พิมพ์หน้านี้
|
ช่วง 2-5 เมษายน ทุกปี มีงานขึ้นเขาพนมรุ้ง ชมพระอาทิตย์ขึ้นลอด 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากไปชมทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปรางค์ประทาน ที่ถูกขโมยไปขายต่างประเทศ จนชาวไทยชุมนุมเรียกร้องต่อสหรัฐ จนได้คืนมาประดับไว้ที่เดิม แม้แต่ศิลปิน วงคาราบาวก็แต่งเพลงทวงทับหลังชิ้นนี้ น่าไปชมมาก
จากบทความของ รศ.วิสุทธุ์ ภิญโญวิณิชกะ ที่ปรึกษาโครงการอุษาคเณย์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ลงในวารสารวิจัยและพัฒนา มรภ.บุรีรัมย์ ได้อธิบายเนื้อหาของภาพทับหลังไว้ว่า ทับหลังแกะสลักเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์ ประดับอยู่ที่ประตูทางเข้ามณฑปปราสาทประธาน ด้านทิศตะวันออก ปราสาทหินพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ แกะสลักเป็นภาพพระวิษณุหรือพระนารายณ์ สี่กร บรรทมตะแคงขวา บนหลังพญาอนันตนาคราชซึ่งทอดตัวอยู่บนหลังมังกร พระหัตถ์ขวาหน้ารองรับพระเศียร พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือคทา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ (?)ที่ปลายพระบาทของพระนารายณ์ เป็นภาพพระนางลักษมีชายาของพระองค์ เหนือองค์พระนารายณ์ แกะสลักเป็นรูปดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาจากพระนาภีองค์พระนารายณ์ ภายในดอกบัวแกะสลักเป็นรูปพระพรหม สี่พักตร์ สี่กร พระหัตถ์ทั้งสี่ไม่สามารถระบุได้ว่าทรงถืออะไร ภาพทั้งหมดจัดไว้กึ่งกลางทับหลัง ส่วนด้านซ้ายและด้านขวาทำเป็นรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย เหนือขึ้นไปเป็นรูปครุฑ ข้างครุฑเป็นภาพนกหัสดีลิงค์คาบช้าง และภาพลิงอุ้มลูก ส่วนด้านใต้หน้ากาลเป็นภาพนกแก้ว 2 ตัว การออกแบบลวดลายและการแกะสลักประณีต จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นทับหลังที่งดงามที่สุดในประเทศไทย ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ุ หรือเรื่องของการสร้างโลก เป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามคัมภีย์วราหะปุรณะ ได้ให้ความสำคัญกับพระนารายณ์ ว่าเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่พระองค์บรรทมหลับอยู่ที่เกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ได้มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี บนดอกบัวนั้นได้บังเกิดพระพรหมขึ้น และพระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่างๆต่อไป การบรรทมของพระนารายณ์ คือการบรรทมในช่วงการสร้างโลก การกำหนดอายุของจักรวาลตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เรียกว่า หนึ่งกัลป์ อันหมายถึงหนึ่งวันของพระพรหม ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าก็จะสร้างสรรพสิ่งต่างๆตลอดทั้งวันถึงเย็น เหตุการณ์เช่นนี้จะวนเวียนไปจนครบ 100 ปีของพระพรหม จากนั้นโลกทั้งสามตลอดจนเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงพระพรหมจะถูกทำลายลง และพระพรหมองค์ใหม่ซึ่งจะบังเกิดขึ้นและสร้างโลกต่อไป เมื่อประมาณ พ.ศ. 2507 - 2508 ทับหลังชิ้นนี้ได้หายไปจากปราสาท กรมศิลปากรได้พยายามค้นหา จนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2508 ได้ไปพบชิ้นส่วนด้านซ้ายของทับหลัง ซึ่งสูญหายไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่ร้านค้าของเก่า Capital Antique แถวราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร และได้ยึดไว้ ตามหลักฐานภาพถ่ายในจดหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน มณฑลนครราชสีมา ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2472 ทับหลังชิ้นนี้ตกลงมาจากกรอบประตูมณฑปด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน และแตกหักออกเป็น 2 ท่อน คือส่วนด้านซ้ายหักหายไป เหลือแต่ส่วนกลาง และส่วนที่เป็นลวดลายด้านขวา ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ขณะดำรงตำแหน่งคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ดร. ไฮแรม วูดเวิร์ด จูเนียร์ (Hiram W.Woodword Jr.) อดีตอาสาสมัครสันติภาพ ที่เคยสอนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปพบทับหลังนารายณ์บรรทม สินธุ์ชิ้นนี้ ที่สถาบันศิลปะ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Art Institute of Chicago) และทรงมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศิลปากรอย่างเป็นทางการว่าควรจะขอกลับคืน ปรากฏว่าส่วนลวดลายขอบด้านขวาของทับหลังถูกกระเทาะออกไปครึ่งหนึ่ง ทับหลังดังกล่าวเป็นสมบัติของนายเจมส์ อัลสดอร์ฟ (Jeames Alsdorf) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ตั้งแต่นั้นมา กรมศิลปากรได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อจะนำทับหลังชิ้นดังกล่าวกลับคืนมาให้ได้ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ขณะที่การบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งใกล้จะเสร็จเรียบร้อย มีการรื้อฟื้นเรื่องการขอคืนทับหลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งครั้งนี้ได้รณรงค์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนครชิคาโกรวมทั้งชาวอเมริกันและชาติอื่นๆได้ให้การสนับสนุน สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 ชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีรองศาสตราจารย์วันชัย วัฒนกุล อธิการวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ เป็นประธาน อาจารย์เทียนชัย ให้ศิริกุล และ ผศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ เป็น เลขาฯ ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้าประชาชน และนักเรียนนักศึกษา กว่า 15,000 คนได้ชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องขอทับหลังคืน โดยทำหนังสือถึงเอกอักคราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายพร อุดมพงษ์ จากนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จากหลายๆฝ่าย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2531 สถาบันศิลปะ นครชิคาโก ได้ส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ กลับคืนสู่ประเทศไทย ในพระนามของศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทับหลังจะถึงสนามบินดอนเมืองในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2531 โดยสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2531 พล.อ. มานะ รัตนโกเศศ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับมอบทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จาก ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ณ สนามบินดอนเมือง ในวันนั้น ได้มีประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ไปต้อนรับที่สนามบินอย่างเนืองแน่น กรมศิลปากรได้นำทับหลังไปจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชื่นชมความงามก่อน ที่ศาลามุขมาตย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จากนั้นจะนำกลับไปประดิษฐานไว้ยังที่เดิม วันที่ 2 ธันวาคม 2531 ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ รัตนกุล ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ได้ส่งมอบทับหลังให้กับ นายพร อุดมพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสุชิน คชินธร นายอำเภอนางรอง และนายสามารถ ทรัพย์เย็น หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จากนั้นได้นำทับหลังกลับไปติดตั้งไว้ยังที่เดิมเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2531 เวลา 09.09 น. และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ ในพิธีนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน |
| ปราสาทพนมรุ้ง | ||
งานขึ้นเขาพนมรุ้ง 2-4 เมษายน |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||