พิมพ์หน้านี้
|
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การฝึกสมาธิมีผลดีต่อชีวิตในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้เป็นคนมีเหตุมีผล มีจิตใจเยือกเย็น สุขุม ฉลาดในอารมณ์ รู้เท่าทันความเป็นจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้ชีวิตมีความสุข เป็นทุกข์ได้ยากขึ้น เพราะเราเข้าใจความจริง รู้ทันความจริง และสามารถอยู่กับความจริงได้ ที่สำคัญเรื่องนี้ได้มีการทดลอง วิจัยในห้องปฏิบัติการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในหลาย ๆ สถาบันด้วยกัน เช่น กรณีของ ดร.อลัน วอลเลช หัวหน้าศูนย์วิจัยจิต และสมอง ยู.ซี เดวิส เมืองแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลงทุนศึกษาวิจัยถึงการทำงานของสมองระหว่างการนั่งสมาธิและสาเหตุที่ทำให้ผู้ปฏิบัติสมาธิสามารถเชื่อมต่อกับอารมณ์ในแง่บวกได้ง่ายกว่าคนปกติ หรือ กรณีของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยล่าสุดของสถาบันเกี่ยวกับเรื่องการทำสมาธิว่า "การทำสมาธิแบบพระพุทธศาสนานั้น มิใช่เพียงก่อให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีกับกระบวนการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ และความเชื่อมโยงกับอารมณ์ทางด้านดีอย่างถาวรอีกด้วย" กว่าจะได้ขอสรุปดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทำการทดลองเปรียบเทียบการทำงานของสมองของผู้เข้ารับการทดลอง ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นพระสงฆ์ที่มีประสบการณ์และเคยฝึกสมาธิมาก่อนเป็นประจำ กับกลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มของนักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำสมาธิ การวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Electroencephalograms ในการวัดระดับการทำงานของคลื่นสมองรวม ๓ ครั้ง คือ ก่อนทำสมาธิ ขณะทำสมาธิ และหลังทำสมาธิแล้ว ซึ่งผลการวิจัยปรากฏว่า ในช่วงก่อนการทำสมาธิ คลื่อนสมองแกมมาของพระมีระดับที่สูงกว่ากลุ่มนักศึกษา และระดับความแตกต่างนี้ได้ปรับสูงขึ้นอย่างมากในระหว่างการทำสมาธิ รายงานวิจัยระบุว่า สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงาน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า กลุ่มของพระ มีการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ทางด้านบวก เช่น ความสงบสุข มีประสิทธิภาพกว่ากลุ่มนักศึกษาที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อน นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า ระดับคลื่อนแกมมาที่สูงของพระก่อนการทำสมาธินั้น แสดงให้เห็นว่า สมองได้มีการพัฒนาอย่างถาวรหากมีการปฏิบัติสมาธิติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ว่า ปัจจัยทางด้านอายุและสุขภาพอาจจะทำให้คลื่นสมองแกมมามีระดับที่แตกต่างกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่สังเกตได้ชัดเจนจากการทดลองก็คือ จำนวนชั่วโมงของการทำสมาธิ ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของคลื่นสมองแกมมา เรื่องทำนองเดียวกันนี้ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง คือ น.พ.โทมิโอ ฮิราอิ ก็ได้เคยทดลองก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกันว่า การเปลี่ยนแปลงในสภาวะจิต ส่งผลต่อชนิดของคลื่นสมองที่ปลดปล่อยออกมา เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว หาเวลาฝึกสมาธิกันบ้างนะ อย่างน้อยที่สุดก็ก่อนนอน วันละ ๕-๑๐ นาทีก็ยังดี |