พิมพ์หน้านี้
|
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแบ่งกลุ่มพุทธบริษัททั้ง ๔ ออกเป็น ๒ กลุ่ม โดยยึดการศึกษาเป็นเกณฑ์วัดว่า ๑.กลุ่มเสขบุคคล หมายถึง กลุ่มผู้ที่ต้องศึกษา ๒.กลุ่มอเสขบุคคล หมายถึง กลุ่มผู้ที่ไม่ต้องศึกษา ใครต้องศึกษา ใครไม่ต้องศึกษา ? และที่ว่าต้องศึกษา หรือไม่ต้องศึกษานั้น หมายถึงศึกษาอะไร ไม่ต้องศึกษาอะไร ? เป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือ นิพพาน คือการดับกิเลส ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เน้นคำว่า สิ้นเชิง ก็เพราะว่า การดับกิเลสนั้นมีระดับชั้น เช่น ผู้ที่เป็นโสดาบันก็ละได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่สกทาคามีก็ละได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่เป็นอนาคามีก็ละได้ระดับหนึ่ง ผู้บรรลุธรรมชั้นโสดาบัน สกทาคามี และอนาคามี ได้ชื่อว่ายังดับกิเลส หรือดับทุกข์ยังไม่สิ้นเชิง ผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด คือ พระอรหันต์ เท่านั้น เรียกว่า ผู้ดับกิเลส และทุกข์โดยสิ้นเชิง ผู้บรรลุความเป็นอรหัตต์แล้วเท่านั้น จึ่งไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป ส่วนพระอริยบุคคลตั้งแต่อนาคามีไป อยู่ในฐานะต้องศึกษาทั้งสิ้น จึงสรุปสั้น ๆ ได้ตรงนี้ว่า ใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้ายังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์โดยสิ้นเชิง ก็อยู่ในฐานะต้องศึกษาทั้งสิ้น เมื่อจำแนกบุคคลออกเป็น ๒ กลุ่มดังนี้แล้ว ท่านก็จำแนกเรื่องที่ต้องศึกษาไว้เป็น ๓ เรื่อง เรียกว่า ไตรสิกขา หมายถึงเรื่องที่ต้องศึกษา ๓ เรื่อง พุทธบริษัททั้งหลาย มีเรื่องที่ต้องศึกษาในชีวิตนี้ ๓ เรื่อง คือ ๑. สิลสิกขา หมายถึง ศึกษาเรื่องของศีล ๒. จิตตสิกขา หมายถึง ศึกษาเรื่องของจิต ๓. ปัญญาสิกขา หมายถึง ศึกษาเรื่องของปัญญา เป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่า ศึกษา หรือ การศึกษา ในความหมายที่ใช้ในที่นี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การศึกษาเล่าเรียนเหมือนอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หากแต่หมายถึงการฝึกฝน อบรม ขัดเกลาตัวเองในเรื่องศีล สมาธิ และปัญญาให้สมบูรณ์ถึงที่สุด จนสามารถประหารกิเลส หรือดับทุกข์ได้แล้วเท่านั้น เป็นเรื่องของการกระบวนการการฝึก อบรม ขัดเกลาในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เรียนรู้กันในเชิงทฤษฎี ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนจบนักธรรมเอก เปรียญ ๙ ประโยค จบดอกเตอร์มีปริญญาห้อยท้ายกี่ใบก็ตาม เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณชั้นไหนก็ตาม บวชเก่า บวชใหม่เพียงใดก็ตาม หากแต่ถ้ายังมีกิเลสที่เป็นตัวการทำให้เกิดความทุกข์อยู่แล้วและก็ ย่อมอยู่ในฐานะต้องศึกษา ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น นี่คือหลักเกณฑ์สำคัญที่ทรงวางเป็นแนวทางเอาไว้ เหล่าสาวก หรือเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ ฆราวาสญาติโยมทั้งหลาย จึงควรสำเนียกไว้ในใจตลอดเวลาว่า เราอยู่ในฐานะใด จบพรหมจรรย์ ไม่ต้องศึกษาต่อไปอีกแล้ว หรือว่า ยังต้องศึกษากันอีกต่อไป ในส่วนของภิกษุสงฆ์ ซึ่งถือเป็นบริษัทที่อยู่ แถวหน้า สุด พระพุทธเจ้าจะทรง เคี่ยวเข็ญ เป็นพิเศษ ทรงสอน ทรงเตือนเหล่าพระสาวกอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าประมาท บวชมาแล้วอย่าประมาท ให้เร่งทำความเพียร เร่งทำกิจที่ควรทำอันเป็นหน้าที่หลักนี้อย่างเคร่งครัด เตือนแม้กระทั่งวาระสุดท้ายชีวิตของพระองค์ !! แสดงว่า ทรงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก เป็นห่วงว่า เมื่อพระสงฆ์บวชเข้ามาสู่ธรรมวินัยของพระองค์แล้ว จะลืมทำหน้าที่ศึกษา ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เตือนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ ถ้าพระเณรบวชมาแล้วไม่ศึกษา ไม่อบรมตนในเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว อนาคตข้างหน้า พระพุทธศาสนาจะมีภัย เป็นภัยที่เกิดจากภายใน ซึ่งถือว่า มีส่วนสำคัญในการชี้ชะตาอนาคตของพระพุทธศาสนาว่าจะเจริญ หรือว่าจะเสื่อมด้วย !! นี่ไม่ใช่เป็นการพูดลอย ๆ แต่มีหลักฐานยืนจากคัมภีร์พระไตรปิฎก มีพระสูตรหลาย ๆ พระสูตรระบุไว้ชัดเจนถึงความห่วงใยในเรื่องนี้ เช่น ในอนาคตสูตร พระสูตรที่ ๓ แห่งคัมภีร์อังคุตรนิกาย ทรงเตือนภัย ๕ ประการในอนาคตแก่เหล่าภิกษุว่า ถ้าภิกษุสงฆ์สาวกของพระองค์ไม่ศึกษา ไม่อบรมในศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว จะเกิดภัย ๕ ประการดังนี้ ๑. เมื่อตนเองไม่ศึกษาอบรมศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว จักไม่สามารถทำหน้าที่เป็นอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรที่เข้ามาบวชแล้วให้ศึกษาอบรมในศีล สมาธิ และปัญญาได้ เมื่อไม่สามารถอบรมศีล สมาธิ ปัญญาได้แล้ว การละเมิดธรรมวินัยย่อมมีขึ้น ๒. เมื่อตนเองไม่ศึกษาอบรมศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว แม้อยู่ในฐานะเป็นครูอาจารย์ให้นิสัย คือเป็นผู้คอยแนะนำสั่งสอนกุลบุตรที่เข้ามาบรรพชาอุปสมบท ก็ไม่สามารถให้การศึกษาอบรมในศีล สมาธิ และปัญญาได้ กุลบุตรที่ได้การบรรพชาอุปสมบทมาก็จะไม่สามารถอบรมศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อไม่สามารถอบรมศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว การละเมิดพระธรรมวินัยย่อมบังเกิดขึ้น ๓. ภิกษุทั้งไม่ได้ศึกษาอบรมในศีล สมาธิ และปัญญา คราที่ต้องทำหน้าที่อบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา แม้แสดงธรรมผิด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็ไม่รู้สึกตัว เป็นเหตุให้มีการสืบทอดพระธรรมวินัยผิด ๆ เป็นการลบล้างพระธรรมวินัย ๔. ภิกษุผู้ไม่ได้ศึกษาอบรมในศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมไม่สามารถเข้าใจ หรือแทงตลอดพระธรรมวินัยที่ทรงแสดง ทรงประกาศไว้ไว้โดยนัยอันลึกซึ้ง เป็นแนวทางแห่งโลกุตตระ เมื่อไม่สามารถแทงตลอดธรรมเหล่านั้นได้ ทำให้เธอละเลยที่จะศึกษาอบรม คลายความเพียร และหันไปศึกษาเล่าเรียนตำราอื่น นอกเรื่อง อันไม่ใช่ธรรมวินัยที่ทรงสั่งสอน ๕. ภิกษุผู้ไม่ได้ศึกษาอบรมในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมมีความประพฤติย่อหย่อน กระทำความผิด ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ทอดธุระ ไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ อนุชนภายหลังก็จักถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ทำให้เกิดการลบล้างพระธรรมวินัย ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เห็นตัวอย่างที่ทรงเตือนไว้เมื่อ ๒๕๐๐ ที่แล้ว แล้วมองย้อนกลับมาถึงยุคปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่า ณ เวลานี้ พระพุทธศาสนากำลังมีภัย...
|