พิมพ์หน้านี้
|
หัวข้อเรื่องนี้..ไม่ใช่โฆษณาออนไลน์อะไรทั้งสิ้น แต่ฉันกำลังจะพูดถึง ภาพยนตร์เรื่อง Click ที่นำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ จริงๆแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายได้ประมาณสองปีแล้ว ก็นับว่านานพอดู แต่เนื่องจากฉันเพิ่งมีโอกาสได้หยิบมาดูเมื่อไม่นานมานี้ เลยเพิ่งจะได้เข้ามา Review ภาพของอดัม แซนด์เลอร์ ย่อมทำให้ทุกคนเข้าใจว่านี่คือหนังตลก..ซึ่งจริงๆก็ไม่ผิด ตลก..แต่เรียกน้ำตาฉันได้หลายฉาก และทำให้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ในเรื่อง..อดัม รับบทเป็น "ไมค์" สถาปนิกที่มีภรรยาสาวสวยและลูกที่น่ารักสองคน แต่เสียดายที่บ่อยครั้ง เขามักจะเลือกงานแทนครอบครัวเสมอ จนวันหนึ่ง.. เขาได้รับรีโมทชีวิตมาจากนักวิทยาศาสตร์จอมเพี้ยน เขาพบว่ารีโมทสามารถเลื่อนข้ามตอนต่างๆของชีวิตที่เขาไม่ต้องการไปได้ ไม่ว่าจะเร่ง จะค้างภาพ จะเดินหน้า ถอยหลัง ทำได้ทุกอย่าง ทำให้เขาสนุกกับการเลื่อนผ่านขั้นตอนของชีวิตที่เขาไม่ชอบและแสนจะเบื่อหน่าย ทุกเวลาที่ผ่านไป..เขาต้องการเร่งเพื่อใช้เวลาทำงานให้ก้าวหน้าได้เร็วที่สุด เพราะเขาต้องการที่จะได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทั้งความเจ็บป่วย การทะเลาะกับภรรยา การอาบน้ำ แม้กระทั่งการมีเซ็กส์กับภรรยา.. ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้น รีโมทก็จะ Skip ข้ามผ่านเหตุการณ์นั้นไปโดยอัตโนมัติด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยที่เขาไม่สามารถหยุดการทำงานหรือทิ้งรีโมทไปได้ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว.. วันหนึ่ง เขาตื่นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นชายร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยที่ภรรยาไปมีสามีใหม่ และลูกๆเห็นเขาเป็นเหมือนตัวประหลาด และอีกแค่เพียงชั่วพริบตาเขาก็กลาย เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โตที่เขาเคยใฝ่ฝันจะเป็นหุ้นส่วน แต่กลับต้องสูญเสียพ่อสุดที่รักที่ชอบเล่นกลเหรียญให้เขาดู โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยปากลา ทำให้เขาต้องถึงกับเดินภาพถอยหลังไปเมื่อครั้งสุดท้ายที่เขาเจอพ่อ พ่อมาหาที่ทำงาน แต่เขาไม่ยอมออกไปกินข้าวกับท่าน เพราะอยากทำงาน และตวาดใส่พ่อว่า เขาเบื่อกลเหรียญของพ่อเต็มทีแล้ว เขารู้หมดแล้วว่าเล่นยังงัย แต่แค่แกล้งทำเป็นสนุกกับมันเท่านั้น พ่อของเขาเสียใจมาก แต่พ่อก็ยังเดินมาบอกรักเขาและจูบเขาเบาๆที่ศรีษะ เขาเรียกภาพนี้กลับมาดูสองครั้ง หยุดภาพไว้... แล้วเข้าไปหอมแก้มพ่อของเขาทั้งน้ำตา (ฉากนี้เรียกน้ำตาฉันได้อีกสองโอ่งใหญ่ๆ..) พริบตาต่อมาเขากลายเป็นคนแก่ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง และอดีตภรรยาของเขามาเยี่ยม พร้อมกับบอกเขาให้พยายามยอมรับความจริงให้ได้ว่า เธอไม่ได้เป็นภรรยาของเขามานานมากแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขาเลือกงานมากกว่าครอบครัว เมื่อลืมตามาอีกครั้ง เขาพบตัวเองในงานแต่งงานของลูกชายและเกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน แล้วเขาก็แสนที่จะดีใจเมื่อลืมตามาในโรงพยาบาลและพบว่า ลูกสาวที่เขารักมานอนเฝ้าเขาตลอด 36 ชั่วโมง แต่เหตุผลก็เพียงเพราะเขายังเป็นพ่อเธอ แต่ไม่ว่ายังงัยเธอก็นับถือสามีใหม่ของแม่เป็นพ่อที่เธอรักมากเช่นกัน ลูกชายของเขาเอง ก็เลือกทิ้งงานฮันนีมูนเพื่อไปประชุมงานสำคัญเพื่อรักษาบริษัทเอาไว้ เมื่อทั้งสองคนเดินออกจากห้องไป ณ วินาทีนั้น เขาตระหนักถึงสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เขาไม่เคยนึกถึง เขากระชากสายเครื่องช่วยหายใจ ลากสังขารที่อยู่ในอาการโคม่าฝ่าสายฝนออกไปเพียงเพื่อจะตะโกนบอกลูกชายว่า "ครอบครัวสำคัญที่สุด" และเขารักภรรยาและลูกๆมากเพียงไหนแล้วสิ้นลมกลางสายฝน ....................................................... เทพแห่งความตาย หรือนักวิทยาศาสตร์จอมเพี้ยนผู้มอบรีโมทชีวิตให้เขา ส่งเขากลับมายังโลกปัจจุบัน คืนชีวิตที่ผ่านมาเพื่อให้เขาได้เลือกเส้นทางใหม่ เขากลับไปหาครอบครัว ไปบอกรักพ่อแม่ ขอให้ไปกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าในทุกๆวัน ยอมสละความบ้างานเพื่อพาลูกเมียไปปิคนิคในวันหยุด และยอมทิ้งรีโมทที่โดนส่งกลับมาเพื่อให้เขาตัดสินใจเลือกใหม่อีกครั้ง ............................................................................................ Click แฝงข้อคิดที่งดงามของความสำคัญของการมีชีวิตครอบครัว หากวันนี้ คุณมองข้ามความสำคัญของบุคคลในครอบครัวไปเพียงเพื่อจะเลือกโอกาสความก้าวหน้า ของชีวิต ในวันหนึ่งที่คุณหยุดชั่วขณะและเหลียวหลังกลับมา คุณอาจจะพบว่าคุณไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยลาคนที่คุณรักและเขารักคุณอย่างที่สุด คุณอาจจะพบความสูญเสียที่คุณไม่อาจเรียกคืนมาได้ เพราะคนเราย่อมไม่มีรีโมทอย่างที่พระเอกของเรามี ในวันสุดท้ายที่เรามีโอกาสได้ตระหนักถึงสิ่งนั้น อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ที่เรายังไม่เคยได้ทำอะไรดีๆให้คนที่เรารักเลยแม้แต่น้อย ฉันเคยคิดว่า ถ้ามีรีโมทที่ทำให้เราสามารถกดข้ามเวลาที่เราต้องเผชิญหน้าความทุกข์ ความเสียใจไปได้ หรือชะลอภาพวันเวลาที่เรามีความสุขให้อยู่กับเราได้นานๆได้ก็คงดี แต่ในภาพยนตร์แห่งชีวิตจริง เราไม่สามารถ Skip ก้าวกระโดดข้ามผ่านขั้นตอนอะไรไปได้ ไม่สามารถเติบโตได้ โดยไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนของชีวิต ไม่สามารถ Rewind ย้อนวันคืนใดๆให้หวนกลับมา เพียงเพื่อจะทำอะไรที่เราคิดว่าจะทำ แต่ผลัดวันประกันพรุ่งไปแล้วได้ ไม่สามารถเรียกภาพของวันคืนที่เราได้อยู่กับคนที่เรารักมาดูใหม่หรือ Pause ภาพค้างไว้ดูได้ นอกจากภาพถ่ายและภาพในความทรงจำ ทุกโมงยามที่ผ่านไป ชีวิตเราก็กำลังจะหมดไปอีกวัน เราหยุดยั้งกาลเวลาไว้ไม่ได้...แต่สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ เราสามารถเลือกที่จะใช้วันเวลาให้คุ้มค่าอย่างที่สุดได้ ............................................................... แล้ววันนี้ คุณได้ทำอะไรให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง ถ้ายัง..ก็อย่าผลัดวันประกันพรุ่งต่อไปอีกเลย วันเวลากำลังจะหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกวันหนึ่งแล้ว...... |