พิมพ์หน้านี้
|
พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า ปู่ตายตอนพ่ออยู่ ม.1 แกบอกว่าเดินไปไหน นำตามันไหลออกมาเองตลอด เป็นวันเป็นเดือน แต่ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ทำให้ผมหวาดกลัวความตาย และความพลัดพรากเอามากๆ ผมเคยหวาดกลัว และคิดถึงแต่เรื่องความตาย และชีวิตหลังความตายจนไม่เป็นอันจะทำอะไร ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กประถม(คงจะมีเด็กน้อยคนที่หมกมุ่นคิดอยู่แต่เรื่องพวกนี้) นั่งคิดนอนคิด ว่าเราจะตายด้วยสาเหตุอะไร มันมีตั้งหลายสาเหตุ เราจะเจ็บไหม เจ็บแค่ไหน กว่าจะสิ้นใจ เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เวลาที่พ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด(เป็นทหาร) ไปทีนานๆ ผมจะนั้งร้องไห้กลัวว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก กลัวว่าพ่อจะไม่กลับมาอีก ผมจะทำอย่างไร จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรหากต้องเสียพ่อแม่หรือบุคคลที่รักไป ขนาดเวลานอนยังเคยฝันไปว่าแม่ตาย นอนร้องไห้จนตื่น พอตื่นขึ้นมานำตาอาบแก้ม แต่ก็รู้สึกดีใจมากที่มันไม่ใช้เรื่องจริง มันเป็นแค่ความฝัน และทุกอย่างก็เป็นปกติเหมือนเดิมมาตลอด คนที่ผมรักยังอยู่ครบ จนกระทั้งประมาณปลายปี 2546 ผมจึงได้รับรู้ถึงความพลัดพราก มันทำให้ผมสติแตกเป็นปี ผมได้เสียน้องชายอันเป็นที่รักยิ่ง ถึงแม้จะไม่ใช้น้องชายแท้ๆ เป็นรุ่นน้องสมัยที่ยังเรียนมหาลัย เราผูกพันกันมาก กินก็กินด้วยกัน อดก็อดด้วยกัน ไม่เคยทิ้งกัน คบกันได้ประมาณ 2 ปี ก็มาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ มอเตอร์ไซค์ล้ม คืนที่อ๋ารถล้ม พี่ชายอ๋าโทรหาผมกลางดึก บอกว่าอ๋ารถล้มอาการ 50 50 เป็นตายเท่ากัน ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปบุรีรัมย์ คืนนั้นทันที เมื่อ 2 วันก่อนยังนั้งกินเหล้ากันอยู่เลย แล้วมันยังบอกว่าพี่ เดี๋ยวผมจะกลับบ้านสักสองวัน ถ้ากลับมาถึงกรุงเทพแล้วพี่ไปรับผมด้วยนะ ผมจะลงรถที่รังสิต ผมนึกในใจ ระหว่างทางผมปลอบใจพี่ชายอ๋าตลอด ว่าอย่าคิดมากนะมันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก พอไปถึงก็เช้าพอดี ได้เจอพ่ออ๋า แกบอกว่าหมอเค้าผ่าตัดสมองเพื่อดูดเลือดที่คั่งในสมองออก เสร็จตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เมื่อผมได้เจออ๋าครั้งแรก เห็นสภาพที่ทรมาณของน้อง นอนดิ้นถีบขาข้างซ้ายไปมาเหมือนปลาถูกทุบหัว มีพยาบาลคอยปั๊มเครื่องช่วยหายใจ เห็นภาพแล้วถึงกับขาอ่อน ตัวเบา ทำอะไรไม่ถูก แล้วก็เดินออกมาร้องไห้ที่หน้าห้อง ร้องไห้โฮแบบเด็กๆ แทนที่จะเป็นพี่ชายแท้ๆแต่กลับเป็นผมซะเองที่รับไม่ได้ ผมรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดทรมาน จากนั้นอ๋าก็ถูกส่งตัวขึ้นไปรักษาต่อที่ห้อง ICU หมอบอกผมว่าคนไข้จะรู้สึกตัวข้างเดืยว คือซีกซ้ายเพราะเลื่อดคั่งที่สมองด้านขวา ผมจับมือน้องข้างซ้ายแล้วบอกเค้าว่า นี้พี่เมฆนะมาเยี่ยม เดี๋ยวเองก็หายไม่ต้องเสียใจ พี่จะรอ รอให้เองกลับมาเหมือนเดิม ถ้ารู้ว่าพี่มาเยียมให้อ๋าบีบมือพี่นะ สักพักอ๋าก็บีบมือผมแต่ตามองที่เพดาน นำตาอ๋าไหล คงเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น นำตาผมไหลพร้อมๆกับรอยยิ้ม ดีใจที่ยังมีหวัง เค้ารับรู้ถึงการมาของเรา เค้าต้องหายผมคิดอย่างนั้น หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ อ๋าก็สิ้นใจอย่างสงบที่โรงพยาบาล ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั้น กลางคืนเวลาอยู่คนเดียวผมนอนร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนบ้า ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไม ทำไม ทำไมต้องเป็นมึงด้วยแล้วก็ร้องจนไม่มีนำตาจะออก พอตื่นขึ้นมาก็คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ตื่นขึ้นมาแล้วดีใจเพราะมันเป็นแค่ความฝัน ผมอยากจะหลับอยู่อย่างนั้นไม่อยากตื่นมารับรู้ความจริงเลย ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นคนอ่อนแอแบบนี้ สภาพผมตอนนั้นเหมือนผีตายซาก ใจลอย นึกถึงแต่เรื่องเก่าๆอดีตที่เราเคยอยู่ด้วยกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของน้องคนนี้ตลอดเวลา จนเสร็จเรื่องงานศพ ผมกลับมาทำงานปกติ ตอนที่นั้งรถหรือเวลาว่าง ก็จะใจลอยคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก นึกสงสัยเหมือนกันว่า เราจะมีสภาพจิตใจแย่ๆ แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จนเกือบ 2 ปี ถึงค่อยๆคลายความคิดถึงลง อาจเป็นเพราะชีวิตประจำวันเราที่เปลี่ยนไป ไม่มีเค้าในชีวิตเราอีก เราก็จะปรับสภาพไปได้เอง ทุกวันนี้ผมก็ยังระลึกถึงน้องชายคนนี้อยู่เสมอๆ ผมได้รับรู้ถึงความพลัดพราก มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เพราะอนาคตข้างหน้า เราคงต้องได้เจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแน่ๆ คงจะทำใจได้มากกว่านี้ สู่ สุคตินะ น้องที่รักยิ่ง |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |