วันพุธ ที่ 11 เมษายน 2550
เมนูโหด
Posted by
powerbeer
,
ผู้อ่าน : 136
, 10:58:05 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เคยได้ยินได้ฟังมาพอสมควร เกี่ยวกับการปรุงอาหารแบบพิเรนท์ เช่น ไก่กะทิ คือ การเอาไก่เป็น ฝังลงในดินกลางแจ้งให้เหลือแต่หัวโผล่ขึ้นมา จากนั้นก็คอยหยอดกะทิใส่ปากไก่ ทำไปเรื่อยจนกว่าไก่จะตายอาจใช้เวลาหลายวัน แล้วขุดขึ้นมาทำอาหาร ไก่ที่ขุดขึ้นมาขนจะร่วงหมด เป็นเพราะหยอดกะทิหรือเปล่า อันนี้ไม่รู้ แต่เค้าเชื่อกันอย่างนั้น แล้วก็ยังเชื่อกันอีกว่า หมาวัดที่ไม่มีขน (หมาขี้เรื้อน) เพราะว่ากินกะทิมาก(กับข้าวที่วัดจะหนักไปทาง พวกแกงกะทิ) จนกลายเป็นคำล้อเลียน ว่าถ้าใครไม่มีขน หรือมีน้อย พวกจะล้อว่า เป็นกะทิ เข้าเรื่องๆ อีกเมนูก็ ปลาไหลต้มเปรต คือ เอาปลาไหลเป็นๆ ใส่ในหม้อที่มีนำนิดหน่อยปิดฝา แล้วนำไปตั้งไฟ พอนำเริ่มร้อนปลาไหลจะชูหัวเพื่อหนีหาทางออก จนตาย แข็งทื่อในสภาพชูหัวอยู่อย่างนั้น หรืออีกอย่างอันนี้จำชื่อไม่ได้ คือ หั่นผักบุ้งเป็นปล่องๆ ใส่ในหม้อที่มีนำ จากนั้นปล่อยปลาตัวเล็กๆลงไป(พวกลูกปลาช่อน ปลาชะโด) ปิดฝา แล้วนำไปตั้งไฟ พอนำเริ่มร้อน ปลาปลาจะหนีร้อน เข้าไปซุกกันอยู่ในผักบุ้งจนตาย แล้วปรุงรสตามชอบ ท่านผู้อ่านเคยทานกันมั่งไหมครับ ผู้เขียนไม่เคยครับ ไม่คิดลองด้วย นี้ก็เจออีกอีก 2 เมนู โหดจริงๆ
สุกครึ่ง-เป็นๆครึ่งเปิดตัวอีกเมนู"ปูไต่"
เมนูโหด- โฉมหน้า "ปลาสองแผ่นดิน" เมนูจานโหดของร้านอาหารริมหาดแม่รำพึง จ.ระยอง โดยนำปลาเก๋าตัวเป็นๆ มาทอดให้สุกแค่ครึ่งล่าง ส่วนครึ่งบนยังดิ้นอยู่ บรรดานักนิยมเปิบพิสดารอ้างช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ แต่ถูกวิจารณ์ว่าสยดสยองเกิน |
คนแห่ไปลองชิมเมนูสยอง "ปลาสองแผ่นดิน" ทอดปลาทั้งเป็นแค่ครึ่งตัว ยันเป็นอาหารเก่าแก่ของคนจีน ทุกวันนี้ที่ประเทศจีนก็ยังทำกินกันอยู่ เช่นเดียวกับมีรายการทีวีตามไปถ่ายทำถึงก้นครัว เจ้าของร้านถือโอกาสแนะนำเมนูพิสดารอีกอย่าง "ปูไต่" เอาปูตัวเล็กๆ ที่เลี้ยงไว้ ใส่ในถ้วยน้ำปลา เสิร์ฟถึงโต๊ะลูกค้าทั้งเป็นๆ ลูกค้าต้องเอาส้อมจิ้มตัวปูที่ดิ้นรนหนีจากถ้วยน้ำปลา เอาไปคลุกข้าวกินสดๆ ยอมรับไปเดินตลาด โดนคนวิจารณ์มากเป็นการทรมานสัตว์ ทางด้านแพทย์เตือนระวังพยาธิใบไม้ในตับ
จากกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเมนูสุดวิตถารชื่อ "ปลาสองแผ่นดิน" ที่ปรุงโดยร้านเตชินท์ จ.ระยอง ใช้ปลาเก๋าเป็นๆ มาขอดเกล็ด แล้วใช้ผ้าเย็นห่อที่หัวปลาถึงพุงปลา แล้วก็บั้งตั้งแต่หางจนถึงกลางตัวปลา ก่อนใช้คีมล็อกไว้ที่หัวปลา จุ่มส่วนหางปลาที่บั้งเรียบร้อยแล้วลงไปในน้ำมันร้อนจัด จนหางปลาเหลืองกรอบ แต่ตัวปลาส่วนบนที่ห่อผ้าเย็นยังดิ้นกระแด่วด้วยความเจ็บปวด นำไปเสิร์ฟให้ลูกค้าทันที ซึ่งได้รับคำชมเชยจากลูกค้าว่ากินแล้วสุขภาพดีกว่าเดิม ขณะที่น.ส.อัญชลี ขุนฤทธิ์ อายุ 30 ปี เจ้าของร้านอาหารเตชินท์ เผยว่าได้รับสูตรมาจากคุณปู่ที่เป็นคนจีน ทำกินเองเรื่อยมา จนกระทั่งนำมาเป็นเมนูเด็ดของร้าน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
ส่วนนายแพทย์วิวัฒน์ วิริยะกิจจา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง กล่าวว่า ทราบมาว่าที่ประเทศจีนเมนูปลาแบบนี้มีกินอยู่แพร่หลาย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะปลาดิบก็มีการกินกันทั่วไป ส่วนเรื่องสรรพคุณว่าเสริมสมรรถภาพทางเพศนั้น อยู่ที่ความเชื่อ เพราะการกินปลาก็ได้สารอาหารในตัวปลาเท่านั้น ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น เมนูวิตถาร- "ปูไต่" อีกเมนูพิสดารที่ร้านเตชินท์ จ.ระยอง โดยเอาปูเป็นๆแช่น้ำปลาคลุกกินกับข้าวสวยร้อนๆ ส่วนเมนู "ปลาสองแผ่นดิน" เจ้าของร้านเผยถูกชาวบ้านต่อว่าทรมานสัตว์ แต่ยืนยันว่าเป็นสูตรโบราณยังมีคนกินอยู่ |
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านอาหารเตชินท์ พบทีมงานรายการทีวีของช่อง 3 เดินทางไปถ่ายทำเมนู "ปลาสองแผ่นดิน" รวมทั้งลูกค้าจำนวนมากก็ขอเข้าไปดูกรรมวิธีการปรุงถึงก้นครัว นอกจากนี้ยังมีลูกค้าผู้ชายที่ต้องการมาพิสูจน์ว่ากินแล้วเพิ่มพลังจริงหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็ทดลองชิมกันอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางสายตาสะอิดสะเอียนของลูกค้ารายอื่นที่มานั่งกินอาหารทะเลทั่วไปภายในร้าน
น.ส.อัญชลี ขุนฤทธิ์ เจ้าของร้าน ถือโอกาสนี้ เปิดตัวเมนูเปิบพิสดารอีกอย่างให้ทดลองชิม ชื่อว่า "ปูไต่" บอกว่าเป็นสูตรดั้งเดิมของชาวเลในจ.ระยอง นิยมกินกันมาก โดยทางร้านใช้ปูเนียมที่มีลักษณะคล้ายปูลม แต่เนื้อมีรสชาติที่มันกว่า ก่อนหน้านี้ ทางร้านจ้างชาวประมงจับปูเนียมเป็นๆ นำมาเลี้ยงไว้ในทรายในบ่อปูน พอมีออร์เดอร์จากลูกค้า ก็จับปูเป็นๆ ไปแช่ในน้ำปลาที่ปรุงรสด้วยมะนาว แล้วใส่ในถ้วย ปิดฝาไว้ เสิร์ฟพร้อมผัก พริกขี้หนูสด ข้าวสวยร้อนๆ วิธีการกิน "ปูไต่" ลูกค้าต้องใช้ส้อมจิ้มกลางตัวปูที่พยายามไต่หนีจากถ้วยน้ำปลาด้วยความทุรนทุราย นำมาคลุกกับข้าว แล้วก็ใส่พริกขี้หนูกับผัก กินแล้วจะได้รสชาติความมันของปูเนียมที่ไม่มีความคาวอยู่ในตัว ปัจจุบันเป็นที่นิยมของบรรดาลูกค้านักดื่ม มักสั่งมาเป็นกับแกล้ม
น.ส.อัญชลี กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวออกไปเกี่ยวกับ "ปลาสองแผ่นดิน" ในช่วงเช้าไปเดินซื้อของในตลาดสด ปรากฏว่า มีแม่ค้าและชาวบ้านที่มาซื้อของ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม บางคนก็บอกว่าน่าจะทำให้ตายก่อน แต่ตนขอยืนยันว่าเมนูดังกล่าวนั้นไม่ได้มีเจตนาทรมานสัตว์ หากแต่เป็นเมนูเก่าแก่ และในประเทศจีนก็มีการกินอยู่ เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายจริง ส่วนลูกค้าที่คิดว่าทรมานสัตว์ ก็สั่งอาหารอย่างอื่นที่ทางร้านมีไว้ให้บริการก็ได้ เพราะเมนูดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่จะมีเฉพาะขาประจำที่มาสั่ง ส่วนเมนู "ปูไต่" ก็เป็นเมนูที่เก่าแก่ของชาวประมงกินกันมาช้านาน
ด้านนายสมชาย วัฒนาพล อายุ 43 ปี ลูกค้าของร้านที่เดินทางมาทดลองชิม "ปลาสองแผ่นดิน" เปิดเผยว่า เคยชิมเมนูดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนรุ่นเก่าทำให้กิน ส่วนการมาชิมในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะกินมานานแล้ว ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย มีความคึกคักกว่าเดิม แถมยังอร่อยด้วย เพราะเนื้อปลาจะหวานมาก
นายธีระ เหล่าหิรัญชัย อายุ 36 ปี ลูกค้าอีกราย กล่าวว่า เคยได้ยินเมนูดังกล่าวมานานแล้ว เป็นเรื่องปกติที่ในอดีตรุ่นบรรพบุรุษก็ทำกินกันเป็นประจำ สามารถใช้ปลาทะเลได้ทุกชนิด บางครั้งก็นำไปลวกกับน้ำร้อนให้สุก ซึ่งเชื่อว่าช่วยทำให้เลือดลมดีและช่วยแก้โรคไขข้ออักเสบ เป็นสูตรของจีนแผ่นดินใหญ่ที่ยังกินกันอยู่จนถึงปัจจุบัน
ผู้สื่อข่าวสอบถามความเห็นไปยังพระครูสาทรธรรมนิเทศก์ ประธานเผยแพร่พุทธศาสนาจังหวัดระยอง กล่าวถึงเมนู "ปลาสองแผ่นดิน" ว่า ตามหลักพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบาป เพราะการฆ่าสัตว์มาเพื่อทำอาหารก็ควรจะทำให้ตายไปเลย ไม่ใช่นำมาทรมานแล้วกิน ถือว่าไม่เหมาะสม
วันเดียวกัน น.พ.ประเสริฐ หลุยเจริญ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่รับประทานปลาดิบๆ นั้น ไม่ได้ช่วยอะไรและเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประโยชน์ เพราะเมื่อเซลล์ของตัวปลาถูกทอดหรือโดนความร้อนแล้วจะทำให้เซลล์ตายหมด ที่บอกว่าจะทำให้บำรุงร่างกายและเซลล์จะทำให้ปึ๋งปั๋งนั้นไม่เป็นความจริง วิตามินต่างๆ ก็เช่นกัน เพราะเซลล์มันตายหมดแล้ว แต่ที่อันตรายเพราะว่ามีส่วนที่ยังดิบอยู่ ถ้าเป็นปลาที่มีเกล็ดชนิดต่างๆ จะมีพยาธิใบไม้ในตับจะเป็นโทษต่อร่างกาย และเป็นการทรมานสัตว์ ควรทำให้สุกตามขั้นตอนก่อนรับประทานจะปลอดภัยที่สุด
|