พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้บรรยากาศครึ้ม ไม่เห็นแดดไม่เห็นตะวัน เลยคิดจะชวนท่านมาพิจารณาเรื่องมืด ๆ ครึ้ม ๆ ของของชีวิต เรื่องมืด ๆ ครึ้ม ๆ ของผู้เขียนในวันนี้คือ เรื่องกรรม ! เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหมอแผนโบราณท่านหนึ่ง ผู้ที่นำเรื่องดังกล่าวมาถ่ายทอดก็คือ องค์ศาสดาของเราทั้งหลาย ทรงเล่าเรื่องดังกล่าวนี้ ให้เหล่าภิกษุสงฆ์ฟังในช่วงของการสนทนาธรรมวันหนึ่ง คุณหมอท่านนี้ เป็นหมอแผนโบราณ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากกรุงพาราณสีมากนัก ฐานะทางครอบครัวก็พออยู่พอกิน อาศัยวิชาแพทย์แผนโบราณรักษาผู้คนเลี้ยงชีวิต จนเป็นที่เชื่อถือและรู้จักของผู้คนในละแวกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว โรคที่เกี่ยวข้องกับตา รายไหนรายนั้น หายขาดทุกราย ความที่มีชื่อเสียง บางครั้งก็ก็ค่อนข้างจะ งก ในเรื่องเกี่ยวกับค่ารักษา ประเภท จะรักษาก็ต้องถามคนไข้ หรือญาติก่อนว่า มีเงินจ่ายไหม ? ความจริงจะไปว่าแกก็คงไม่ถูกต้องนัก คุณหมอในปัจจุบันโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ก็เห็นเขากำหนดราคาเบ็ดเสร็จ แต่งตรงนั้น ผ่าตรงนี้ ตรวจตรงโน้นคิดเท่าไหร่ จ่ายเท่าไหร่ ข้อนี้เราท่านก็คงทราบ วันหนึ่ง ขณะที่แกกลับมาจากรักษาคนไข้ที่หมู่บ้านอื่น ระหว่างทางได้พบกับหญิงชราผู้หนึ่ง จากการสังเกตและเข้าไปทักทาย ทำให้รู้ว่า ยายท่านนี้มีปัญหาเรื่องสายตา จึงได้เอ่ยปากถามว่า อยากหายเป็นปกติไหม ? อยากสิ คุณหมอ แหมถามได้ ยายนี่รักษากับหมอมาหลายคนแล้ว ไม่เห็นได้เรื่องสักราย นี่ถ้าหมอเก่งจริง รักษาตาของยายให้หายเป็นปกติได้ อย่าว่าแต่ค่ารักษาเลย เอางี้ ถ้าหมอรักษาให้หายได้จริง ๆ ยาย พร้อมลูก ๆ จะยอมเป็นเป็นบ่าวรับใช้ตลอดชีวิตเลยเอ้า ! อารามที่แกหมดหวังกับหมอหลายรายที่ผ่านมา ทำให้แกคิดว่า รายนี้ก็คงอีหรอบเดิม จึงทำให้กล้าพูดไปถึงขนาดนั้น คุณหมอไม่พูดไม่จา ตรวจดูอาการแล้วก็เบาใจ เพราะโรคที่แกเป็นอยู่เวลานี้ ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด เอายาไปหยอดไม่กี่วันก็คงหาย จากนั้นจัดยาให้ยาย ก่อนจะลากลับก็ไม่ลืมที่จะกำชับให้หยอดยาตามเวลา พร้อมกับบอกว่า อีกสองสามวันจะมาดูอาการ ฝ่ายยายเมื่อได้รับการเยียวยาด้วยยาของคุณหมอก็รู้สึกดีขึ้นทันตาเห็น เพียงไม่กี่วันก็เริ่มมองเห็นอะไรชัดขึ้น ๆ ทำให้มีความหวังที่จะมองเห็นอีกครั้ง แต่เจ้ากรรม ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในสมองของยาย นั่นคือความคิดที่จะไม่จ่ายค่ารักษา ความคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อแกมานึกถึงคำพูดที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านั้น โอ ! เป็นบ่าวรับใช้ตลอดชีวิตนี่ ไม่ธรรมดาเลยนะ ทำอย่างไรละ ? พูดไปแล้ว เห็นทีต้องใช้แผนซะแล้ว พร้อมกับความคิดเช่นนี้ เมื่อคุณหมอมาเยี่ยม และถามอาการ แทนที่จะบอกว่า ดีขึ้นแล้ว ค่อยทุเลาแล้ว แกกลับพูดว่า หนักกว่าเก่าหมอ แต่ก่อนพอเห็นลาง ๆ แต่ตอนนี้ รู้สึกจะหนักกว่าเก่า ไม่เห็นดีขึ้นเลยหมอ ! หมอได้ยินยายพูดอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่า ยายคิดไม่ซื่อแล้ว ด้วยความไม่พอใจ จึงได้จัดยาให้ยายอีกชุดหนึ่ง พร้อมกับกำชับให้หยอดไปเรื่อย ๆ อีก เดี๋ยวก็หาย ยายใจเย็น ๆ ความจริงหมอทราบตั้งแต่ต้นว่า สายตาของยายเริ่มเป็นปกติแล้ว รักษาอีกไม่นานก็คงหายขาด ที่ยายพูดเช่นนี้เพราะไม่ต้องการจ่ายค่ารักษาตามที่พูดเอาไว้ ยาที่หมอจัดให้ขวดสุดท้ายจึงไม่ใช่ยารักษาตา หากแต่เป็นยาทำลายประสาทตา ซึ่งมีพิษร้ายแรงพอที่จะทำให้ตาของยายบอดสนิท ยายเองก็ไม่ทราบ จึงได้หยอดยาชุดนั้นไปอีก ทำให้ยายบอดสนิทตั้งแต่บัดนั้น ผลกรรมที่หมอท่านนี้ทำไว้ ส่งผลอย่างไรบ้างกับชีวิตของหมอ ผู้เขียนไม่อาจพรรณนาได้หมด ขอตัดตอนมาชาติสุดท้ายก่อนที่ผลกรรมที่ทำไว้จะปิดบัญชีงบดุล ในชาติสุดท้าย ท่านถือกำเนิดในตระกูลมีอันจะกิน ภายหลังเมื่ออายุมากเข้าก็หันเหเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หวังทางสงบให้กับชีวิตในวาระสุดท้าย ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่ง บวชได้ไม่นาน ก็เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ชักชวนเพื่อนพระด้วยออกธุดงค์ รอนแรมไปตามภูเขาลำเนาไพร อาศัยหมู่บ้านใกล้ ๆ บิณฑบาตเลี้ยงชีพ ก่อนเข้าพรรษาปีแรกที่ออกธุดงค์ ท่านได้ทำประกาศกับเพื่อนพระด้วยกันว่า พรรษานี้จะไม่ขอเอนหลังถึงพื้น ง่วงอย่างไรก็จะขอพิงเสา พิงต้นไม้หลับเอา ตราบใดที่ไม่บรรลุธรรมก็จะไม่ขอเอนหลังนอน นี่เป็นความเคร่งครัดที่ท่านยึดถือ แต่ความเคร่งครัดดังกล่าวนี้ กลับมีผลต่อตาทั้งสองของท่านในเวลาต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ ลมเริ่มเสียดแทงตา ทำให้ตาของท่านมีน้ำตาไหลออกบ่อย ๆ แมงหวี่ก็ชอบมาตอม บางครั้งก็รู้สึกเคืองนัยน์ตา ก็ใช้มือขยี้ ออกไปบิณฑบาต หมอในหมู่บ้านเห็นถามก็มักจะเลี่ยงไปว่า ไม่เป็นไร ๆ เคืองตานิดหน่อยเอง หลายวันเข้าหมอก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้จัดยาถวาย พร้อมแนะนำว่า ให้นำไปหยอดที่วัด ท่านก็หยอดตามคำแนะนำของหมอทุกอย่าง เพียงแต่ เวลาหยอด ท่านนั่งหยอด ไม่ได้นอนหยอด ทำให้ยาไม่สามารถเข้าไปในเยียวยาได้ โรคตาของท่านจึงไม่หายสักที ซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้กับคุณหมอ วันหนึ่ง หมอซักไซ้ไล่เลี่ยงว่า นั่งหยอดหรือนอนหยอด ท่านนิ่ง ไม่ยอมตอบหมอ คาดค้านอย่างไรก็ไม่พูด หมอจึงไปที่วัด ไปดูสถานที่ท่านพักอยู่ เห็นแต่ที่เดินจงกรม ที่นั่ง แต่ไม่เห็นที่นอน ก็มาถามอีก เมื่อเห็นว่าพระท่านไม่พูด หมอก็พูดปัดด้วยความไม่ค่อยจะพอใจนักว่า ผมปรารถนาให้หลวงพ่อหาย แต่หลวงพ่อไม่นอนหยอดตามคำแนะนำของผม ความจริงถ้าหลวงพ่อเชื่อผม หลวงพ่อก็น่าจะหายตั้งนานแล้ว ต่อไปนี้เวลาใครถาม หลวงพ่ออย่าบอกนะว่า ผมเป็นคนรักษาหลวงพ่อ ผมเองก็จะถือว่า ผมไม่ได้รักษาหลวงพ่อ ว่าแล้วคุณหมอก็จากไป ไม่กลับไปรักษาหลวงพ่ออีกเลย ฝ่ายหลวงพ่อ เมื่อถูกหมอบอกเลิกรักษาเช่นนั้นก็มานั่งพิจารณาตัวเอง จะเลือกเอาอะไรระหว่างสัจจะที่ตั้งไว้กับดวงตา ทบทวนไปมา ในที่สุดท่านก็เลือกเอาสัจจะ ตาจะบอดก็ช่างมัน แต่สัจจะต้องคงอยู่ ด้วยปณิธานเด็ดเดี่ยวอย่างนั้น ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญสมณธรรม โดยไม่สนใจรักษาดวงตา และที่สุดท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในพรรษานั้นเอง บรรลุพร้อม ๆ กับ ดวงตาทั้งสองข้างของท่านบอดสนิท ไม่เห็นแสงเดือน แสงตะวันอีกต่อไป เห็นไหม ? ถึงครากรรม เงื่อนไขต่าง ๆ มาประจวบลงตัวได้อย่างบริบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ !
|