• คฑาประชาชน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachachon_thai@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-23
  • จำนวนเรื่อง : 76
  • จำนวนผู้ชม : 22500
  • จำนวนผู้โหวต : 42
  • ส่ง msg :
การนำเสนอบทความภาษาไทยที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศพม่าและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย
ด้วยความหวังว่าเมื่อผู้คนในสังคมไทยได้รับรู้เรื่องราวดังกล่าว จะตระหนักถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพม่า และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ สนับสนุนต่อไป
Permalink : http://www.oknation.net/blog/burmaissues
วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม 2550
รัฐไทยต้องยอมรับความจริงว่ายังมีผู้ลี้ภัยอยู่ในเมืองไทย
Posted by คฑาประชาชน , ผู้อ่าน : 413 , 22:36:53 น.  
พิมพ์หน้านี้


สัมภาษณ์บรรณาธิการ ‘เพื่อนไร้พรมแดน’: รัฐไทยต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีผู้ลี้ภัยอยู่ในเมืองไทย  
 

องอาจ เดชา
------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เพื่อนไร้พรมแดน” เป็นนิตยสารเล็ก ๆที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชนไทยและพม่า โดยเฉพาะประชาชนพม่าพลัดถิ่นในประเทศไทย เพื่อสังคมที่สันติ และเคารพในสิทธิมนุษยชนของมนุษย์ทุกผู้คน

“เพื่อนไร้พรมแดน” เชื่อมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ ชาติ ศาสนา สีผิว เพศ หรือความคิดเห็นใด ๆ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาคด้วยกันทั้งสิ้น แม้การย้ายถิ่นจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากผู้ที่ถูกบีบเค้นและผลักไสให้ย้ายถิ่นนั้น เป็นผู้ที่เพื่อนมนุษย์สมควรที่จะให้กำลังใจ ช่วยเหลือ เราเชื่อว่าเมื่อมิตรภาพเกิดขึ้นแล้ว นอกจากเพื่อนย่อมจะไม่ทำร้ายเพื่อน เพื่อนก็จะไม่อยู่นิ่งเฉยเมื่อเพื่อนถูกทำร้าย


เรามุ่งหวัง ว่ามิตรภาพระหว่างประชาชนไทย-พม่าจะช่วยสนับสนุนให้นโยบายรัฐไทยที่มีต่อประชาชนพม่าพลัดถิ่นและต่อประเทศพม่า ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อสังคมไทยและภูมิภาคที่ภาคภูมิด้วยสันติ…”


นั่นเป็นคำโปรยใน นิตยสาร “เพื่อนไร้พรมแดน” ที่พยายามสื่อถึงกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ เพื่อต้องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวเนื่องกับประชาชนพม่าพลัดถิ่นในประเทศไทย เรื่องสิทธิมนุษยชนให้แก่สังคมผ่านรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ งานวิจัย การรายงานข้อเท็จจริง รวมถึงงานรณรงค์เพื่อความตระหนักและเคารพในสิทธิมนุษยชนของเพื่อนต่างเชื้อชาติและสัญชาติ และเสนอแนะข้อคิดเห็นเพื่อประสานงานกับหน่วยราชการไทย

------------------------------------------------------------------------------------------------------

ล่าสุด “ประชาไท” มีโอกาสนั่งคุยกับ “พรสุข เกิดสว่าง” บรรณาธิการนิตยสาร “เพื่อนไร้พรมแดน” เพื่อสอบถามสถานการณ์ของกลุ่มประชาชนพม่าที่อพยพหนีภัยเข้ามาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยเธอได้เน้นย้ำว่า “รัฐไทย ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ยังมีผู้ลี้ภัยอยู่ในเมืองไทย…”


สถานการณ์ภายในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นอย่างไรบ้าง หลังเกิดเหตุการณ์รัฐบาลทหารเผด็จการพม่าใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าที่ออกมาชุมนุมประท้วง ?


ปกติกลุ่มผู้ลี้ภัย เขาจะบอกว่า เขาเกลียด “พม่า” แต่พอมีเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เขาก็จะพูดถึง “ประชาชนพม่า” แยกจากคำว่า “ทหารหรือรัฐบาลพม่า” อย่างชัดเจน แล้วเขาก็บอกว่า ถึงเขาจะเป็นกะเหรี่ยง หรือว่าถึงเขาจะอยู่ในประเทศไทย ถ้าคนที่อยู่ที่นั่นโดนอะไรเขาก็จะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกันเท่ากัน ซึ่งมันเป็นสัญญาณที่ดี


 
แล้วอีกอย่างหนึ่ง จากสภาพที่อยู่ในแคมป์ตอนหลังๆ เขาจะมีผู้ลี้ภัยที่เป็นเชื้อชาติพม่าที่รัฐย้ายเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ แล้วเขาก็มีทัศนะคติที่ไม่ค่อยดีกับมุสลิมในแคมป์ด้วย แต่พอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ภาพที่สวยงามที่เห็นคือ เขาสามารถออกมาเดินขบวนประท้วงด้วยกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็น ก็พูดเรียกร้องประชาธิปไตยปล่อยตัวนักโทษการเมือง ขอสันติภาพจงมีแก่ประเทศพม่า ชาวบ้านที่ออกมาดูก็เดินเข้าไปสมทบด้วย แต่ก็มีบางคนที่ไม่กล้าเยอะเหมือนกันเพราะอยู่เมืองไทยเขาห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วก็มีข่าวลือกันว่า เดี๋ยวปลัดจะจับหรือเปล่า เขาก็ไม่กล้า นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ว่ามันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง


 
เขาก็วางแผนว่าจะให้รณรงค์กันอีกรอบหนึ่ง เหมือนอยากส่งเสียงกันมาอีกรอบหนึ่ง แต่ทราบว่าตอนนี้ปลัดอำเภอสั่งห้ามเพราะคำสั่งมาจากผู้ว่าฯ จากกรุงเทพฯ ว่าห้ามมีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็เลยหยุดไป


 
อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่ามันมีความเปลี่ยนแปลง คือ คนเริ่มพูดกันมากขึ้น คือ “ในความทุกข์ มีความหวังไปพร้อมๆ กัน” เมื่อมันเกิดขึ้น บางทีนานแสนนานมาแล้ว คนจะบอกว่า คนในพม่านี่เขาไม่กล้าหรอก ไม่กล้าทำอะไรหรอก ยังไงก็ต้องหนีออกมา ถึงจะทำอะไรได้ พอเขาเห็นว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นในประเทศพม่า ผู้ลี้ภัยที่ตอนแรกเตรียมจะไปประเทศที่สามก็ชักลังเล เพราะการที่พวกเขาจะไปประเทศที่สาม นั่นก็หมายความว่า พวกเขาหมดหวังแล้วว่าจะได้กลับบ้านของตน และอยู่ในเมืองไทยต่อไปในสภาพอย่างนี้ มันก็ไม่มีความหวังอะไรเลย หรือว่าจะรอ คือมันก็เริ่มมีการลังเล มีการคุยกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าผลจริง ๆ มันจะออกมายังไง
 
           
ตอนนี้คนที่อยากไปอยู่ประเทศที่สามถือว่ามีเปอร์เซ็นต์มากอยู่ใช่ไหม ?


ถือว่าเยอะนะคะ เพราะตอนแรกๆ นี่มีน้อยแล้ว มันมีเรื่องของข่าวลือเข้ามาเยอะ ซึ่งทำให้คนตัดสินใจไป ที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่ไป แต่มันจะมีข่าวลือ ซึ่งข่าวลือในแคมป์มีผลมากเพราะมันไม่มีสื่ออย่างอื่น ก็จะปล่อยข่าวลือว่า ต่อไปถ้าไม่ไปประเทศที่สาม เขาจะไม่ให้อยู่แล้วนะ เขาจะผลักเข้าไปพม่าแล้ว ต่อไปเขาจะไม่เลี้ยงข้าวแล้วนะ เขาก็คิดไม่ออกว่า ถ้าไม่เลี้ยงข้าว แต่ไม่ให้สิทธิเราทำงานเราจะอยู่ยังไง
 
 
ข่าวลือที่ว่านี่มาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยใช่ไหม ?


พูดไม่ได้ เพราะไม่รู้ทราบต้นตอ แต่อย่างบางแคมป์ทางถ้ำหิน (อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่อาศัยของผู้ลี้ภัยจากพม่า ซึ่งผู้ลี้ภัยที่นี่เกือบ 90% จะเป็นชาวกะเหรี่ยงหรือปว่าเก่อญอ) ทราบว่า เขามีนโยบายจะปิดแคมป์ให้ได้ ก็อันนั้นก็จะเป็นการต้องเข้าไปเกลี้ยกล่อมว่า มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่บังคับนะ ก็เห็นมีคนที่เขาร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่เอง เจ้าหน้าที่ไทยเองก็บอกว่ามันอึดอัด เพราะเหลืออยู่ 16 ครอบครัวที่ยังไงก็ไม่ไป ก็สั่งให้เขาไปพูดอยู่อย่างนั้นแหละ เขาก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วว่าบางที่เราไปเกลี้ยกล่อมเขามากเกินไปหรือเปล่า ขนาดเจ้าหน้าที่เองเขายังรู้สึก แต่ว่ามันเป็นนโยบายที่จะปิด


           
แล้วอารมณ์คนก็เหมือนกับคนทั่วไปก็รู้สึกได้ ที่ว่า พอเพื่อนไป ไม่มีใครอยู่แล้วเราจะอยู่ได้ไหม ก็เริ่มไปลงชื่อตามๆ กันอย่างที่ อุ้มเตี้ยมกับลุ้มโพ ที่ อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ประมาณครึ่งหนึ่งที่ลงชื่อไว้ยังไม่ถึงครึ่ง ประมาณ 10,000 กว่าคน ซึ่งผู้ลี้ภัยมีทั้งหมด 40,000 กว่าคน แต่ก็คือเรามีโควต้าที่จะส่งไปประเทศที่สามได้ปีละ 15,000 คนเท่านั้น และถึงจะได้ทั้งหมด ที่ลงชื่อยังไงก็ตามจาก 1 แสน 5 หมื่นคน ถ้าครึ่งหนึ่งก็ยังเยอะอยู่ดี คนที่เรายังต้องทำอะไร ยังต้องทำงานอยู่ก็มีอยู่อีกหลายหมื่นคน


            
 
ผู้ลี้ภัยที่ไม่ลงชื่อขอไปประเทศที่สาม นั้นหมายความว่ายังมีความหวังที่อยากจะกลับบ้านในพม่าอยู่ ?


พวกเขายังมีความหวังที่อยากจะกลับบ้าน และยังมีความคิดว่า ถ้าไม่ได้กลับบ้านเกิดจริงๆ ก็ขอตายใกล้ๆ ถ้าเป็นคนที่มีอายุแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็มองว่า คืออยู่ตรงนี้อะไรมันแย่ๆ หลายๆ อย่าง แต่ว่ามันยังคล้ายๆ กับอยู่ในบ้านในเมืองของตัวเอง รอบๆ ข้างก็เป็นหมู่บ้านของปวาเก่อญอไทย เขาก็ไม่อยากที่จะไปที่โน่น คนที่อยากไปก็มักจะเป็นหนุ่มสาว แล้วก็บางทีพ่อแม่ต้องไปด้วย หรือก็จะพูดถึงเรื่องอนาคตของหนุ่มสาว
 
 
เฉลี่ยอายุของผู้ลี้ภัยในค่ายแต่ละค่าย ตอนนี้อยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ ?


เท่าที่จำได้สัดส่วนของเด็กต่ำกว่า 12 ปี ประมาณ 30% ต่ำกว่า 18 ปียังไม่ได้นับ ซึ่งเป็นวัยรุ่นก็คิดว่ามีวัยหนุ่มสาวเยอะมาก เพราะส่วนใหญ่เกิดที่นี่เยอะ
 
 
แล้วเด็กผู้ลี้ภัยวัยต่ำกว่า 12 ปี ได้รับบริการด้านการศึกษาบ้างไหม ?


คือโรงเรียนในค่ายนั้น จะให้คนกะเหรี่ยงจัดการกันเอง โดยให้ทุนจากเอ็นจีโอ แต่ในหลายปีหลัง การเรียนไม่ได้ฟรี คือมันไม่มีค่าเทอมก็จริง แต่มันกลายเป็นแบบระบบการศึกษาของไทยไปแล้ว ซึ่งจะต้องมีค่านู้นค่านี่ ค่าหนังสือ เครื่องแบบต้องมี วันศุกร์ก็ต้องแต่งชุดประจำเผ่า ซึ่งเขาไม่ได้ปลูกฝ้ายทอเอง เขาต้องซื้อผ้าฝ้าย แล้วมันก็ต้องมีความต้องการใช้เงิน แล้วส่วนหนึ่งถ้าเขาไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหน เขาจะต้องขายข้าวสารที่มีเหลือเพื่อไปซื้อของจำพวกนี้
 
 
โรงเรียนสังกัดอะไร ?     


ก็เป็นเหมือนกับอยู่ภายใต้เคเอ็นยู (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ภายใต้กระทรวงศึกษาของกะเหรี่ยง แต่ก็มีเอ็นจีโอที่ทำด้านการศึกษามาให้ทุนสนับสุนนบ้าง อบรมครูบ้าง ครูก็เป็นคนในแคมป์นั่นแหละ จะมีครูเด็กๆ เยอะ แล้วยิ่งตอนนี้เป็นปัญหามาก คือคนที่มีการศึกษาไปประเทศที่สามกันหมด ครู กับพยาบาลที่เป็นคนกะเหรี่ยงหายไป เราก็ต้องหาใหม่ อบรมใหม่เยอะ ก็เริ่มเป็นปัญหา
 
ถามว่ามีโรงเรียนไหม มี แต่คุณภาพแย่ลงกว่าเมื่อก่อน เพราะคนที่สอนก็คือคนที่จบจากในแคมป์ ซึ่งเมื่อก่อนคนที่สอนจะเป็นคนที่จบมาจากรัฐกะเหรี่ยงซึ่งสภาพการศึกษามันคงดีกว่า คือตอนนี้ ครูกับนักเรียนก็คงไม่ต่างกัน อายุ 16-17 ปีไล่เลี่ยกัน แล้วตอนนี้ก็เตรียมตัวจะไปประเทศที่สามอีก ตอนนี้ก็เริ่มขาดครู แล้วค่าใช้จ่ายมันสูง บางคนเขาไม่มีเงิน พอไม่มีเงินเด็กก็เริ่มไม่ไปเรียน ไปเรียนแล้วไม่มีหนังสือก็ไม่อยากไป
 
 
แล้วรัฐไทยไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มผู้ลี้ภัยเลยหรือ ?


ไม่มี คือ มีแต่เอ็นจีโอที่เข้าไปช่วยเหลือ รัฐไทยเพียงแต่อนุญาตให้องค์กรเหล่านี้เข้ามาทำงาน จริงๆ แล้วกระทรวงศึกษาของไทย การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพิ่งเริ่มเข้ามา แต่ให้เข้ามาสอนภาษาไทย ซึ่งเมื่อก่อนห้ามสอนภาษาไทย แต่ว่าพอเริ่มมีการศึกษาภาษาไทย ก็กลับเป็นช่วงที่คนเตรียมจะไปเมืองนอกความสนใจเขาก็เริ่มน้อยลงที่จะมาเรียน แต่ กศน. ก็พยายามที่จะเข้ามาอยู่ ซึ่งทางกะเหรี่ยงเองเขาก็ไม่แน่ใจว่า มีผลดีหรือไม่ดี เพราะมันอาจจะมาควบคุมระบบที่เขาพยายามทำเปลี่ยนไป เขาก็ไม่ได้สบายใจซักเท่าไหร่ แต่รัฐไทยไม่ได้ให้เงินอะไรช่วยอยู่แล้ว
 
 


สรุปปัญหาในค่ายผู้ลี้ภัย รัฐไทยน่าจะมีส่วนเข้าไปมีส่วนช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ?
คืออย่างแรกที่พวกเขา กลุ่มผู้ลี้ภัยเขารู้สึกมากที่สุด ก็คือ “เขาอยากจะมีอิสระในการทำมาหากินมากกว่านี้” เพราะที่พวกเขาถูกกักอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่แค่ชั่วคราว คืนสองคืน แต่มันยี่สิบกว่าปีแล้ว ให้เขาอยู่แบบนั่งกินนอนกิน ไม่ให้ทำงาน แล้วคนก็ไปบอกว่าเขาขี้เกียจ ทั้งที่เขาอยากทำแต่ว่าไม่ให้เขาทำ ถ้าเขาออกมาบางทีก็ถูกจับ แล้วก็โดนทุกอย่าง ไม่ถูกไถเงิน ก็ถูกลวนลามผู้หญิง หรือบางที่ก็ไม่ฟังก็เอาไปปล่อย เมียวดี ฝั่งพม่า ไม่ได้ส่งคืนแคมป์เลยก็มี


 
คือ เวลาเมื่อมีแรงงานอพยพเข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง เรายังให้เขาจดทะเบียนให้เขาทำบัตรแรงงานต่างด้าวได้ แล้วพวกเขา คนที่มีบ้านก็อยู่ตรงนี้ ทำไมไม่มีการอนุญาตอะไรบ้าง แค่จะไปงานแต่งงานญาติที่อยู่อีกแคมป์หนึ่งก็ยังไปไม่ได้ ต้องหลบไป ต้องจ่ายเงินอะไรไป ซึ่งถ้าเขาทำงานได้ หรือทำให้ถูกต้องก็ได้ ถ้าอยากจะจัดระบบอะไรก็ได้ ถ้าอยากจะจัดระเบียบ จัดระบบอะไรก็ได้ ขออนุญาตออกมาทำงาน เขาก็สามารถ subport ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ความช่วยเหลือก็จะลดลง พวกเขาก็จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น เรื่องโรงเรียนเขาก็จะดูแลตัวเองดีขึ้น แทนที่จะต้องมาอยู่อย่างไปวันๆ ซึ่งมันมีความเครียดสูงมาก
 
 
เมื่อได้รับการกดดัน คนในค่ายผู้ลี้ภัย จึงมีความเครียดสูง ?


คือมันมีเรื่องปัญหาสังคมแบบที่เขาไม่เคยเจอเหมือนตอนที่อยู่ที่บ้านในฝั่งพม่า เมื่อจำนวนคนสี่หมื่นคน ต้องอัดกันมาจากต่างพื้นที่ บางทีความเข้าใจมันก็น้อย ผู้หญิงก็อาจยังทำงานเหมือนเดิม คืองานบ้าน แต่ผู้ชายไม่มีงานทำ ก็มีคนวิเคราะห์กันเยอะว่า มันมีความเครียดสูงในกลุ่มผู้ชาย แล้วเกิดความรุนแรงในครอบครัวสูงมาก ซึ่งถ้าอยู่ที่บ้านมันไม่เคยเป็นอย่างนี้ แต่ถ้ามันมีก็จะไม่เยอะขนาดนี้ เด็กวัยรุ่น ถ้าอยู่ในโรงเรียนก็ไม่มีอะไร แต่พอจบปุ๊บก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เดินไปเดินมา เห็นทีวีไทยก็อยากแต่งตัวเหมือนคนไทยแต่เงินก็ไม่มี มันก็มีเรื่องเล่าว่าเป็นปัญหา


 
ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการ อย่างแรกที่นึกถึงเลย คือเรื่อง “เสรีภาพ” เอาแค่เดินออกมาแล้วไม่ถูกจับ จะให้ขออนุญาตอะไรก็ได้เราให้เราเขาได้ทำงาน คุณไม่อยากให้เขาไปทำงานไกล บางทีเขาก็ไม่ได้อยากไปไกลหรอก สมัยก่อนที่ยังไม่เข้มงวดเขาก็ไปรับจ้างคนปกากะญอแถวนั้น โดยที่ไม่ต้องกลัวแต่เดี๋ยวนี้คือต้องกลัว
 


 
ตอนนั้นที่ออกไปรับจ้างข้างนอกได้นั้น ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรใช่ไหม


ก็ไม่นะ ก็คนรุ่นแรกๆ ได้รับความช่วยเหลือแค่ครึ่งเดียว เรื่องอาหารพวกเขาหาได้เอง แล้วก็เขาต้องการแค่ยารักษาโรคที่สำคัญ กับเรื่องการศึกษาเท่านั้นเอง แต่พอตั้งแต่ที่รัฐไทยเข้มงวด นี่คือทุกอย่างเราจะต้องช่วยเหลือหมด เพราะว่าไม่ให้เขาทำอะไรนี่ แล้วช่วงแรกๆ ที่เขามาก็ไปหางานทำ ทำอะไรแถวนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมู่บ้านแถวนั้นแหละ น้อยคนที่จะไปไกล เขาก็เป็นห่วงบ้านเขาเหมือนกัน แล้วเราก็ได้รู้ว่า ที่เรากั้นเขาไว้ ห้ามคนในออกคนนอกเข้า บางทีก็อยากตั้งคำถามว่า ถ้าเราคิดว่าเราปฏิบัติกับเขาดีแล้วทำไมเราจะต้องกลัวทำไมที่คนอื่นจะไปเห็น แสดงว่ารู้สิว่าข้างในค่ายผู้ลี้ภัยมันไม่ดี มันไม่เห็นต้องกลัวเลย ทำไมต้องห้ามคนเข้า
 
           
ได้ไปดูค่ายผู้ลี้ภัยในต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับค่ายผู้ลี้ภัยบ้านเราไหม ?


ไม่ได้ไปดูเป็นค่าย เคยไปแต่ที่เขาเป็นผู้ลี้ภัยที่เขาให้ไปอยู่แบบมีเสรีภาพ ถ้าเทียบกันอย่างอาฟริกาที่คนอยู่กันเป็นแสนคน แน่นอนที่เข้ามาตอนแรกก็ต้องอยู่เป็นค่ายอย่างนี้ มีรั้วมีอะไรต่างๆ เพราะที่นั่นมีกองกำลังหลายฝ่าย เดี๋ยวใครเข้ามาปั่นป่วนโจมตีอะไรกัน แต่เท่าที่เห็นหลังจากผ่านระยะหนึ่ง มันต้องเริ่มมีการผ่อนปรน ในหลายๆ ที่ในอาฟริกามีที่ทำกินเล็ก ๆ ให้ด้วยนะ เท่าที่เห็น คือ รับความช่วยเหลือส่วนหนึ่ง และให้ไปปลูก ปลูกอะไรส่วนหนึ่ง ไม่งั้นจะให้อยู่เป็นสิบยี่สิบปีโดยไม่ทำอะไรเลยคงไม่ได้


 
การที่อยู่เป็นค่ายมันเหมาะกับภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แต่นี่มันไม่ฉุกเฉินแล้วล่ะ เรามีค่ายผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2527 แล้ว


           
แต่ก็มีคนที่อ่านหนังสือ “เพื่อนไร้พรมแดน” และเขียนมาแลกเปลี่ยนว่า ก็ต้องเข้าใจรัฐบาลไทยเหมือนกัน ว่าเหมือนเราให้คนเข้ามาอยู่บ้านเรา เดินในสวนเรา เราก็ต้องระแวดระวังว่าเขาจะมาเหยียบดอกไม้ ทำอะไรเราเสียไหม มันก็จะต้องเสียเสรีภาพไปบางส่วนบ้าง คือเราก็เห็นด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ว่าอีกส่วนหนึ่ง เราต้องมาคิดว่าเขาไม่ได้แค่มาเดินเล่น แต่เขามานอนอยู่ที่นี่เป็นยี่สิบปี เราจะให้เขาอยู่อย่างนั้นได้ยังไง ให้พื้นที่พวกเขาดีกว่านี้ได้ไหม มันก็จะเป็นผลดีกับเมืองไทยด้วย


 
กับปัญหาอะไรต่างๆ ที่อยู่ในแคมป์มันคงจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแคมป์ อย่างเรื่องความรุนแรง เรื่องหนีออกมา ซึ่งหากพวกเขาทนไม่ไหวแล้วหนีออกมาก็เป็นปัญหาเรื่องค้ามนุษย์อีก ซึ่งเยอะมาก แล้วก็เรื่องยาเสพติดก็เริ่มเข้ามาแถวนั้นก็หาง่ายด้วย คือสภาพสังคมที่อ่อนแอเด็กวัยรุ่นก็จะมีใช้ยา แล้วก็มีองค์กรที่เข้าไปทำงาน ซึ่งในแคมป์มีทุกอย่างเลย ซึ่งมันก็จะเป็นปัญหามากขึ้น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


 
 
ดูเหมือนกับว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ เมื่อเขาทนไม่ไหว สักวันหนึ่งพวกเขาอาจจะดันออกมาจนได้ ?


ก็เราก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมให้เขาไปต่างประเทศ และล่าสุดที่มีคนเข้ามารอบหลังจากที่ สหประชาชาติ จดทะเบียนไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว แล้วกลุ่มที่เข้ามาทีหลัง เขาก็เลยยังไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งตอนแรก ๆ เอ็นจีโอก็สามารถที่จะให้เข้าได้ตามจำนวนจริงของคนที่อยู่ แต่ปีนี้ก็เจรจากับเอ็นจีโอหลายรอบแล้วว่าให้ตัดเขา แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ ไม่รับ ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย


 
แล้วตอนนี้ก็มีข่าวว่าจะผลักคนที่จะไม่ได้เข้าข่าย จะให้ไปอยู่ในหมู่บ้านในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เรารู้จักดี เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอยู่ 600 คน แล้วเป็นหมู่บ้านอพยพยอยู่แล้วไม่ใช่หมู่บ้านถาวร พื้นที่รอบข้างเป็นกับระเบิดหมด ถัดออกไปเป็น ดีเคบีเอ(กองกำลังกะเหรี่ยงดีเคบีเอ หรือ กะเหรี่ยงพุทธ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหารพม่า) อีกนิดหนึ่งก็เป็นพื้นที่ของทหารพม่า ก็คือไปสร้างสลัมที่นั่น เป็นเป้าให้ถูกโจมตีที่โน่นอีก
 


ทำเหมือนกับเราแก้ปัญหาง่ายๆ ว่า มันแออัด มันมีปัญหา เอาไปที่อื่น เอาไปอยู่ที่อื่น ถ้าคิดในแง่ของรัฐ ในแง่ของผลประโยชน์ คือ เอาเขาไปอยู่อย่างนั้น คิดว่าเขาจะอยู่ได้หรือ ในที่สุดเขาต้องกลับเข้ามา แล้วก็เข้ามาเป็นแรงงานอพยพ ไม่มีทะเบียน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ยิ่งควบคุมไม่ได้ใหญ่เลย ซึ่งเราก็มักแก้ปัญหาง่ายๆ อย่างนี้เสมอ
 


 
อยากเสนอทางออกยังไงกับปัญหาผู้อพยพผู้ลี้ภัยในไทย อย่างน้อยให้ปัญหามันเบาบางลงได้บ้าง ?


ก็ขอเสนอว่า ให้เรายอมรับความเป็นจริงว่า ยังมีผู้ลี้ภัยอยู่นะในเมืองไทย อย่าทำเป็นบอกว่าไม่มี ก็ให้ยอมรับตามความจริง เราก็จะได้ดูแล หรือว่าจะจัดการบริหารอะไรให้ถูกต้อง ไม่ต้องบอกว่า ไม่มี ไม่ต้องไปผลักกลับ รับมาแล้วก็ทำให้ถูกต้อง ให้เป็นเรื่องเป็นราว จะสกรีน จะสัมภาษณ์ จทำอะไรก็ให้มันถูกต้องไป


 
อีกส่วนหนึ่งก็คือ ถึงเวลาหรือยังที่จะคิดใหม่แล้วกับคนที่เขาอยู่มา 20 กว่าปี จะเป็นแบบนี้ไม่มีการเปลี่ยนเลยหรือ แล้วถ้าเขาสามารถออกมาทำงานได้ มั นก็จะเป็นผลดีทั้งกับเขากับเรา ความตึงเครียดในแคมป์ก็จะลดลง เราก็แก้ปัญหาตรงนั้นน้อยลง แรงงานก็มีแถวชายแดน แล้วคนตรงนี้ถ้ารัฐบอกว่ากลัวคนที่ควบคุมไม่ได้ ต้องคิดว่าคนตรงนี้เขามีบ้านอยู่เมืองไทยเป็นหลักแหล่งมีทะเบียนบ้านด้วย มันน่าจะมีสิทธิ์ตรงนี้ได้แล้ว แล้วสภาพชีวิตในแคมป์มันก็จะได้ดีขึ้น ความช่วยเหลือก็จะได้ลดลงได้ แทนที่จะต้องไปช่วยเหลือเป็นเงินมหาศาลตลอดเวลา แล้วก็อย่าแอบผลักกลับกันเลย คือให้เสรีภาพกับเขาตามระบบระเบียบพอสมควร มันน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ไม่น่าจะยากเกินไป
 


แล้วก็อยากให้ย้อนมองตัวเองบ้างว่า เราไปทำอะไรเอาไว้ เพราะมันมีผลทั้งหมดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดนทางอ้อม โดยตรงก็อย่างเรื่องการเกษตร โครงการปลูกละหุ่งในฝั่งพม่า รู้ไหมว่าทำให้พวกเขาต้องพลัดถิ่นกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่กับเรื่องที่ไทยเข้าส่งเสริมให้รัฐบาลทหารพม่าปลูกละหุ่งในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ทางเหนือของรัฐฉานจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ทางรัฐมอญก็จะเป็นเกษตรเหมือนกัน เช่นสัปปะรด ก็จะเป็นแนวเดียวกัน เอาเกษตรขนาดยักษ์ลงไปสั่งให้ชาวบ้านหันมาใช้อันนี้ ถ้าเขาไม่ใช้จะต้องเสียที่ดิน ถ้าใช้ต้องได้พืชผลเท่านั้นเท่านี้ ถ้าไม่ได้ต้องจ่ายเป็นเงิน แล้วในที่สุดก็จะต้องอยู่ไม่ได้ แล้วเขาก็ไม่มีเงินซื้อข้าวเพราะเขาไม่ได้ปลูกข้าวแล้ว
 


 
แล้วมีอะไรอีกที่รัฐไทยไปส่งเสริมรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า?


โดยทางอ้อมก็อย่างที่เอาเงินไปเข้าทางรัฐบาลทหารพม่า แล้วทหารพม่าก็เอาเงินมาซื้ออาวุธ แต่อย่างการสร้างเขื่อนสาละวินนี้ก็โดยตรงมาก ๆ เลย ทหารพม่าก็เริ่มเข้ามาตั้งฐานมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนก็หนีขึ้นเรื่อย ๆ ก็หนีมาตอนนี้ไม่ให้เข้ามาอีกให้พักอยู่ที่ชายแดน ก็มีความช่วยหลืออะไรส่งไปให้ แต่เราทำเหมือนกับประเทศพม่ามีปัญหา คนก็เลยมาเองแต่เราต้องคิดว่าเราช่วยแก้ปัญหาอันนั้นได้ไหม แรกสุดคือไม่ต้องไปสร้างปัญหาให้มันมากขึ้น เพราะเราชอบอ้างว่า เพื่อนบ้านกันพูดกันลำบาก ก็เข้าใจ แต่เรื่องธุรกิจนี่สิ คิดหรือยังว่าได้แก๊สมาแล้วแถมผู้ลี้ภัย แล้วคนตายอีกเท่าไหร่ ได้ไฟฟ้ามาแล้วมีของแถมอีกเท่าไหร่ รวมถึงของแถมที่เราไม่เห็น แต่เป็นฝีมือเราที่ทำให้พวกเขาตาย


 
           
แต่ก็ยังมีคนคิดว่าไฟฟ้าสำคัญกว่า และอย่าไปเออออตามกระแสนานาชาติที่ให้บอยคอตรัฐบาลทหารพม่า ?


คือเท่าที่ทำงาน ยังเชื่อว่าคนโดยทั่วไป เยอะเลย ถ้าเขารู้แล้ว เขารู้สึกได้เหมือนอย่างที่เรารู้สึก แต่ถ้าเป็นพวกที่เขาไม่รู้เรื่องจริง อันนั้นเราจะไม่พูด คือไม่ว่าจะพูดยังไงเขาก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ว่า “ถ้าคุณได้ไฟฟ้ามาใช้ที่บ้านคุณหนึ่งหลัง พร้อมกับคนตายอีกหนึ่งคน เด็กที่ไม่มีพ่อแม่อีกหนึ่งคน มันคุ้มกันไหม มันสบายใจไหม” คือไฟฟ้าเราก็อยากได้ ทุกคนต่างก็ชอบความสะดวกสบาย แต่ถ้ามันต้องแลกกันขนาดนั้น เราคิดว่ามันแลกไม่ได้ ของแบบนี้ แต่ก็คิดว่าถ้าเราเผยแพร่ไปเรื่อยๆ ก็เชื่อว่ายังมีคนที่เขาได้ยินแล้วเขาคิดเหมือนกันกับเราบ้าง

นำมาจากต้นฉบับที่

 http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=10012&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
วิฬาเถื่อน วันที่ : 28/12/2007 เวลา : 15.08 น.
http://www.oknation.net/blog/preeeecha
อัศจรรย์ใจไผ่ ณ ชายทุ่ง ; คมวาบของความคิด : กลุ่มเขียนข้าว

แวะมาทักทายครับ สวัสดี ปีใหม่ ขอให้สุข
หมดสิ้นทุกข์ กายจิต มิผิดผัน
อายุมั่น ขวัญยืน สี่หมื่นวัน
มีผิวพรรณ ผ่องนวล เย้ายวนชม



ปรารถนา เงินทอง กองท่วมฟ้า
ทำการค้า ร่ำรวย ไปสวยสม
มียศศักดิ์ รักใคร ใคร่ภิรมย์
ขอให้กลม เกลียวกัน และมั่นคง
ความคิดเห็นที่ 2
บิสกิตโรล วันที่ : 19/11/2007 เวลา : 18.04 น.
http://www.oknation.net/blog/administrative

http://www.oknation.net/blog/administrative/2007/11/15/entry-9
พอจะทราบทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการในพม่าไหมคะ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 28/10/2007 เวลา : 09.28 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

น่าสงสารคนไร้สัญชาติค่ะ ...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31