• chaiyassu
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panyawat_13@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 130
  • จำนวนผู้ชม : 36887
  • จำนวนผู้โหวต : 211
  • ส่ง msg :
ชัยยัสสุ
ความคิด มุมมอง ทัศนคติ เพื่อความเข้าใจพระพุทธศาสนา ชีวิต และตัวตนของเรา
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bunruang
วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2551
บทวิเคราะห์เรื่องสมาธิ ๓ ระดับในปฐมเทศนา
Posted by chaiyassu , ผู้อ่าน : 267 , 08:46:03 น.   | หมวดหมู่ : พระไตรปิฎกศึกษา  
พิมพ์หน้านี้


          ประเดิมทบทวนพระไตรปิฎกวันแรกวันนี้ด้วยเปิดคัมภีร์พระไตรปิฎก ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน เล่มแรกเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ หมวดวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ หมวดพระสุตตันตปิฎก

          เหตุที่ต้องเปิด ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน ก็เพื่อชวนท่านไปวิเคราะห์ปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพารณาสี อันเป็นที่มาของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราสืบสาน และสืบขานกันมาว่า วันอาสาฬหบูชา นั่นเอง

          ความจริงปฐมเทศนามีเรื่องชวนให้วิเคราะห์หลายเรื่อง แต่วันนี้ ประเด็นที่จะขอหยิบมาพิจารณาเป็นเรื่องแรกก็คือเรื่องของสมาธิในอริยมรรคมีองค์ ๘

          อริยมรรค หมายถึง หนทางอันประเสริฐ เพราะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ ท่านจำแนกไว้ ๘ สาย คือ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำหริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ)

          ใน ๘ สายนี้ ถ้าสงเคราะห์เข้าในหลักไตรสิกขา จะได้ดังนี้

          ข้อสัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ จัดอยู่ในหมวด ปัญญา  ข้อสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ จัดอยู่ในหมวด ศีล ส่วนข้อ สัมมาวายามะ, สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ จัดอยู่ในหมวด สมาธิ

          อริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อกล่าวโดยย่อ ก็คือหลักไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

          ผู้เขียนเลือกที่จะหยิบเรื่องสมาธิมาวิเคราะห์เป็นเรื่องแรกก่อนก็เพราะว่า เราชาวพุทธ ซึ่งก็รวมทั้งพระสงฆ์ด้วย เข้าใจเรื่องสมาธิไม่ค่อยจะครบองค์ประกอบสักเท่าไร นี่ประเมินเอาเองจากประสบการณ์คร่าว ๆ

          เหตุผลที่ทำให้สรุปเช่นนั้นก็คือ ชาวพุทธเราเวลาพูดถึงสมาธิก็มักจะพูดถึงการนั่งบริกรรม นั่งภาวนา ซึ่งเป็นเรื่องของการฝึกฝนทางจิตล้วน ๆ ไม่ว่าจะในแง่ของสมถะก็ตาม วิปัสสนาก็ตาม ทำให้ละเลยประเด็นของสมาธิในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วย

          ความจริงแล้ว ถ้าเราพิจารณากันสักนิด เราก็จะเห็นว่า ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ท่านกล่าวถึงสมาธิไว้ถึง ๓ เรื่อง ๓ ระดับ

          ระดับที่ ๑ ท่านเรียกว่า สัมมาวายามะ (เพียรชอบ)

          ระดับที่ ๒ ท่านเรียกว่า สัมมาสติ (ระลึกชอบ)

          ระดับที่ ๓ ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ)

          พูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า เพียรชอบก็เป็นสมาธิ ระลึกชอบก็เป็นสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบก็เป็นสมาธิ เพราะทั้ง ๓ ประการนี้ ท่านสงเคราะห์เข้าในหมวดสมาธิ ตามหลักไตรสิกขาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

          ในปฐมเทศนาที่เรียกว่า ธรรมจักรปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าไม่ได้แจกแจง หรืออธิบายความว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร หลักฐานที่ปรากฏในปฐมเทศนามีเพียงการจำแนกหัวข้อ

          ความในข้อนี้มากระจ่างอีกครั้งหนึ่งในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ (ซึ่งรวมทั้งเล่มอื่น ๆ ด้วย แต่ผู้เขียนไม่ได้อ้างในที่นี้) และนี่เป็นเหตุผลที่ผู้เขียนต้องเปิดคัมภีร์พระไตรปิฎก ๒ เล่มไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเชื่อมโยงให้เหตุคำอธิบายเพิ่มเติมจากสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ละเอาไว้ในปฐมเทศนา

          ทรงนำไปขยายต่อเป็นพระสูตรหนึ่งอีกต่างหาก เรียกว่า มหาสติปัฏฐานสูตร

          เสมือนเป็นการต่อยอดแนวทางสำหรับการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ให้ละเอียดขึ้น แทนที่จะแสดงสั้น ๆ เหมือนในปฐมเทศนา ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ฟังครั้งเดียว ไม่ต้องอธิบาย ก็สามารถตรัสรู้ตามได้

          ในมัคคสัจจนิเทศแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์ทรงขยายความเรื่องสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิดังนี้

          “ภิกษุในธรรมวินัยนี้

          ๑.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น

          ๒.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

          ๓.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อทำบาปกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น

          ๔.สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว”

          พูดแบบภาษาชาวบ้านฟังง่าย ๆ ก็บอกว่า  การที่คน ๆ หนึ่ง มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการสร้างความดีก็ตาม รักษาความดีก็ตาม หรือในการระมัดระวังไม่ทำความชั่ว รวมถึงการละเว้นจากความชั่วก็ตาม ล้วนเป็นเรื่องของสมาธิ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะจิตที่แน่วแน่ มั่นคง ดำรงอยู่บนหลักการแห่งความดีงามนั้น ๆ

          นี้เรียกว่า สมาธิในระดับสัมมาวายามะ

          “ภิกษุในธรรมวินัยนี้

          ๑.พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

          ๒.พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

          ๓.พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

          ๔.พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้”

          สมาธิในระดับที่ ๒ นี้ ขยับแคบเข้ามากว่าระดับที่ ๑ เพราะเป็นเรื่องของการขมวดแนวปฏิบัติให้แคบลง โดยใช้เพียงร่างกายหรืออัตภาพของตนเป็นเครื่องมือสำหรับการฝึกฝน พูดง่าย ๆ คือเป็นเรื่องของการศึกษาตนเองล้วน ๆ ด้วยการตามรู้ ตามดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามฐานที่จิตเกิดขึ้นคือ กาย เวทนา จิต และธรรม

          นักปฏิบัติทั่วรู้จักสมาธิในระดับนี้ดี เพราะถือเป็นหลักการทั่วไปที่หลาย ๆ สำนักยึดเป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติ เรียกตามภาษาวิชาการว่า หลักสติปัฏฐาน

          นี้เรียกว่า สมาธิในระดับสัมมาสติ

 

          สมาธิขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า สัมมาสมาธินั้น ทรงอธิบายขยายความว่า

          “ภิกษุในธรรมวินัยนี้

          ๑.สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจารณ์ มีปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

          ๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะจิตที่เป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่

          ๓. เพราะปีติจางหายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

          ๔.เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตฌานที่ไม่มีทุกข์และสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่”

          สมาธิในระดับที่ ๓ นี้ เป็นสมาธิชั้นสูง เรียกว่าเป็นสมาธิในระดับฌาน ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัติตามสมาธิในระดับที่ ๑ และ ๒ มาเป็นลำดับนั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม สมาธิระดับนี้ หากเกิดขึ้นแก่ผู้มีจิตที่เป็นอกุศล ก็สามารถสร้างความเสียหายแก่อริยมรรคได้ เช่น กรณีของพระเทวทัต มีความความปรารถนาอยากเป็นใหญ่ ต้องการปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า จึงไปสมคบกับพระเจ้าอชาตศัตรู โดยใช้อำนาจสมาธิในระดับฌานนี้เหาะไปปรากฏตัวให้เห็นที่ระเบียงหน้าต่าง ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดความเลื่อมใส จากนั้นก็อาศัยความเลื่อมใสนี้ก่อกรรมทำชั่วมากมาย กระทั่งถูกแผ่นดินสูบในที่สุด

          หลักการที่สำคัญของอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงอยู่ที่พยางค์แรกขององค์ธรรม คือคำว่า “สัมมา” ซึ่งหมายถึง ชอบ, หรือถูกต้อง

          ถ้าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องเมื่อใด กระบวนธรรมตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ล้มไปทั้งหมด 

          แนวทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง จึงมีแกนสำคัญอยู่ที่ “ชอบ” หรือ “ถูกต้อง” เป็นสำคัญ  

  

 

 

 

 

         

         

         

         

         


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 31
ปอจู วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 16.27 น.
http://www.oknation.net/blog/Paojoo1974
มีไม่กี่ชาติบนโลกใบนี้ที่มีภาษา (พูดและเขียน) เป็นของตัวเองและเราคือหนึ่งในนั้น...ภูมิใจมั้ยคะ...?? (ชมรมรักษ์ภาษาไทย)


ซึ้งมาก ๆ ค่ะ (เห็นปะซึ้งมาก ๆ จริง ๆ ค่ะ)
ลูกป่าว "มุสา" นะ


กราบขอบพระคุณพระอาจารย์มาก ๆ นะคะ

ความคิดเห็นที่ 30
chaiyassu วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 05.19 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

สาธุ...ปอจู
ฉันทะสร้างบ้านสร้างเรือน
ฉันทะสร้างเนื้อสร้างตัว
ผู้มีฉันทะ มีความมุ่งมัน ท่านว่า
ผู้นั้นจักมีอายุยืน...
เห็นความตั้งใจของปอจูแล้ว
ขอแสดงความชื่นชม......

ความคิดเห็นที่ 29
ปอจู วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 00.38 น.
http://www.oknation.net/blog/Paojoo1974
มีไม่กี่ชาติบนโลกใบนี้ที่มีภาษา (พูดและเขียน) เป็นของตัวเองและเราคือหนึ่งในนั้น...ภูมิใจมั้ยคะ...?? (ชมรมรักษ์ภาษาไทย)


นมัสการค่ะ.....พระอาจารย์

ปอจูโชคดีก็เพราะว่ามี "ฉันทะ" นี่แหละค่ะ
ปอจูเลยไม่มีความรู้สึกว่าต้องทำงานอีกเลย
ชั่วชีวิต

ความคิดเห็นที่ 28
chaiyassu วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 07.23 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

อนุโมทนาบุญกับคุณรักษ์



ความคิดเห็นที่ 27
rakmananya วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 07.19 น.
http://www.oknation.net/blog/rakmananya

กราบนมัสการ พระอาจารย์

ผมเพิ่งกลับจากการไปร่วมกิจกรรมทำบุญ

ในระหว่างเทศกาลวันเข้าพรรษาครับ.

ขอแปะโป้งไว้ก่อน แล้วจะกลับมาอ่านพิจารณาอย่างละเอียดครับ.

พระอาจารย์คงเข้าพรรษาด้วยความสุข สงบ

ขออนุโมทนาด้วยครับ

รักษ์ มนัญญา
ความคิดเห็นที่ 26
chaiyassu วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 06.51 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

>อนุโมทนกับโยมป้าอัก ฯ
>รับปากก้อนหินแล้วว่าจะดูให้ คืนคำไม่ได้ ประเด็นไม่น่าจะยากนัก เพราะดูโครงสร้างทั้งหมดแล้ว เข้าใจกรอบความคิดของก้อนหินว่า ต้องการนำเสนออะไร และทุกเรื่องที่นำมาต่อจิ๊กซอก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ปัญหาอยู่ตรงที่เราจะมีวิธีการอธิบายอย่างไร ให้ทั้งหมดกลมกลืนกันเป็นเรื่องเดียว....เบื้องต้นอยากให้ก้อนหินใช้หลักปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวหลักในการอธิบาย โดยแยกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นกระบวนการเกิดชีวิตที่เราเรียกว่า มนุษย์ ซึ่งมีส่วนประกอบต่าง ๆ ตามที่ก้อนหินเสนอมา ให้ครอบคลุมจิต เจตสิก รูป ส่วนท่อนที่สองให้อธิบายกระบวนการดับทุกบนพื้นฐานของส่วนแรก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการอธิบายเรื่องนิพพานไปในตัว....
> แล้วจะแจกแจงให้ดูเป็นตัวอย่าง วันนี้เอาเคร่า ๆ เป็นแนวคิดก่อน....
ความคิดเห็นที่ 25
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 23.33 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim


ความคิดเห็นที่ 24
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 20.51 น.
http://www.oknation.net/blog/konhinsmile

กราบพระอาจารย์ค่ะ

ก้อนหินนำภาระมาสู่พระอาจารย์ จังเลยค่ะ
เป็นบาปกรรมโดยไม่รู้ว่าพระอาจารย์ ถือข้อธุดงค์ กรรมจริงๆ เฮ้ย...
ละเว้นโทษ ให้ผู้ไม่รู้นะคะ

มีรายงานหลายตัวค่ะ ยังไม่เข้าใจในการหาข้อมูล ส่วนมากจะพิมพ์เองด้วยคืออ่านแล้วพิมพ์
ไม่ได้ใช้คัดลอกมาจากweb เหมือนที่คนอื่นทำกัน เลยลำบากหน่อย

นี้ก็คีย์เพิ่ม ตรงการเกิดของมนุษย์และเรื่องนาม เพิ่มอีกนิดค่ะ พรุ่งนี้จะadd เพิ่ม

จริงๆ แล้วมันสำคัญ ตรงที่เราวิเคราะห์และสรุปออกมาได้มั๊ย ว่าเราเข้าใจ โจทย์หรือไม่? ก้อนหินคิดว่าตรงนี้สำคัญมากๆ นะคะ

ก้อนหินเกรงใจพระอาจารย์จังค่ะ ฉันอาหารก็น้อย(คงมื้อเดียวด้วยใช่มั๊ยค่ะ) ตัวก็บางๆ นอนก็ลำบากอีก งานแยะด้วยหรือค่ะ...

ไม่เอาล่ะ...ต่อไปไม่ให้พระอาจารย์ต้องลำบากอีกแล้วค่ะ..อะนะปล่อยผ่านไปเฮอะ
คาดว่าเอาตัวรอดได้ ตอนนำเสนอจะพูดให้มันวนเวียนวนไปวนมา..พูดให้เขาไม่เข้าใจเขาก็คิดว่าเราเก่งเองแหละ...(เขาเรียกว่าดำน้ำ..แบบมวยวัด..ไงค่ะ)

ด้วยความเคารพ ด้วยจิตคารวะอย่างสูง นะคะ
ก้อนหิน
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ความคิดเห็นที่ 23
อักษราภรณ์ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 20.43 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งคงได้ชม.....

กราบนมัสการพระคุณเจ้าเจ้าค่ะ

ดิฉันไปอยู่วัดมาสี่วัน
เพิ่งกลับมาเมื่อเย็นวันอาทิตย์นี้เจ้าค่ะ
เอาบุญมาฝากเพื่อนธรรมตามบ้านเพื่อนหลายหลัง

แต่ขัดข้องที่คิดไม่ตก...
ว่าสมควรนำบุญมาฝากพระคุณเจ้าหรือไม่ ?
จึงพักเว้นกุฏิพระคุณเจ้าไว้หนึ่งบ้านเจ้าค่ะ

ตอนนี้คิดตกแล้วเจ้าค่ะ
พระคุณเจ้ามีบุญอื่นมากมาย
ฆราวาสหญิงอย่างดิฉัน
ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำบุญมาฝากพระคุณเจ้า
เลยทำเงียบ ๆ หายไปเจ้าค่ะ

กราบนมัสการเจ้าค่ะ
โยมป้าอักฯ...คุณากร ๐๐๐๓
ความคิดเห็นที่ 22
chaiyassu วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 17.53 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

ขอเวลานิดหนึ่งนะก้อนหิน เมื่อตะกี้เข้าไปอ่านได้ครึ่งหนึ่ง พอดีตีระฆังทำวัตรก่อน ก็เลยต้องพักไว้ เห็นทีต้องพิมพ์ออกจากเครื่อง ไปอ่านข้างนอก เพราะช่วงตอนกลางคืนอาตมาไปจำวัตรในกลดใต้ต้นไม้ข้าง ๆ กับที่สร้างโบสถ์ ไม่ได้จำวัตรที่กุฎิ ประกอบต้องเตรียมตัวสอนวันพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ด้วย เต็มอัตราศึกเลย...ถ้าก้อนหินรายงานวันเสาร์คิดว่าน่าจะทัน...แล้วจะพยายามดูให้....
ความคิดเห็นที่ 21
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 16.15 น.
http://www.oknation.net/blog/konhinsmile

พระอาจารย์เจ้าขา

ช่วยก้อนหินหน่อยนะเจ้าค่ะ จะต้องออกพูดหน้าห้องเรียนวันเสาร์นี้อะดิ...ค่ะ
แก้ตรงอธิบายและบทสรุปนะคะ
ตามlink เลยค่ะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/dailyhamma/2008/07/21

กราบขอบพระคุณค๊า
ก้อนหิน
๒๑ กนกฎาคม ๒๕๕๑
ความคิดเห็นที่ 20
chaiyassu วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 15.03 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

เมื่อตะกี้แวะไปบ้านโยมป้ามา
ยังไปฝากเมนต์ไว้
นึกว่าแอบไปปลีกวิเวกที่ไหนเสียอีก
เห็นเงียบไป...
ที่แท้ก็แวะมาที่วัดบ้านด่านนี่เอง

ความคิดเห็นที่ 19
อักษราภรณ์ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 14.38 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งคงได้ชม.....

สาธุ สาธุ สาธุ
อนุโมทามิ
เจ้าค่ะ
แจ่มชัดยิ่งนัก.
ความคิดเห็นที่ 18
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 09.41 น.
http://www.oknation.net/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ...โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

ขออนุโมทนาในธรรมทานนี้
ความคิดเห็นที่ 17
chaiyassu วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 05.39 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

อนุโมทนากับคุณแค็ท

มีโอกาส

ก็หาโอกาส

เรื่อย ๆ นะ


ความคิดเห็นที่ 16
Cat@ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 05.35 น.
http://www.oknation.net/blog/catadler


กราบอาจารย์ ค่ะ

ไปอยู่วัด เจอ ฝึก เดินจงกรม
ฝึกจนถึงเทียงคืน
เดิน หลับกันไปเลย
ทั่งเหนือย สนุก อิ่มบุญ เจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 15
chaiyassu วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 05.32 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

ศิษย์กวง
>ถูกแล้วศิษย์กวง ของพวกนี้ถ้าใช้ไม่ถูกทาง จะทำลายตัวเอง ทำให้ตัวเองเสียหาย ที่สำคัญคือปิดทางนิพพานไปโดยปริยาย
>พระพุทธเจ้าแม้จะทรงใช้ประโยชน์จากฤทธิ์เหล่านี้ แต่ก็ทรงใช้อย่างระมัดระวัง และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
>เรื่องฤทธิ์ต่าง ๆ จะว่าไปแล้วก็เหมือนของเด็กเล่น ของเด็กเล่น ก็เหมาะสำหรับเด็ก แต่พอโตขึ้น เข้าใจอะไรต่อมิอะไรแล้ว ของที่เคยเล่นตอนเด็ก ๆ ก็หมดความหมาย
ความคิดเห็นที่ 14
ศิษย์กวง วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 00.18 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi

นมัสการครับพระอาจารย์..

"กรณีของพระเทวทัต"..
ย่อมแสดงให้เห็นว่า
มีการ"หลงผิดเป็นชอบ"
และการเล่นฤทธิ์เป็นเรื่องปกติ..คนธรรมดาก็ย่อมสามารถทำได้หากฝึกปฏิบัติได้ถึงจุด..
ไม่ใช่เรื่องแปลก..พวกเราจึงควรใช้วิจารณญาณ
ให้ดี...
ความคิดเห็นที่ 13
chaiyassu วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 19.30 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

ครูทิพย์
>เรื่องสมาธิก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ครบกระบวนความ มิเช่นนั้นแล้ว เราก็จะเสียประโยชน์
ความคิดเห็นที่ 12
ครูทิพย์ วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 14.59 น.
http://www.oknation.net/blog/Tip2
ครูทิพย์


กราบนมัสการค่ะพระอาจารย์...โยมได้พลอยอาศัยอ่านคำอธิบายเรื่องอุเบกขาและการวางเฉย ที่ท่านอธิบายให้คุณเรือรบ...ได้ประโยชน์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างที่พระอาจารย์ยกให้เห็นประกอบคำอธิบายช่างตรงกับตัวโยมเสียจริงๆ..."เราเป็นกรรมการคุมห้องสอบ และในห้องสอบมีคนที่เรารู้จักเข้าสอบด้วย ซึ่งบางจังหวะบางโอกาส เราสามารถเอื้อประโยชน์แก่คน ๆ นั้นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เราไม่ทำ ปล่อยให้เขาได้ทำข้อสอบไปตามความรู้ความสามารถของเขา อย่างนี้เรียกว่า อุเบกขา หรือวางเฉย" โยมก็ทำเช่นนี้ค่ะ แม้บางครั้งจะได้คุมห้องที่มีศิษย์รักนั่งสอบอยู่...แต่ด้วยจรรยาบรรณของความเป็นครู...มิอาจช่วยเหลือใดๆ ได้ จึงต้องวางเฉยค่ะ


มีกาแฟมาถวายพระอาจารย์ยามบ่ายนะคะ
ความคิดเห็นที่ 11
วิกูล วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 13.46 น.
http://www.oknation.net/blog/wikulponang


มารับฟังครับ
ความคิดเห็นที่ 10
คนช่างเล่า วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 10.12 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...

นมัสการพระคุณเจ้า

ธรรมะ ออนไลน์ คงขัดเกล้ากิเลศคนได้มากนะครับ

แวะไปบ้านหลัใหม่ผมอีกนะ เขียน

เรื่องถวายพระพรครับ มีแสตมป์สวยๆด้วย
ความคิดเห็นที่ 9
chaiyassu วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 05.42 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

คุณชาติ
> อาตมาต้องขออภัย ตอนเขียนมัวพะวงอยู่กับภาษาของพระไตรปิฎก ไม่กล้าที่จะใช้สำนวนภาษาของตน ทำให้ออกมาอย่างที่เห็น
> ขณะเขียนมี ๒ ใจ คือ ใจแรกต้องการให้ได้อ่านสำนวนภาษาพระพุทธพจน์ ขณะเดียวกันก็ตั้งโจทย์ในใจว่า ทำอย่างไรภาษาจึงจะง่าย จึงได้พยายามสรุปเนื้อหาประเด็นในช่วงท้ายของแต่ละท่อนให้ทราบ แต่ก็ทำได้สั้น ๆ เพราะไม่ต้องการให้เนื้อความยาวเกินไป พอเขียนสั้นเกินไป ก็ทำให้มีปัญหาในการเชื่อมโยงประเด็น
> บทความที่เขียนลงไปจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานเรื่องหลักธรรมคำสั่งสอนดีพอสมควรแล้ว...
ความคิดเห็นที่ 8
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 22.34 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

กราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้าครับ

อธิบายได้กระจ่างมากครับ ทั้ง 4 ระดับสถานการณืนั้นแยกออกชัดเจนเลยครับ ผมจะนำเปใช้ครับ
ความคิดเห็นที่ 7
คนใส่แว่น วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 21.02 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

อ่านไป 2 รอบ
พอจะรู้บ้าง
แต่ ยังไม่ชัด ครับท่าน
ความคิดเห็นที่ 6
chaiyassu วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 17.47 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

ตอบคำถามคุณเรือรบ
> คำว่า อุเบกขา โดยทั่วไปท่านก็แปลง่าย ๆ ว่า วางเฉย หมายถึง การวางตัวเฉยต่อสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อุเบกขากับวางเฉยจึงมีความหมายเดียวกัน เพียงแต่อันแรกเป็นคำบาลี อันหลังเป็นคำไทย
> คำว่า การวางเฉยต่อสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หมายถึงสถานการณ์แบบไหน ? ขอให้พิจารณาต่อไป
> สถานการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ เมื่อว่าโดยสรุปแล้วมีอยู่ ๔ สถานการณ์ คือ
๑. สถานการณ์ปกติ
๒. สถานการณ์ที่ตกต่ำ
๓. สถานการณ์ที่เจริญขึ้น
๔. สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ หรือหลักความจริง
> สถานการณ์ที่ชีวิตดำเนินไปตามปกติ ท่านสอนให้เรามีเมตตา มีไมตรี หรือเอื้อเฟื้อต่อกัน,สถานการณ์สถานกรณ์ที่ชีวิตตกต่ำ ท่านสอนให้เรารู้จักเห็นแสดงความเห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทร ให้ความช่วยเหลือ, สถานการณ์ที่ชีวิตเจริญขึ้น ได้ดิบได้ดี มีความก้าวหน้า ท่านก็สอนให้เราแสดงความชื่นชม ไม่อิจฉาริษยา แต่รู้จักยกย่อง เชิดชูตามสมควรแก่ฐานะ และโอกาส, สถานการณ์สุดท้าย เป็นสถานการณ์ที่ชีวิตต้องเกี่ยวข้องกับหลักการ ซึ่งถ้าเราเข้าไปแทรกแซงแล้วจะทำให้เสียความเป็นธรรมในสังคม อย่างนี้ท่านสอนให้เรามีอุเบกขา คือวางเฉย
> อุเบกขา หรือ การวางเฉย จึงไม่ใช่แค่การอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร แต่หมายถึง การที่เราเฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซงทำให้เกิดความเสียหายต่อธรรม เช่น เราเป็นกรรมการคุมห้องสอบ และในห้องสอบมีคนที่เรารู้จักเข้าสอบด้วย ซึ่งบางจังหวะบางโอกาส เราสามารถเอื้อประโยชน์แก่คน ๆ นั้นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เราไม่ทำ ปล่อยให้เขาได้ทำข้อสอบไปตามความรู้ความสามารถของเขา อย่างนี้เรียกว่า อุเบกขา หรือวางเฉย
> จะเห็นได้ว่า สถานการณ์แรกนั้นเกี่ยวข้องกับคนโดยตรง ส่วนสถานการณ์สุดท้ายนั้น เกี่ยวข้องกับหลักการ
> อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับหลักการ เราไม่ควรก้าวก่าย เพราะจะทำให้หลักการเสียหาย ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของมัน
> คำว่า วางเฉย ในภาษาไทย มีความหมายที่จะทำให้ "เพี้ยน" ไปจากหลัก อุเบกขา ได้ หากเราใช้ไม่ระมัดระวัง เช่น เห็นเพื่อนร่วมงานทุจริตในหน้าที่ แล้วเราไม่ได้แสดงท่าทีให้ถูกต้อง เช่น แจ้งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นต้น แต่ปล่อยไป เพราะเกรงจะส่งผลกระทบแก่ตน แล้วเราก็บอกว่า เราวางเฉย การวางเฉยในลักษณะนี้ไม่ใช่ วางเฉยในความหมายของอุเบกขา เพราะเฉยดังกล่าวเป็นลักษณะเฉยเมิน หรือเฉยเมย ขณะที่อุเบกขานั้นเป็นการเฉยมอง คือเฉยแล้วมองดูกระบวนการที่มันเกิดขึ้น โดยไม่เข้าไปแทรกแซงทำให้เสียหาย
ความคิดเห็นที่ 5
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 15.05 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

กราบนมัสการพระอาจารย์
ความคิดเห็นที่ 4
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 09.17 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

นมัสการพระคุณเจ้าครับ

อยากรบกวนถามความกระจ่าง เรื่องอุเบกขา กับ วางเฉย ครับ ผมเข้าใจพอสมควร แต่เวลาอธิบายให้คนอื่น ผมก็ยังอธิบายได้ไม่ดี กรุณาแนะนำด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 3
feng_shui วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 09.05 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ


.
.
.
ความคิดเห็นที่ 2
ศิษย์กวง วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 09.05 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi

นมัสการครับพระคุณเจ้า..
.
เปิดฉากด้วย....ของหนัก..
ต้องอ่านหลายรอบหน่อย...


ความคิดเห็นที่ 1
chaiyassu วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 08.54 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
ไฉนจึงต้องรอให้สูญเสีย แล้วจึงค่อยรู้สึกเสียดาย !

>วันนี้ขอประเดิมเข้าพรรษาด้วยเรื่องหนักสมองนิดหนึ่ง...แต่ก็อยากให้พยายามอ่าน และทำความเข้าใจ จะได้เห็นสมาธิที่ครบองค์ประกอบตามแนวของปฐมเทศนา
>เย็น ๆ พบกันใหม่ ภาคเช้า ภาคบ่ายทุกวันเสาร์อาทิตย์ต้องให้ความรู้พระเณรในวัด เข้าพรรษางานก็มีเพิ่ม ทั้งในและนอกวัด....


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: