วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2551
::End of food:วิกฤติการ...อาหารหมดโลก::
Posted by
butterflyheart
,
ผู้อ่าน : 153
, 01:48:40 น.
| หมวดหมู่ :
Life
พิมพ์หน้านี้
|
::End of food:วิกฤติการ...อาหารหมดโลก: ::เด็ดดอกไม้...สะเทือนถึงดวงดาว:: 
"เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" นี่คือท่อนหนึ่งของอาขยานที่พวกเราท่องกันในวัยเด็ก ฉันยังจดจำได้อย่างแม่นยำและฝังหัว แม้มาในยุคหลังๆนี้จะเป็นยุคที่ประเทศเราพยายามจะทำตัวเป็น "เสืออุตสาหกรรม" และพยายามจะเป็นประเทศที่หันมาพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมเป็นหลักแล้วก็ตาม แต่จะอย่างไร เราก็ยังคงมีอาชีพหลักเป็นอาชีพเกษตรกรรมอยู่ดี..และอาชีพเกษตรกรรมนี้ ก็ถูกขับเคลื่อนโดยเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกจัดกลุ่มให้เป็น " ราก " ของ " หญ้า " และเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศที่ยังคงทำนาปลูกข้าวให้พวกเรากิน โดยที่ยังมีวิถีชีวิตอย่างอัตคัด ขัดสนและมักถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางเช่นเดิม.... จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เกิดภาวะ " ข้าวขาดแคลน " กันในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้!! ...แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะค่ะว่าตอนนี้โลกกำลังเกิด " วิกฤตการ อาหารขาดแคลน" และไม่ใช่แค่เราประเทศเดียวที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ประเทศอื่นๆในหลายทวีปทั่วโลกก็เป็นเช่นเดียวกับเรา และบางประเทศก็ยากลำบากกว่าเราด้วยซ้ำโดยเฉพาะประเทศที่ยากจน และประเทศที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้เองหรือปลูกได้น้อยจนไม่พอกินภายในประเทศ ซึ่งโดยปกติประเทศผู้ผลิต จะผลิตข้าวออกมาทั่วโลก 650 ล้านเมตริกตัน ตามสถิติอย่างเป็นทางการของ FAO (องค์การอาหารและเกษตรกรรม ในสังกัดสหประชาชาติ) แต่นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ราคาข้าวในตลาดระหว่างประเทศขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงสิ้นมีนาคม คือไตรมาสแรกของปีนี้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นแล้วถึง 50 % ปีนี้ FAO ประมาณว่าผลผลิตข้าวของโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1.8 เปอร์เซ็นต์ คือเพิ่มขึ้นราว 12 ล้านเมตริกตันแต่ FAO เชื่อว่า ผลผลิตที่พร้อมนำออกขายในตลาดระหว่างประเทศจะลดลงราว 3.5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จนเหลือเพียง 29.9 ล้านตันเท่านั้น... และสาเหตุหลักในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความแปรปรวนของภาวะ " โลกร้อน " ซึ่งทำให้เกิดปัญหาไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์, ไซโคลนในบังกลาเทศ, น้ำท่วมในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ภาวะแล้งจัดยาวนานในออสเตรเลีย จนทำให้คาดกันว่าผลผลิตข้าวในฤดูกาล 2008 ของออสเตรเลียลดลงเพราะขาดน้ำ เเละเกษตรกรส่วนหนึ่งเริ่มหันไปใช้พื้นที่ในการปลูกข้าว ไปกับการเพาะปลูกพืชไร่ ( มันสำปะหลัง,ข้าวโพด ) เพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า และนั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกแพงขึ้น...... มองดูจากวิกฤติการณ์นี้แล้ว มันช่างวนกันเป็นลงกลมนะค่ะ วงกลมอาหารที่จุดเริ่มต้นของวงกลมก็คือธรรมชาตินั้นเอง เมื่อจุดเริ่มต้นหรือธรรมชาติย่ำแย่ ปลายทางก็จะเริ่มยุ่งยากตามไปด้วย.....เมื่อดอกไม้ดอกเล็กๆบนพื้นโลกถูกทำลาย...ดวงดาวก็คงจะร้องให้ตามไปด้วย.....สิ่งเล็กๆที่เราไม่ค่อยจะสนใจนี่ล่ะค่ะ...ที่เป็นต้นสายของสิ่งใหญ่ๆหลายสิ่งในโลกนี้..และบางทีสิ่งเล็กๆที่เราทำอย่างสม่ำเสมอนี่ล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปิดไฟซักดวง-ปิดแอร์ซักวัน-งดใช้รถใช้น้ำมันซักอาทิตย์ อะไรก็แล้วแต่ เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล่ะค่ะ..ที่จะพาไปสู่ปลายเหตุที่ดี ที่เราเองอาจไม่อยากเชื่อเลยก็ได้ ว่ามันจะเชื่อมโยงถึงกันได้จริงๆ ..... แต่วิกฤติการณ์ " ข้าวแพง " นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยของเรานะค่ะ..เพราะเราเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมากว่า 15 ปีแล้ว ราคาข้าวที่ขยับสูงขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลผลิตของประเทศไทยน้อยลง แต่เกิดจากความต้องการของตลาดโลกสูงขึ้น และข้าว ที่ขายกันมากที่สุดในตลาดระหว่างประเทศตอนนี้ คือ ข้าวขาวไทย เกรดบี (ชั้นสอง) โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขายกันอยู่ที่ 546 ดอลลาร์ (17,472 บาท) ต่อตัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมปีที่แล้วถึง 68 % เย้....เย้..และครั้งนี้นับว่าเกษตรกรจะได้รับทรัพย์เป็นกอบเป็นกำมากที่สุด และอาจไต่เต้าตัวเองขึ้นมาจาก ราก ของ หญ้า เป็น ต้น ของ หญ้า ซะทีนะค่ะ ฮ่า ฮ่า..แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องโรงสีข้าวกักตุนข้าวเพื่อโก่งราคา และพ่อค้าคนกลางฟันกำไรเกินควรอีก หากช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เกษตรกรชาวนา ที่ถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศก็คงจะลืมตาอ้าปากขึ้นได้ และเค้าก็จะมีแรงปลูกข้าวให้เรากินกันตลอดไป..... ปล**ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า ,หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ , www.news.mcot.net
|