พิมพ์หน้านี้
|
สถานการณ์การเดินขบวนในพม่า : ก้าวย่างแห่งหวังและพลังใจ by อดิศร เกิดมงคล
วันนี้ผมใช้เวลาทั้งวันวนเวียนระหว่างงานประจำ กับสถานการณ์ในพม่า รอฟังข่าวความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในพม่าอย่างใจจดใจจ่อ
อีเมล์แรกเรื่องนี้ที่เข้ามาเป็นข่าวที่ไม่ยืนยัน เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนกำลังของทหารพม่าที่คุมพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงและมอญ เข้าไปยังย่างกุ้ง ตามด้วยข่าวความคืบหน้าจากที่ประชุม UN ช่วงบ่ายเริ่มมีการเคลื่อนขบวน ทางฝ่ายทหารก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวไม่แพ้กัน
มีหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า จะเกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่ จะเหมือนเหตุการณ์ 8888 หรือไม่ คำตอบที่ผมตอบออกไปคือ ไม่แน่ใจ แต่ประเมินว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วนัก ทั้งนี้เนื่องจากครั้งการเคลื่อนไหวเริ่มต้นได้น่าสนใจ และสามารถดึงดูดให้ประชาคมโลกมาสนใจประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว (ซึ่งตรงจุดนี้ต้องบอกว่าการสื่อสารที่ก้าวหน้าก็อาจจะมีส่วนในเรื่องนี้) ภาวะความเปิดกว้างเช่นนี้เองก็เป็นอุปสรรคที่กั้นขวางไม่ให้ทหารพม่าจะใช้กำลังปราบได้โดยง่าย ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็มีมาอย่างต่อเนื่อง และมีการตระหนักถึงภาวะความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นดังเหตุการณ์ 8888
ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ผ่านความกล้าของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ ผ่านการเคี่ยวกรำของปัญหาที่รุมเร้ามานานนับเกือบยี่สิบปี ผ่านภาวะสังคมแห่งความกลัวที่ทหารได้สร้างขึ้นในประเทศนี้ ภาวะความไม่ไว้วางใจกันของประชาชนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ภาวะการโฆษณาชวนเชื่อ การสร้างกลุ่มมวลชนจัดตั้งที่คอยเป็นหูเป็นตาให้รัฐ สภาพของการที่จะถูกทหารเข้ามาตรวจเยี่ยมบ้าน การถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อจะตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย สมัครงาน ว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง นั่นคือการต้องใช้ความกล้าหาญครั้งใหญ่ เป็นความกล้าหาญที่เปี่ยมด้วยพลังใจอันแรงกล้าในการจะสร้างวิถีทางใหม่ให้ตัวเอง
นอกจากนั้นแล้ว การย้ายเมืองหลวงเองก็อาจจะมีผลระดับหนึ่งต่อการเคลื่อนไหวของทหารพม่า การสั่งการ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจจะไม่คล่องแคล่วชัดเจนมากนักเหมือนตอนที่การสั่งการที่เคยอยู่ที่ย่างกุ้ง ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในช่วงที่มีการประชุม UN เองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทหารพม่าต้องคิดไตร่ตรองให้หนักหากจะใช้ความรุนแรง (แต่ก็นั่นแหละครับ ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ)
แต่นั่นเป็นเพียงการพยายามวิเคราะห์เข้าข้างตัวเองของผมที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะต้องเกิดการสูญเสียของพี่น้องประชาชนพม่าอีก เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วหลายคนในพม่า เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อน ของเพื่อนผมอีกที ในช่วงเวลานับสิบปีที่ผ่านมา ผมมีเพื่อนจำนวนหนึ่งที่มาจากอีกฝากฝั่งของลุ่มน้ำสาละวิน เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่เคยเป็นอดีตนักศึกษาพม่า ประชาชนพม่าที่ผ่านเหตุการณ์ในปี 1988 มา เป็นเพื่อนที่ผ่านการกดขี่ข่มเหง และทนทุกข์ในภาวะการปกครองโดยทหารมาตลอดชีวิต ท้ายที่สุดพวกเราเลือกที่จะเข้ามาเป็น "แรงงานข้ามชาติ" ในประเทศไทยอย่างน้อยเพื่อจะให้ชีวิตของตัวเองยังคงดำรงอยู่และมีความหวังเสมอ และเป็นสิ่งที่ยืนยันกลับสังคมไทยว่าปัญหา สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพม่ามีผลกระทบต่อสังคมไทยตลอดเวลา และตัวตนของพวกเขาก็เป็นพยานที่ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นว่า วันนี้เราไม่สามารถแยกการเมืองพม่า ออกจากคนที่มาจากประเทศพม่าได้ และสังคมไทย ภูมิภาคอาเซียนก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าได้ ฉะนั้นพวกเราจะสร้างความมั่งคัง ความก้าวหน้าให้แก่ถูมิภาคนี้ได้อย่างไร หากประชาชนพม่ายังทุกข์ยาก
หลายครั้งที่บทสนทนาของเรา มักจะเริ่มต้นด้วยรื่องปัญหาในชีวิตประจำวัน และจบท้ายด้วยเรื่องความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในพม่า แทบทุกครั้งความหวังเดียวของเราต่อการเมืองพม่าคือ สังคมที่สงบสุข มีอิสระ มีโอกาสในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัว ของเพื่อนบ้าน เหมือน ๆ กับเพื่อนของผมที่เป็น "คนไทย" หลายๆ คนเช่นกัน และผมมักจะรู้สึกเสมอว่า ความหวังของพวกเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความอดทนต่อการรอคอย ความอดทนต่อความกดดัน ความปวดร้าว และความหวาดกลัว แต่มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นซ่อนเร้นไว้ไม่มิดในแววตาของอยู่เสมอ
สำหรับผมแล้วประชาธิปไตยในประเทศไทยแล้วมันเต็มไปด้วยร่องรอยที่ถูกแทงทะลุด้วยอะไรต่อมิอะไร และมันไม่สมบูรณ์ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ เป็นกลังที่จะยืนยันว่าความหวังของพวกเขาต้องเป็นจริงสักวัน
ผมก็กลับมานั่งคิดกลับตัวเองว่า หรือเอาเข้าจริง ๆ แล้วประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาอยู่เสมอ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากตัวเองมากนั้น แต่มันคือกระบวนการในการเรียนรู้ และสร้างมันขึ้นจากชีวิต ความหวัง พลังใจและความกล้าหาญในทุกขณะก้าวของการดำรงชีวิต
วันนี้ภาพมือที่ยื่นมาให้อีกมือจับ ต่อแถวยาวกันไปเพื่อจะทำหน้าที่เป็นเสมือนโล่ห์มนุษย์ที่ป้องกันพระสงฆ์ที่ออกมาเดินขบวนแสดงธรรมด้วยการแสดงออกให้แก่ทหารพม่า คือกระบวนการเรียนรู้ คือการเดินไปหาความหวังและความฝันของพวกเขาอีกครั้ง และผมก็ยังเชื่อว่าทุกก้าวของเขาที่เกินไปบนถนนของกรุงย่างกุ้ง จากมหาเจดีย์ชเวดากอง ไปจนถึงเจดีย์สุเหร่ ต้องการแรงใจและพลังใจจากพี่น้องประชาชนไทยและชาวโลก ที่จะร่วมสร้างความฝันร่วมกัน สิ่งที่ท้าทายสังคมไทย ประชาชนไทย สังคมโลก และประชาชนโลก เราจะต่อสู้กลับกำแพงที่ขวางกั้นพวกเราอย่างไร เราจะก้าวเดินร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่มีความสุขได้อย่างไร และเราจะเรียนรู้ร่วมกันต่อการเดินทางในครั้งนี้ได้อย่างไร
วันนี้ บนเส้นทางสายนี้ บนเส้นทางที่เปี่ยมด้วยความหวัง ความฝันและพลังใจ และผมก็ยังแอบหวังอยู่ดีว่า การเมืองพม่าจะปลี่ยนผ่านไปอย่างสงบ และสันติ ผมแอบหวังลึก ๆ ว่า เราจะร่วมกันเรียนรู้ที่ก้าวเดินไปบนเส้นทางของประชาชน
แด่เพื่อนของผมทุกคน |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||