• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_13@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 92
  • จำนวนผู้ชม : 17129
  • จำนวนผู้โหวต : 131
  • ส่ง msg :
more
ชัยยัสสุ
ความคิด มุมมอง ทัศนคติ เพื่อความเข้าใจพระพุทธศาสนา ชีวิต และตัวตนของเรา
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bunruang
วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม 2551
ถึงครากรรม !!!
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 224 , 19:08:18 น.   | หมวดหมู่ : ศาสนา-ปรัชญา  
พิมพ์หน้านี้


            วันนี้บรรยากาศครึ้ม ไม่เห็นแดดไม่เห็นตะวัน เลยคิดจะชวนท่านมาพิจารณาเรื่องมืด ๆ ครึ้ม ๆ ของของชีวิต

          เรื่องมืด ๆ ครึ้ม ๆ ของผู้เขียนในวันนี้คือ เรื่องกรรม !

          เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหมอแผนโบราณท่านหนึ่ง  ผู้ที่นำเรื่องดังกล่าวมาถ่ายทอดก็คือ องค์ศาสดาของเราทั้งหลาย

          ทรงเล่าเรื่องดังกล่าวนี้ ให้เหล่าภิกษุสงฆ์ฟังในช่วงของการสนทนาธรรมวันหนึ่ง

          คุณหมอท่านนี้ เป็นหมอแผนโบราณ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากกรุงพาราณสีมากนัก ฐานะทางครอบครัวก็พออยู่พอกิน อาศัยวิชาแพทย์แผนโบราณรักษาผู้คนเลี้ยงชีวิต จนเป็นที่เชื่อถือและรู้จักของผู้คนในละแวกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว โรคที่เกี่ยวข้องกับตา  รายไหนรายนั้น หายขาดทุกราย

          ความที่มีชื่อเสียง บางครั้งก็ก็ค่อนข้างจะ “งก” ในเรื่องเกี่ยวกับค่ารักษา ประเภท จะรักษาก็ต้องถามคนไข้ หรือญาติก่อนว่า มีเงินจ่ายไหม ? 

          ความจริงจะไปว่าแกก็คงไม่ถูกต้องนัก คุณหมอในปัจจุบันโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ก็เห็นเขากำหนดราคาเบ็ดเสร็จ  แต่งตรงนั้น ผ่าตรงนี้ ตรวจตรงโน้นคิดเท่าไหร่ จ่ายเท่าไหร่ ข้อนี้เราท่านก็คงทราบ

          วันหนึ่ง ขณะที่แกกลับมาจากรักษาคนไข้ที่หมู่บ้านอื่น ระหว่างทางได้พบกับหญิงชราผู้หนึ่ง จากการสังเกตและเข้าไปทักทาย ทำให้รู้ว่า ยายท่านนี้มีปัญหาเรื่องสายตา จึงได้เอ่ยปากถามว่า อยากหายเป็นปกติไหม ?

          “อยากสิ คุณหมอ แหมถามได้ ยายนี่รักษากับหมอมาหลายคนแล้ว ไม่เห็นได้เรื่องสักราย นี่ถ้าหมอเก่งจริง รักษาตาของยายให้หายเป็นปกติได้ อย่าว่าแต่ค่ารักษาเลย เอางี้ ถ้าหมอรักษาให้หายได้จริง ๆ ยาย พร้อมลูก ๆ จะยอมเป็นเป็นบ่าวรับใช้ตลอดชีวิตเลยเอ้า !”

          อารามที่แกหมดหวังกับหมอหลายรายที่ผ่านมา ทำให้แกคิดว่า รายนี้ก็คงอีหรอบเดิม จึงทำให้กล้าพูดไปถึงขนาดนั้น

          คุณหมอไม่พูดไม่จา ตรวจดูอาการแล้วก็เบาใจ เพราะโรคที่แกเป็นอยู่เวลานี้ ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด เอายาไปหยอดไม่กี่วันก็คงหาย

          จากนั้นจัดยาให้ยาย ก่อนจะลากลับก็ไม่ลืมที่จะกำชับให้หยอดยาตามเวลา พร้อมกับบอกว่า อีกสองสามวันจะมาดูอาการ

           ฝ่ายยายเมื่อได้รับการเยียวยาด้วยยาของคุณหมอก็รู้สึกดีขึ้นทันตาเห็น เพียงไม่กี่วันก็เริ่มมองเห็นอะไรชัดขึ้น ๆ ทำให้มีความหวังที่จะมองเห็นอีกครั้ง

          แต่เจ้ากรรม ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในสมองของยาย นั่นคือความคิดที่จะไม่จ่ายค่ารักษา  ความคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อแกมานึกถึงคำพูดที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านั้น  โอ ! เป็นบ่าวรับใช้ตลอดชีวิตนี่ ไม่ธรรมดาเลยนะ ทำอย่างไรละ ? พูดไปแล้ว  เห็นทีต้องใช้แผนซะแล้ว

          พร้อมกับความคิดเช่นนี้ เมื่อคุณหมอมาเยี่ยม และถามอาการ แทนที่จะบอกว่า ดีขึ้นแล้ว ค่อยทุเลาแล้ว แกกลับพูดว่า หนักกว่าเก่าหมอ แต่ก่อนพอเห็นลาง ๆ แต่ตอนนี้ รู้สึกจะหนักกว่าเก่า ไม่เห็นดีขึ้นเลยหมอ !

          หมอได้ยินยายพูดอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่า ยายคิดไม่ซื่อแล้ว ด้วยความไม่พอใจ จึงได้จัดยาให้ยายอีกชุดหนึ่ง พร้อมกับกำชับให้หยอดไปเรื่อย ๆ อีก เดี๋ยวก็หาย ยายใจเย็น ๆ

          ความจริงหมอทราบตั้งแต่ต้นว่า สายตาของยายเริ่มเป็นปกติแล้ว รักษาอีกไม่นานก็คงหายขาด ที่ยายพูดเช่นนี้เพราะไม่ต้องการจ่ายค่ารักษาตามที่พูดเอาไว้ ยาที่หมอจัดให้ขวดสุดท้ายจึงไม่ใช่ยารักษาตา หากแต่เป็นยาทำลายประสาทตา ซึ่งมีพิษร้ายแรงพอที่จะทำให้ตาของยายบอดสนิท

          ยายเองก็ไม่ทราบ จึงได้หยอดยาชุดนั้นไปอีก ทำให้ยายบอดสนิทตั้งแต่บัดนั้น

          ผลกรรมที่หมอท่านนี้ทำไว้ ส่งผลอย่างไรบ้างกับชีวิตของหมอ ผู้เขียนไม่อาจพรรณนาได้หมด ขอตัดตอนมาชาติสุดท้ายก่อนที่ผลกรรมที่ทำไว้จะปิดบัญชีงบดุล

          ในชาติสุดท้าย ท่านถือกำเนิดในตระกูลมีอันจะกิน ภายหลังเมื่ออายุมากเข้าก็หันเหเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หวังทางสงบให้กับชีวิตในวาระสุดท้าย

          ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่ง บวชได้ไม่นาน ก็เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ชักชวนเพื่อนพระด้วยออกธุดงค์ รอนแรมไปตามภูเขาลำเนาไพร อาศัยหมู่บ้านใกล้ ๆ บิณฑบาตเลี้ยงชีพ

          ก่อนเข้าพรรษาปีแรกที่ออกธุดงค์ ท่านได้ทำประกาศกับเพื่อนพระด้วยกันว่า พรรษานี้จะไม่ขอเอนหลังถึงพื้น ง่วงอย่างไรก็จะขอพิงเสา พิงต้นไม้หลับเอา ตราบใดที่ไม่บรรลุธรรมก็จะไม่ขอเอนหลังนอน

          นี่เป็นความเคร่งครัดที่ท่านยึดถือ แต่ความเคร่งครัดดังกล่าวนี้ กลับมีผลต่อตาทั้งสองของท่านในเวลาต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          กล่าวคือ ลมเริ่มเสียดแทงตา ทำให้ตาของท่านมีน้ำตาไหลออกบ่อย ๆ  แมงหวี่ก็ชอบมาตอม บางครั้งก็รู้สึกเคืองนัยน์ตา ก็ใช้มือขยี้  ออกไปบิณฑบาต หมอในหมู่บ้านเห็นถามก็มักจะเลี่ยงไปว่า ไม่เป็นไร ๆ เคืองตานิดหน่อยเอง

          หลายวันเข้าหมอก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้จัดยาถวาย พร้อมแนะนำว่า ให้นำไปหยอดที่วัด

          ท่านก็หยอดตามคำแนะนำของหมอทุกอย่าง เพียงแต่ เวลาหยอด ท่านนั่งหยอด ไม่ได้นอนหยอด ทำให้ยาไม่สามารถเข้าไปในเยียวยาได้ โรคตาของท่านจึงไม่หายสักที ซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้กับคุณหมอ

          วันหนึ่ง  หมอซักไซ้ไล่เลี่ยงว่า นั่งหยอดหรือนอนหยอด

          ท่านนิ่ง ไม่ยอมตอบหมอ คาดค้านอย่างไรก็ไม่พูด หมอจึงไปที่วัด ไปดูสถานที่ท่านพักอยู่ เห็นแต่ที่เดินจงกรม ที่นั่ง แต่ไม่เห็นที่นอน ก็มาถามอีก เมื่อเห็นว่าพระท่านไม่พูด หมอก็พูดปัดด้วยความไม่ค่อยจะพอใจนักว่า

          “ผมปรารถนาให้หลวงพ่อหาย แต่หลวงพ่อไม่นอนหยอดตามคำแนะนำของผม ความจริงถ้าหลวงพ่อเชื่อผม หลวงพ่อก็น่าจะหายตั้งนานแล้ว ต่อไปนี้เวลาใครถาม หลวงพ่ออย่าบอกนะว่า ผมเป็นคนรักษาหลวงพ่อ ผมเองก็จะถือว่า ผมไม่ได้รักษาหลวงพ่อ”

          ว่าแล้วคุณหมอก็จากไป ไม่กลับไปรักษาหลวงพ่ออีกเลย

          ฝ่ายหลวงพ่อ เมื่อถูกหมอบอกเลิกรักษาเช่นนั้นก็มานั่งพิจารณาตัวเอง จะเลือกเอาอะไรระหว่างสัจจะที่ตั้งไว้กับดวงตา

          ทบทวนไปมา ในที่สุดท่านก็เลือกเอาสัจจะ ตาจะบอดก็ช่างมัน แต่สัจจะต้องคงอยู่

          ด้วยปณิธานเด็ดเดี่ยวอย่างนั้น ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญสมณธรรม โดยไม่สนใจรักษาดวงตา และที่สุดท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในพรรษานั้นเอง บรรลุพร้อม ๆ กับ ดวงตาทั้งสองข้างของท่านบอดสนิท ไม่เห็นแสงเดือน แสงตะวันอีกต่อไป

          เห็นไหม ?  ถึงครากรรม เงื่อนไขต่าง ๆ มาประจวบลงตัวได้อย่างบริบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ !

         

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 33
forgive วันที่ : 06/06/2008 เวลา : 08.20 น.
http://www.oknation.net/blog/tocare
Forgive others and you will be forgiven.

กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ

เมื่อวานมาเม้นท์ทีแล้วหาย
วันนี้มาใหม่..

ชอบอ่านเรื่องกรรมให้ผลค่ะ
เห็นที่มาและที่ไป
ให้ทั้งหลักธรรมและหลักวิทยาศาสตร์
ที่ต้องกอปรด้วยเหตุและผล
ในคราวเดียวกัน

คงต้องมาอ่านตามเก็บอีกหลายตอนแล้วล่ะค่ะ..
ความคิดเห็นที่ 32
Mothemon วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 14.29 น.
http://www.oknation.net/blog/Mothemon

มากราบนมัสการและอ่านเรื่องดีๆค่ะ
สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมจริงๆ ทำความดีกันไว้ดีกว่าเนาะ
ความคิดเห็นที่ 31
chaiyassu วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 12.04 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

MeeMee
> โสตถิ เต โหตุ สัพพทา ฯ

รณบุตร
> จะหมู่หรือจ่า ก็เป็นเรื่องของกรรม จะว่าไปแล้วหากพิจารณาอย่างยุติธรรม เขาก็ได้รับไปบ้างแล้วบางส่วน เพียงแต่ว่า อาจจะไม่ถูกใจเราคนดูเท่าไหร่นัก จะเห็นได้จากเวลานี้ เขาเองทำอะไรก็ติดขัด ไม่สะดวก ไม่ราบรื่น ไม่มีคนเออห่อหมกตามเสียไปทุกเรื่อง และที่สำคัญสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ก็เริ่มปรากฎเป็นรูปเป็นร่างให้เราได้สัมผัสชัดเจนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน...
> เฮอะนา ถ้าเราช่วยกันพูด ช่วยกันแสดง ช่วยกันชี้แจง อะไรถูก อะไรผิด ให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา เดี๋ยวดีเองนั่นแหละ อยู่ที่ว่า เราอย่าเพิ่งท้อก็แล้วกัน...ไม่ได้เด็ดขาด ห้ามท้อ ห้ามหมดหวัง ห้ามหมดกำลังใจ ห้ามทอดอาลัยเด็ดขาด
>
ความคิดเห็นที่ 30
รณบุตร วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 09.24 น.
http://www.oknation.net/blog/wayuboot2499
รณบุตร จุดไฟฝัน แบ่งปันฮัก ปฏิปักษ์คนกังฉิน กินบ้านเมือง 

พระอาจารย์ครับ

กรรมของพวก ชคม. อาจารย์คิดว่าจะหมู่หรือจ่าครับ
ความคิดเห็นที่ 29
MeeMee วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 08.37 น.
http://www.oknation.net/blog/memoria

มากราบนมัสการค่ะ


ความคิดเห็นที่ 28
chaiyassu วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 05.53 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

>หม่อมติ่งจะเข้านอน อาตมาต้องเตรียมตัวออกบิณฑบาต มันก็แปลกดีเนาะ ชีวิตสลับวันสลับคืนกัน
>สทา โสตถี ภวันตุ เต...
ความคิดเห็นที่ 27
ting วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 05.50 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany


นมัสการค่ะ
มากราบลาไปนอนคะดึกแล้ว 00.47 น
ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะค่ะ
ไปเมืองไทยเมื่อไหร่คงมีโอกาสได้ไปเยี่ยมนอนที่วัดของท่านสักวันคะ
ความคิดเห็นที่ 26
chaiyassu วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 05.37 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

ศิษย์กวง
> หน้าที่ของคนปลูกต้นไม้เผื่อหวังกินดอก กินผล ก็คือต้องใส่ใจ ดูแล รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หน้าที่มีอยู่แค่นั้น การออกดอก ออกผล เป็นหน้าที่ของต้นไม้ เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาของเขา ถึงเวลา ได้ดิน ได้น้ำ ได้ปุ๋ย เติบโตควรแก่เวลาของเขา เดี๋ยวได้กินกิน ไม่ต้องเรียกร้อง
> ศิษย์กวงวางใจไว้ถูกต้องแล้ว...ขอให้เจริญงอกงามในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ความคิดเห็นที่ 25
chaiyassu วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 05.34 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

หม่อมติ่ง
> เงื่อนไขพร้อมเมื่อไหร่ ผลกรรมก็จะให้ผล ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว เงื่อนไขดังกล่าวนี้ได้แก่ ๑.เวลา ๒.สถานที่ ๓.บุคคล ๔.กรรมถึงที่สุด
> เวลานี้ติดขัดหลายอย่าง พิจารณาในแง่ของบุคคลเพียงแง่เดียวก็ติดขัดแล้ว เช่น แม้เขาจะไม่ได้ครองอำนาจโดยตรง แต่ก็มีนอมินีคุมอำนาจแทน มีลิ่วล้อเป็นปากเป็นเสียงแทน ที่สำคัญคือ มีผู้ได้ประโยชน์ร่วมกับเขาคอยปกป้อง คอยสนับสนุน ขณะที่พวกเราเองนับตั้งแต่กลไกลต่าง ๆ เช่น ปปช คตส ศาลสถิตยุติธรรม ประชาชน ก็ยังทำหน้าที่ของตนได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้กระบวนการให้ผลของกรรมติดขัด
> มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของกรรม เมื่อตัวมนุษย์พยายามบิดเบือนวิบากของกรรม ตัววิบากกรรมเองก็ต้องต่อสู้กับความเพียรพยายามของมนุษย์ และนี่ก็เป็นเงื่อนไขที่ว่า ทำไมบางคนทำชั่วแล้ว ผลชั่วไม่ให้ผล
> เถอะนา...ไม่มีใครรอดพ้นสักราย ทบทวนอดีตอันยาวนานมากระทั่งถึงปัจจุบัน ก็จะเห็น และยืนยันได้
ความคิดเห็นที่ 24
ศิษย์กวง วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 01.38 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi

นมัสการครับพระอาจารย์..

"กรรม" เราคงเลี่ยงไม่ได้และต้องชดใช้
ขอย้อนเอาข้อปฏิบัติที่อาจารย์ของผม
ท่านสอนไว้ครับ...คือ..

"ยอมรับสิ่งที่ทำแล้ว ขณะเดียวกันก็ใส่ใจสิ่งที่จะทำต่อไปภาคหน้า"

ปล.ปัจจุบันผมระลึกถึงตลอดเวลา..และไม่เคย
นึกโทษ "กรรม" เลยครับ..จริงๆ
ความคิดเห็นที่ 23
ting วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 01.13 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany


นมัสการค่ะ
เมื่อไหร่กรรมจะตามคนกินบ้านกินเมืองค่ะ
ว่าไปก็ต้องใจเย็นๆ เพราะ ผลกรรมมักให้ตอนใกล้ถึงฝั่ง ใช่ไหมค่ะ
คนอะไรกฏหมายก็มีให้เห็น แต่นอมินี ไม่มีใครแตะสักคน รอดูนะ ถ้าทักษิณไม่ได้รับโทษอะไรเลย โยมยอมโอนสัญชาติ

ความคิดเห็นที่ 22
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim


ความคิดเห็นที่ 21
chaiyassu วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 18.36 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

คุณ BaCon
> ถ้ามองได้ครบทั้งสองด้านดังที่ว่ามา นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะชีวิตนี้ มีมุมให้เราได้มองได้หลายมุมจริง ๆ

คุณซัน ฯ
>

หม่อมติ่ง
> คิด ๆ ดูก็แปลกดีนะ......อะไรพาไปไกลถึงขนาดนั้น...
ความคิดเห็นที่ 20
ting วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 15.58 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany


นมัสการค่ะ
กฏแห่งกรรม ทุกคนคงเคยเจอมาแต่ไม่ได้สังเกตเลยไม่รู้ว่านั้นคือกรรมที่ต้องรับ
โยมมาอยู่ที่นี่ก็คงเป็นกรรมที่เคยสร้างร่วมกันมา
ธรรมที่ท่านนำมาให้อ่านก็สะท้อนให้เห็นถึงกรรมได้ชัดดีนะค่ะ
ขออนุโมทนาในธรรมรสที่มีใน oknation คะ
ความคิดเห็นที่ 19
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 13.44 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
แวะมาสาธุครับ
มาช้าประจำสังสัยกรรมจะเยอะ
เข้าหาธรรมไม่ค่อยถึง
ความคิดเห็นที่ 18
BaCon วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 13.03 น.
http://www.oknation.net/blog/countonme

ทุกอย่างเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน
ด้านหนึ่งเหมือนเป็นเรื่องกรรมเก่า ..
ด้านหนึ่งเป็นหนทางสู่อรหันต์ผล !!

ถึงครากรรม เงื่อนไขต่าง ๆ มาประจวบลงตัวได้อย่างบริบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ !

ถึงคราจะบรรลุอรหันต์ เงื่อนไขต่าง ๆ มาประจวบลงตัวได้อย่างบริบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ !

มองด้านไหนดีเอ่ย ??

ความคิดเห็นที่ 17
chaiyassu วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 12.40 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

คุณ mutitas
> ทางสายกลาง จะไม่แบ่งว่าทางสายกลางทางโลกกับทางธรรม การแบ่งเกิดจากความไม่เข้าใจของเรา
> ประโยคตัวอย่างที่ให้พิจาณา
"......เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายเสียคงจะหาได้ แต่ปัจจุบันถ้าหาไม่ได้ตายนะครับหลวงพี่.............."
๑. เงินทองเป็นของนอกกาย ข้อนี้จริง
๒. ไม่ตายเสียคงจะหาได้ ข้อนี้ก็จริง
๓. แต่ปัจจุบันถ้าหาไม่ได้ตายนะครับ ข้อนี้ก็จริง
>ประเด็น คือ แล้วเขาพูดผิดตรงไหน ? พระพุทธเจ้าก็สอนให้เราขยันหา ขยันเก็บ ขยันรักษา จะได้มีทรัพย์ใช้สอย เลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัว มัวนั่งงอมืองอเท้า ไม่ทำอะไรเลย นั่นต่างหากที่ผิดหลักคำสอน ยังทรงสอนต่อไปอีกว่า เกียจคร้านเป็นทางเสื่อม (อบายมุข)
> สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ อย่าโยงคำสอนผิด ๆ ชุดไหนอยู่ตรงไหน บริบทอย่างไร ต้องชัดเจน เหมือนกับการใช้ยา เป็นโรคกระเพาะ แต่ดันไปทานยาแก้ไอ ปวดท้อง ดันไปทานยาพาราเซตามอน ฯลฯ
ความคิดเห็นที่ 16
chaiyassu วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 12.26 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

ดินเดินทาง
> ถ้าไม่มองไปใกลมากนัก เราก็จะเห็นกรรม และผลของกรรมอย่างชัดเจน มองมาที่ตัวก็เห็น มองไปที่สังคม ประเทศชาติก็เห็น ไม่ใช่สิ่งลึกลับอะไรเลย

ปอจู
> วันนี้ร่ายยาวจังเลย แต่ก็ดีนะ ได้สาระดี ๆ จากปอจูแยะเลย...
> อ้อ ! เกลือ ถ้ามันขึ้นเยอะมาก ก็ขูด ๆ ใส่จาน นำไปปรุงอาหารก็ได้ จะได้ช่วยประหยัด ไม่ต้องซื้อเกลือ

คุณ Cancer
>แหม ! เกริ่นมาข้อเดียว ทำให้อยากรู้ทั้ง ๑๕ ข้อจัง...

คุณเบญจพร
> ถ้าจะให้ถูก ต้องบอกว่า เป็นคำสอนของพระพุทธองค์....อาตมาทำหน้าที่เพียงนำมาแสดงต่อเท่านั้น มิบังอาจบอกว่าเป็นคำสอนของตัวเอง เดี๋ยวขี้กลากขึ้นหัว

คุณ sodaaban
> เอวัมปิ ตัง ภะคะวา อาหะ ฯ (ขออนุญาตแปล...แม้พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้เช่นนั้น) ช่วงนี้กำลังทบทวนภาษาบาลี เลยขออนุญาตดัดจริตพูดภาษาบาลีบ้าง !
ความคิดเห็นที่ 15
chaiyassu วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 12.10 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

คุณอักษราภรณ์
> อนุโมทนาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ใกล้ตัวดี ส่วนจะเป็นเหตุผลโยงไยกันได้หรือไม่ อันนี้ อาตมาไม่กล้ายืนยัน อาจจะเกี่ยวข้องเหมือนอย่างที่คุณอักษราภรณ์สรุป หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมตัวอื่น เรื่องนี้ เกินวิสัยของอาตมาแล้วละ

น้องจ๋า
> ในโลกของเรา ในชีวิตของเรา มีเรื่องไม่น่าเชื่อหลายอย่างเหลือเกิน นั่นคงเป็นเพราะสติปัญญาญาณของเราที่มีอยู่ ไม่เพียงพอสำหรับความรู้เหล่านั้น

คุณแค็ท
> การเข้าใจเรื่องกรรม เชื่อเรื่องกรรม เชื่อในเรื่องผลของกรรม เชื่อว่าเรามีกรรมเป็นของตน ถือว่าเป็นหลักการเบื้องต้นสำหรับชาวพุทธที่ต้องยึดถือ

ท่านลานเทวา
> สทา โสตถี ภวันตุ เต, นมามิ เจตสา
(ปล.เป็นพระด้วยกัน ขออนุญาตพูดเป็นภาษาบาลี)

musachiza
> ชื่นชมกับบทสรุป....

คุณพิมาน
>
ความคิดเห็นที่ 14
mutitas วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 11.10 น.
http://www.oknation.net/blog/mutitas

หลวงพี่ครับ
ทางสายกลางของทางโลก กับ ทางธรรม
ดูจะห่างไกลกันมาก หลวงพี่ลองพิจารณาดู

"......เงินทองเป็นของนอกกาย
ไม่ตายเสียคงจะหาได้
แต่ปัจจุบัน
ถ้าหาไม่ได้ตาย
นะครับหลวงพี่.............."
ความคิดเห็นที่ 13
sodaaban วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 10.24 น.
http://www.oknation.net/blog/sodaaban


กฎแห่งกรรม
ผลมาจากเหตุ
เหตุวันนี้เป็นผลวันหน้า
ความคิดเห็นที่ 12
เบญจพร วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 09.04 น.
http://www.oknation.net/blog/benjaporn

@@@###......หลวงพ่อเจ้าขา
วันนี้ม่ายกล้าเสียงดังแล้วเจ้าค่ะ
กลัวกรรม...ทำให้หลวงพ่อต๊กกะใจ

...เช้านี้หนูไปดูลูกนิมิตที่บ้านศิษย์กวงมาค่ะ
...จะปิดทองก้อม่ายกล้า
...จะขะมายก้อกลัวบาป
...ไว้รอปิดที่วัดน่าจะดีก่านะเจ้าคะ


ทุกวันนี้หนูตั้งใจทำความดี
เพราะกรรมเก่าคงมากเหลึอเกิน
ยิ่งได้อ่านคำสอนของหลวงพ่อแล้วยิ่งได้คิด

หนูกราบขอบพระคุณสำหรับคำสอนดีๆเจ้าค่ะ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11
cancer วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 08.54 น.
http://www.oknation.net/blog/ION

จรรยาบรรณแพทย์แผนโบราณ
มี 1 ใน 15 ข้อว่า
ไม่ลุอำนาจแก่อคติ 4
ความคิดเห็นที่ 10
ปอจู วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 07.45 น.
http://www.oknation.net/blog/Paojoo1974

นมัสการค่ะ.....พระอาจารย์
หลวงพ่อท่านก็ยึดมั่นถือมั่นเกินไปนะคะ
แต่ก็อย่างว่าท่านก็ได้มาในสิ่งที่ท่านต้องการแล้วนี่คะ
นั่นคือ "ดวงตาเห็นธรรม" แม้จะต้องแลกด้วยการมองไม่เห็นอย่างอื่นอีกเลยชั่วชีวิต
ถ้าท่านเลือกเช่นนี้...เราก็ควรเคารพในรตัดสินใจของท่านนะคะ
ป.ล.. หมอนี่ (เป็นคำเรียกทั้งการประกอบอาชีพและคำเรียกขานคน) เนี่ย..ไม่น่าจะเป็นคนที่ดีอย่างแท้จริง
แล้วที่น่ากลัวก็คืออาชีพที่ประกอบนี้นั้น...ควรจะได้คนดี ๆ ที่ต้องการเสียสละจริง ๆ
คืดนอกจากจะไม่ได้มาเพื่อกอบโกย...เก็บเงินแพง ๆ แล้วนั้น...ต้องมาเพื่อที่จะเสียสละด้วยซ้ำ (พระอาจารย์เคยได้ยินเรื่อง...คุณหมอท่านหนึ่งที่เปิดคลีนิค ๕ บาท ที่ซอยระนอง..คลองเตยมั้ยคะ) นั่นจึงจะเรียกว่าหมอ
แต่ก็อย่างว่านะคะ...เวลาเปลี่ยน...สังคมเปลี่ยน
คงมีแต่เราเท่านั้นที่ยึดมั่นถือมั่น...
การเป็นคนปกติในสังคมที่ไม่ปกตินี่มันลำบากจังเลยนะคะ
ป.ล..๒ อ้าวดูดิ...บ่นใหญ่เลย...หนูคิดว่าพระอาจารย์เป็นบาทหลวงอะค่ะ...เลยพูดซะหมดหัวใจเลย (Ha)
งั้นลูกไปทำงานก่อนนะคะ...หยุดงานจนขี้เกลือจับตามข้อแล้วละคะ
เวรกรรมจริง ๆ ดันรักงานที่ทำ (ฉันทา) ซะงั้น
เลยไม่รู้สึกว่าทำงานอีกเลยชั่วชีวิต

ความคิดเห็นที่ 9
ดินเดินทาง วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 05.52 น.
http://www.oknation.net/blog/din-travel


กราบนมัสการ พระอาจารย์

ค่ะ..เข้าใจว่า..กรรม มีจริง..
และจะตามตัวเราไปตลอด..



ความคิดเห็นที่ 8
pimahn วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 02.21 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2 (นวนิยายที่เขียนจากประสบการณ์ชีวิต สอดแทรกข้อคิด เรื่องชีวิตและความรัก เพื่อความเพลิดเพลินและประเทืองปัญญา)

เข้าใจเลยครับ
ผล ทั้งหลาย ย่อมมีมาแต่เหตุ

อนุโมทนาในธรรมทานนี้ครับ

โหวตให้กับเรื่องที่เตือนสติ และให้ข้อคิดเรื่องการทำบาปท่ีมีผลต่อชีวิต
ความคิดเห็นที่ 7
musachiza วันที่ : 02/05/2008 เวลา : 01.13 น.
http://www.oknation.net/blog/musachiza
Bin humzah

มองในฐานความคิดแบบกรรมก็ต้องอธิบายว่า
กรรมทำให้ไม่ฉุกคิดว่าตึงไป
ทั้งๆที่ความเป็นจริงนั้นใช่ว่าจะต้อง
ทำถึงขนาดนั้น แต่ตั้งยึดในสิ่งที่ตนมุ่งว่า
สิ่งนี้คือเป้าหมาย แม้เป้าหมายนั้นจะไร้เหตุผลก็ตาม เพราะทำกรรมบีบบังคับ

ความคิดเห็นที่ 6
ลานเทวา วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 23.13 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........


ความคิดเห็นที่ 5
Cat@ วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 23.02 น.
http://www.oknation.net/blog/catadler

มนัสการ พระอาจารย์

ไม่มีคำสงสัยในกรรม
ความคิดเห็นที่ 4
น้องจ๋า วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 21.20 น.
http://www.oknation.net/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

ค่ะ..ไม่น่าเชื่อ จริงๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
อักษราภรณ์ วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 20.16 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
เปลี่ยนดอกไม้บูชา...พระพุทธ  พระธรรม พระอริยะสงฆ์ บูรพาจารย์ บิดามารดา ผู้มีอุปการคุณ... ทุกวันโกนค่ะ.

กราบนมัสการพระคุณเจ้าเจ้าค่ะ

กำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องกรรมอยู่พอดีเจ้าค่ะ
แต่เป็นหัวข้อและคำอธิบายเรื่องของกรรม
มิใช่ภาคตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงกรรม-วิบากของกรรม

เรื่องส่วนตัวเจ้าค่ะ...
แม่หกล้มกระดูกตะโพกหลุด
มีเหตุให้ต้องรอเวลาอยู่สามวันจึงได้ผ่าตัด
ในระหว่างนั้น
ต้องรับเวทนาหนักนัก

เมื่อผ่าตัดแล้ว...
กระเพาะปัสสาวะไม่ยอมทำงาน
ต้องใช้สายสวนปัสสาวะ
ภายใต้การดูแลของแพทย์
ใช้เวลาสามเดือน
กระเพาะปัสสาวะจึงทำงานเป็นปกติ

ถามแม่ว่า...
"แม่พอจะรู้ไหมว่าเพราะกรรมอะไร ?"
แม่ทบทวนอยู่พักหนึ่ง
แล้วตอบว่า...
"ครั้งหนึ่งเทน้ำร้อนลงมาทางหน้าต่างครัว
บังเอิญลงไปโดนลูกหมาที่กำลังเดินอยู่ตรงนั้น
ด้วยความไม่ตั้งใจ
แม่เสียใจมาก
ดูแลรักษามันอยู่สามวัน
ที่สุดมันก็ตาย"

ดิฉันมั่นใจว่า...
เรื่องของแม่เป็นวิบากของกรรม
ที่แม่ต้องรับ...
แม้แม่จะไม่ได้มีเจตนาก็ตาม

กราบนมัสการเจ้าค่ะ.
ความคิดเห็นที่ 2
chaiyassu วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 19.47 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

คุณเรือรบ
> นี่แหละกรรมของท่าน จริง ๆ ก็เป็นการตึงเกินไปนั่นแหละ และเพราะความที่ท่าน "ตึงเกิน" นี่แหละ จึงทำให้ท่านไม่ฟังแม้แต่หมอที่แนะนำด้วยความปรารถนาดี ทำให้ท่านต้องตาบอด
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 19.42 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ทำไมท่านต้องตั้งสัจจะมั่นว่าจะไม่นอนด้วยครับ ไม่ตั้งไว้จะเป็นการไม่ตึงเกินไป ไม่ใช่หรือครับ

ขออภัยที่หาข้อมาถามครับหลวงพี่
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: