พิมพ์หน้านี้
|
ประเดิมทบทวนพระไตรปิฎกวันแรกวันนี้ด้วยเปิดคัมภีร์พระไตรปิฎก ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน เล่มแรกเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ หมวดวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ หมวดพระสุตตันตปิฎก เหตุที่ต้องเปิด ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน ก็เพื่อชวนท่านไปวิเคราะห์ปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพารณาสี อันเป็นที่มาของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราสืบสาน และสืบขานกันมาว่า วันอาสาฬหบูชา นั่นเอง ความจริงปฐมเทศนามีเรื่องชวนให้วิเคราะห์หลายเรื่อง แต่วันนี้ ประเด็นที่จะขอหยิบมาพิจารณาเป็นเรื่องแรกก็คือเรื่องของสมาธิในอริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค หมายถึง หนทางอันประเสริฐ เพราะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ ท่านจำแนกไว้ ๘ สาย คือ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำหริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ) ใน ๘ สายนี้ ถ้าสงเคราะห์เข้าในหลักไตรสิกขา จะได้ดังนี้ ข้อสัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ จัดอยู่ในหมวด ปัญญา ข้อสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ จัดอยู่ในหมวด ศีล ส่วนข้อ สัมมาวายามะ, สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ จัดอยู่ในหมวด สมาธิ อริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อกล่าวโดยย่อ ก็คือหลักไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง ผู้เขียนเลือกที่จะหยิบเรื่องสมาธิมาวิเคราะห์เป็นเรื่องแรกก่อนก็เพราะว่า เราชาวพุทธ ซึ่งก็รวมทั้งพระสงฆ์ด้วย เข้าใจเรื่องสมาธิไม่ค่อยจะครบองค์ประกอบสักเท่าไร นี่ประเมินเอาเองจากประสบการณ์คร่าว ๆ เหตุผลที่ทำให้สรุปเช่นนั้นก็คือ ชาวพุทธเราเวลาพูดถึงสมาธิก็มักจะพูดถึงการนั่งบริกรรม นั่งภาวนา ซึ่งเป็นเรื่องของการฝึกฝนทางจิตล้วน ๆ ไม่ว่าจะในแง่ของสมถะก็ตาม วิปัสสนาก็ตาม ทำให้ละเลยประเด็นของสมาธิในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วย ความจริงแล้ว ถ้าเราพิจารณากันสักนิด เราก็จะเห็นว่า ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ท่านกล่าวถึงสมาธิไว้ถึง ๓ เรื่อง ๓ ระดับ ระดับที่ ๑ ท่านเรียกว่า สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) ระดับที่ ๒ ท่านเรียกว่า สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ระดับที่ ๓ ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ) พูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า เพียรชอบก็เป็นสมาธิ ระลึกชอบก็เป็นสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบก็เป็นสมาธิ เพราะทั้ง ๓ ประการนี้ ท่านสงเคราะห์เข้าในหมวดสมาธิ ตามหลักไตรสิกขาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในปฐมเทศนาที่เรียกว่า ธรรมจักรปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าไม่ได้แจกแจง หรืออธิบายความว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร หลักฐานที่ปรากฏในปฐมเทศนามีเพียงการจำแนกหัวข้อ ความในข้อนี้มากระจ่างอีกครั้งหนึ่งในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ (ซึ่งรวมทั้งเล่มอื่น ๆ ด้วย แต่ผู้เขียนไม่ได้อ้างในที่นี้) และนี่เป็นเหตุผลที่ผู้เขียนต้องเปิดคัมภีร์พระไตรปิฎก ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเชื่อมโยงให้เหตุคำอธิบายเพิ่มเติมจากสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ละเอาไว้ในปฐมเทศนา ทรงนำไปขยายต่อเป็นพระสูตรหนึ่งอีกต่างหาก เรียกว่า มหาสติปัฏฐานสูตร เสมือนเป็นการต่อยอดแนวทางสำหรับการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ให้ละเอียดขึ้น แทนที่จะแสดงสั้น ๆ เหมือนในปฐมเทศนา ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ฟังครั้งเดียว ไม่ต้องอธิบาย ก็สามารถตรัสรู้ตามได้ ในมัคคสัจจนิเทศแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์ทรงขยายความเรื่องสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิดังนี้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ๒.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๓.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อทำบาปกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ๔.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พูดแบบภาษาชาวบ้านฟังง่าย ๆ ก็บอกว่า การที่คน ๆ หนึ่ง มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการสร้างความดีก็ตาม รักษาความดีก็ตาม หรือในการระมัดระวังไม่ทำความชั่ว รวมถึงการละเว้นจากความชั่วก็ตาม ล้วนเป็นเรื่องของสมาธิ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะจิตที่แน่วแน่ มั่นคง ดำรงอยู่บนหลักการแห่งความดีงามนั้น ๆ นี้เรียกว่า สมาธิในระดับสัมมาวายามะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑.พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๒.พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๓.พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๔.พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ สมาธิในระดับที่ ๒ นี้ ขยับแคบเข้ามากว่าระดับที่ ๑ เพราะเป็นเรื่องของการขมวดแนวปฏิบัติให้แคบลง โดยใช้เพียงร่างกายหรืออัตภาพของตนเป็นเครื่องมือสำหรับการฝึกฝน พูดง่าย ๆ คือเป็นเรื่องของการศึกษาตนเองล้วน ๆ ด้วยการตามรู้ ตามดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามฐานที่จิตเกิดขึ้นคือ กาย เวทนา จิต และธรรม นักปฏิบัติทั่วรู้จักสมาธิในระดับนี้ดี เพราะถือเป็นหลักการทั่วไปที่หลาย ๆ สำนักยึดเป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติ เรียกตามภาษาวิชาการว่า หลักสติปัฏฐาน นี้เรียกว่า สมาธิในระดับสัมมาสติ สมาธิขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า สัมมาสมาธินั้น ทรงอธิบายขยายความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑.สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจารณ์ มีปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะจิตที่เป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ ๓. เพราะปีติจางหายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ๔.เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตฌานที่ไม่มีทุกข์และสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ สมาธิในระดับที่ ๓ นี้ เป็นสมาธิชั้นสูง เรียกว่าเป็นสมาธิในระดับฌาน ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัติตามสมาธิในระดับที่ ๑ และ ๒ มาเป็นลำดับนั่นเอง อย่างไรก็ตาม สมาธิระดับนี้ หากเกิดขึ้นแก่ผู้มีจิตที่เป็นอกุศล ก็สามารถสร้างความเสียหายแก่อริยมรรคได้ เช่น กรณีของพระเทวทัต มีความความปรารถนาอยากเป็นใหญ่ ต้องการปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า จึงไปสมคบกับพระเจ้าอชาตศัตรู โดยใช้อำนาจสมาธิในระดับฌานนี้เหาะไปปรากฏตัวให้เห็นที่ระเบียงหน้าต่าง ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดความเลื่อมใส จากนั้นก็อาศัยความเลื่อมใสนี้ก่อกรรมทำชั่วมากมาย กระทั่งถูกแผ่นดินสูบในที่สุด หลักการที่สำคัญของอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงอยู่ที่พยางค์แรกขององค์ธรรม คือคำว่า สัมมา ซึ่งหมายถึง ชอบ, หรือถูกต้อง ถ้าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องเมื่อใด กระบวนธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ล้มไปทั้งหมด แนวทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง จึงมีแกนสำคัญอยู่ที่ ชอบ หรือ ถูกต้อง เป็นสำคัญ
|