมได้ผลอย่างที่นักเรียนคิดไม่ถึง เมื่อเห็นผลงานตัวเอง นักเรียนก็ดีใจ ทำให้เกิดการร่วมมือมากขึ้น ทำให้บรรยากาศสนุกขึ้น คึกคักขึ้น และได้ผลยิ่งขึ้น ๓) พอเข้าวันที่สาม นักเรียนจะสามารถพูดประโยคถามตอบที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของตัวเองอย่างที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลย วิทยาทานนี้ ไม่หวงนะครับ ยินดีให้คุณครูนำไปทดลองดูได้ ถ้าอยากได้ตำราแนวนี้ก้หาได้จากหนังสือ ของสถาบันภาษามหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนอาร์เบอร์ นะครัง แต่ผลนำมาประยุกต์สำหรับคนทำงานไปบ้าง คำแนะนำเพิ่มเติม ถ้าใครเรียนรู้เอง ก็ขอฝากว่า ฝึกประโยครูปแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ให้มาก ๆ เป็นพื้นฐาน พยายามใช้ศัพท์ง่าย ๆ เวลาฟังคุณครู หรือดูหนัง ก็มองที่ปากคนพูด จะได้พูดตามได้ เวลาดูหนังฝรั่ง ก็พูดตามเท่าที่ทำได้ แม้นจะไม่ครบ ก็จะเป็นประโยชน์ ที่สำคัญคือ เอาเทปสีดำปิดข้อความภาษาไทยในจอทิ้งซะ จะได้เก่งขึ้นไว ๆ มีอีก เอาพจนานุกรม ไทย อังกฤษ หรือ อังกฤษไทย โยนทิ้งไปให้หมด ถ้าจะใหช้ ให้ใช้เฉพาะ อังกฤษ อังกฤษ เวลาแวะร้านหนึงสือ อย่าซื้อตำราภาษาอังกฤษนะครับ ให้ซื้อหนังสือนิทานภาษาอังกฤษ เริ่มจากระดับง่าย ๆ เหตุผล เพราะว่า ภาษาที่ใช้ในนิทาน เป็นภาษาที่มีชีวิตเป็น ๆ ดำเนินการต่อเนื่อง คำใหม่ ๆ ทุกคำจะปรากฎท่ามกลางเหตุการณ์ ที่เรารู้อยู่บ้างแล้ว ทำให้เข้าใจว่าใช้คำนั้นที่ใหน อย่างไร นักเขียนก็มักจะใช้รูปประโยคบางรูป คำบางคำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ด้วย ทำให้ที่ไม่เข้าใจก้พลอยเข้าใจไปด้วย ที่สำคัญคือให้เลือกนิทานตามแนวที่เราชอบอยู่แล้ว เช่น สืบสวน ความรัก ความกล้าหาญ พจญภัย ฯลฯ แบบว่า เมื่ออ่านไปแล้ว ไม่อยากวางลง เมื่ออ่านไปแล้ว ลืมไปเลยว่า นี่มันภาษาอังกฤษ ตรงกันข้าม ศัพท์ทุกคำที่ท่องมาจากท้ายบท หรือพจนานุกรม นั้น เป็นคำศัพท์ "ตาย" เพราะว่าอยู่โดดเดี่ยว ดูแล้วก้เห็นการใช้เฉพาะกรณีในตัวอย่างเท่านั้น หลังจากนั้นก็ลืม ๆ ไป เพราะต้องท่องศัพท์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมากมาย ไม่เหมือนนิทานที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน คราวนี้เขียน ความจริงการเขียนนั้นไม่ได้ช่วยการพูดหรอก แต่ว่า ถ้าอ่านนิทายแล้วลอกเรื่องลงมา ทำให้เหมือนกับได้อ่านเรื่องนิทานนั้น หลาย ๆ รอบ ได้อ่านแต่ละประโยค หลาย ๆ ครั้ง ด้วย อย่าไปเปิดพจนานุกรมให้เสียจังหวะ เสียเวลา คัดไปก่อน อ่านไปก่อน ที่ยิ่งดีคือซื้อนิทานที่มีเสียงอ่านกับกับด้วย จะได้นอนฟังไปดูหนึงสือตามไปได้ ทุก ๆ วัน เขียนประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ จากสิ่งที่ได้ฝึกไปแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ เป็นการฝึกทบทวนการใช้รูปประโยคและคำที่ได้เรียนมาแล้ว เวลาเดินไปตามทาง หรือนั่งรถไปตามทาง เห็นอะไร ก็ให้คิดเป็นภาษาอังกฤา ตั้งแต่ ประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ อย่าพยายามสร้างประโยคยาว และยาก เพราะว่าจะผิดพลาดได้ง่าย จำกฎการฝึกภาษาที่ดีไว้นะครับ ต้องฝึกอย่างง่าย ๆ ประโยคสั้น ๆ ก่อน ฝรั่งพูดว่า Keep It Short & Simple ตัวแรกย่อได้ความว่า KISS ขอให้โชคดีครับ ใครประสพผลสำเร็จอะไรแจ้งข่าวด้วย |