พิมพ์หน้านี้
|
Burma Peace Group ฉบับที่ 1 27 กันยายน 2550 บทวิเคราะห์กรณีพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหว ในประวัติศาสตร์ของพม่าที่ผ่านมาพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการร่วมประท้วงทางการเมือง ดังตัวอย่างในปี 2531(1988) ที่มีการประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว 3,000 คนจากเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าว ซึ่งคาดว่ามีพระสงฆ์และสามเณรรวมอยู่ในจำนวนผู้เสียชีวิตด้วย ทำให้พระสงฆ์ในตอนนั้นไม่ยอมรับการบิณฑบาต การทำบุญหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจากผู้นำรัฐบาลพม่าและทหารพม่า รัฐบาลพม่าเองจึงได้ทำการปราบปรามตามวัดต่างๆอย่างหนัก ต่อมาพระจำนวน 100 รูปที่เข้าร่วมการประท้วงได้ถูกจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี ปรากฎการณ์นี้เป็นปรากฎการณ์ที่ต่อเนื่องตั้งแต่หลังจากการปล่อยตัวผู้นำนักศึกษายุค 8888 และนำมาซึ่งกลุ่มชุดขาว คือ กลุ่มอดีตนักศึกษาและประชาชนที่เคยร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1988 ได้นัดกันแต่งชุดขาวไปสวดมนต์ตามวัดหรือศาสนสถานตามเมืองต่างๆ ของพม่า โดยมีเป้าหมายที่จะเรียกร้องให้มีการปล่อยนักโทษการเมืองและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านการเมืองพม่าในสู่ประชาธิปไตยอย่างสงบและสันติ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อกรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลทหารพม่าค่อนข้างเพิกเฉยมาก) มีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องต่อที่ประชุมสมัชชาขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้สร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนในพม่าค่อนข้างมาก เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาสังคมพม่าอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัวอำนาจของรัฐบาลทหารมาตลอด กิจกรรมครั้งนี้ได้จุดประกายให้ผู้คนลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ไม่เสี่ยงมาก แต่พอมาเจอกับสถานการณ์ขึ้นราคาน้ำมันอย่างมโหฬารในครั้งนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะส่งผลกระทบกับผู้คนเกือบทุกคน เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคขึ้นราคาไม่สอดคล้องกับรายรับ กลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทไม่น้อยในสังคมพม่า ก็เห็นว่าควรจะต้องทำอะไรให้รัฐบาลรู้บ้าง ก็เลยออกมาประท้วง ตอนแรกก็เริ่มจากเล็กๆเพียงบางวัด พอพระเริ่มประท้วง ทหารและกองกำลังจัดตั้งของทหารก็เข้าไปปราบปรามมีการไล่ทุบตีพระ จนพระต้องปิดล้อมวัดไม่ให้ทหารออกจากวัดได้ จนต้องมีการเจรจากัน ในที่สุดทหารก็ใช้วิธีการบริจาคของให้วัดแทน ซึ่งพระก็ไม่ยอมและใช้วิธีการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่า (คือการไม่รับของใส่บาตร ไม่รับกิจนิมนต์ ไม่รับการทำบุญใดๆของทหารและครอบครัว) และเริ่มขยายวงกว้างไปเรื่อยๆจนนำมาซึ่งการเดินขบวนครั้งที่ผ่านมาของพระสงฆ์ เอาเข้าจริงๆ แล้วบทบาทของพระสงฆ์พม่ากับการเมืองเป็นสิ่งที่คู่กันมาตลอด การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจและสามารถดึงดูดให้ประชาคมโลกมาสนใจประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว (ซึ่งตรงจุดนี้ต้องบอกว่าการสื่อสารที่ก้าวหน้าก็อาจจะมีส่วนในเรื่องนี้) ภาวะความเปิดกว้างเช่นนี้เองก็เป็น อุปสรรคที่กั้นขวางไม่ให้ทหารพม่าจะใช้กำลังปราบได้โดยง่าย ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็มีมาอย่างต่อเนื่อง และมีการตระหนักถึงภาวะความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นดังเหตุการณ์ 8888 ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ผ่านความกล้าของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม ผ่านการเคี่ยวกรำกับปัญหาที่รุมเร้ามานานนับเกือบยี่สิบปี ผ่านภาวะสังคมแห่งความกลัวที่ทหารได้สร้างขึ้นในประเทศนี้ ภาวะความไม่ไว้วางใจกันของประชาชนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ภาวะการโฆษณาชวนเชื่อ การสร้างกลุ่มมวลชนจัดตั้งที่คอยเป็นหูเป็นตาให้รัฐ สภาพของการที่จะถูกทหารเข้ามาตรวจเยี่ยมบ้าน การถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อจะตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย สมัครงานว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง นี้คือภาวะที่ประชาชนในพม่าต้องเผชิญมาโดยตลอดหลายสิบปี ทำให้การประท้วงครั้งนี้ดำเนินบนความกล้าหาญครั้งใหญ่ เป็นความกล้าหาญที่เปี่ยมด้วยพลังใจอันแรงกล้าในการจะสร้างวิถีทางใหม่ให้ตัวเอง นอกจากนั้นแล้วการย้ายเมืองหลวงเองก็อาจจะมีผลระดับหนึ่งต่อการเคลื่อนไหวของทหารพม่า การสั่งการ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจจะไม่คล่องแคล่วชัดเจนมากนักเหมือนตอนที่การสั่งการที่เคยอยู่ที่ย่างกุ้ง ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในช่วงที่มีการประชุม UN เองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทหารพม่าต้องคิดไตร่ตรองให้หนักหากจะใช้ความรุนแรงกับประชาชน ฉะนั้น บทบาทที่สำคัญของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจังคือ การกระตุ้นเตือน และคัดค้านต่อการจะใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในครั้งนี้ และมีมาตรการขั้นเด็ดขาดหากทหารพม่าใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามจนก่อให้เกิดการนองเลือดเหมือนเช่น 19 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งจะต้องเร่งให้เกิดแนวทางการเจรจาหาทางออกร่วมกันของกลุ่มต่าง ๆ ในพม่า ในฐานะมิตรที่ไม่อาจเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเพื่อนบ้านได้ ------------------------------------------------------------------------------------------------------ Burma Peace Group เป็นคณะทำงานเฉพาะกิจที่เกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการ สื่อมวลชน นักพัฒนา ที่คลุกคลีกับประเด็นพม่ามาโดยตลอด พวกเรามีความคิดเห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมในประเทศพม่าที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา สามารถรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติได้ในอนาคต ทำให้มีความจำเป็นที่สังคมไทยจะต้องรับรู้ข้อมูลประเด็นพม่าในมิติต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่จะรับมือกับสถานการณ์อย่างเท่าทัน คณะทำงาน : พรพิมล ตรีโชติ งามศุกร์ รัตนเสถียร วสุ ศรียาภัย วันดี สันติวุฒิเมธี อดิศร เกิดมงคล ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ สุชาดา สายหยุด |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||