
วัดพระศรีสรรเพชญ(WAT PHRA SRI SANPHET) ถ่ายภาพโดยคุณlovecondo3 
วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชวังและโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆ จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์ใหญ่สององค์เมื่อ พ.ศ.2035 องค์แรกทางทิศตะวันออกเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดา และองค์ที่สอง คือองค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระบรมเชษฐา ต่อมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่และในปี พ.ศ.2043 ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร พระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ ซึ่งภายหลังเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชิ้นส่วนชำรุดของพระประธานองค์นี้ลงมากรุงเทพฯและบรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์สรรเพชญดาญาณ
สำหรับเจดีย์องค์ที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และมีร่องรอยการบูรณะปฏิสังขรณ์หนึ่งครั้งในราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการบูรณะเจดีย์แห่งนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน วัดนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.0018.30 น. 

แม้มีแต่ฐานซาก แต่ก็อุดมด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์
 
พระที่นั่งวิหารสมเด็จ ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุด เป็นปราสาทยอดปรางค์มีมุกหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อม 2 ด้าน ตามพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้สร้าง เมื่อ พ.ศ. 2186 เพื่อแทนพระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ ชาวบ้านเรียก "ปราสาททอง" เนื่องจาก เป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้น สำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ  เราได้ชมบริเวณคลัง ที่เก็บทรัพย์ศฤงคารของวังแห่งนี้ 


พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เป็นปราสาทยอดปรางค์ตั้งอยู่ตรงกลางสร้างแบบเดียวกันกับ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุขเด็จยื่นออกมา เพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือกกระหนาบอยู่ทั้งสองข้าง ในสมัยรัชกาลที่๕ มีพิธีรัชมังคลาภิเษกที่พระที่นั่งนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่เสด็จออกรับแขกเมืองพระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระที่นั่งเบ็ญจรัตนมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๙ ที่ข้างพระที่นั่งองค์นี้มีโรงช้างเผือกขนาบอยู่ทั้งสองข้าง 
ดูอ้างอิงภาพด้านท้ายเรื่อง 



พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลง อยู่ติดกำแพงริมน้ำ เดิมชื่อ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับชื่อ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ก่อสร้างเป็น ปราสาทจตุรมุขยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่นๆ ใช้เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ 

จากการขุดแต่งภายหลังพบมีเศษถ้วยชาม และมีรากฐานอาคารเก่าซ่อนอยู่ อาจมีโรงครัว จึงสันนิษฐานว่า น่าจะมีการสร้างทับของเก่าในครั้งนั้น จนถึงกับพบว่า ชั้นดินใต้สุดเป็นซากของโกงกางซึ่งแสดงว่า.....ที่นี่น่าจะเคยเป็นป่าชายเลนมาก่อน 
พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ) เป็นปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ สมเด็จพระเพทราชา โปรดให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ.ศ. 2231 และได้เสด็จประทับตลอดรัชกาล มีพระแท่นสำหรับทอดพระเนตรปลาที่ทรงเลี้ยงไว้ในสระนั้นด้วย (โปรดชมคลิป ประกอบ)

ส่วนนี้จะเป็นบริเวณที่ถัดจากป่อเลี้ยงปลาซึ่งเป็นบ่อปลาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ คนที่มีฐานะเท่านั้นจึงจะทำได้ 
บ่อพักไขมันและการจัดการสาธารณูปโภค 
ตำหนักที่นี่มีความสวยงาม ลักษณะจะคล้ายกับตำหนักที่เพชรบุรี..... และตรงตำหนักบริเวณนี้ จะมีบ่อเลี้ยงปลาของพระมหากษัตริย์ และที่บริเวณนี้เองพระเจ้าตากสินได้นำทัพมาพักแรมที่ตำหนักนี้ โดยมีพม่าตั้งท่าอยู่ท่ากาล้อม 


ดูอ้างอิงภาพด้านท้ายเรื่อง พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๗๕ แต่เดิมชื่อพระที่นั่งคีริยโสธรมหาพิมานบรรยงก์ เป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงพระราชวังชั้นในด้านทิศตะวันออกของพระราชวัง สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และการฝึกซ้อมทหาร เพราะที่หน้าพระที่นั่งออกไปเป็นสนามหลวง (ทำนองเดียวกับพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ของพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ) 
ดูอ้างอิงภาพด้านท้ายเรื่อง พระที่นั่งตรีมุข สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 บนฐานอาคารสมัยอยุธยา ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริยาธิราช (ตอนที่พวกเราไป กำลังรื้อบูรณะใหม่หมด) 

ประตูตอนท้ายวัง ซึ่งเป็นประตูที่เหลืออยู่และมีการสักการะมากมาย จากประชาชน ด้วยการบูชาด้วยธูปเทียน ด้วยถือเป็นประตูที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกจากวังครั้งเสียกรุงทางประตูนี้ เราเดินกันออกมาทางประตูนี้เป็นกระบวน ข้าพเจ้ารู้สึกถึงเสียงเปรี๊ยะ ๆ ที่รองเท้าไปเหยียบเอาพุทรา และนึกถึง เรื่องราวที่คุณศุภศรุตเล่า .....ก็อดมิได้ว่า ที่แห่งนี้เป็นตำนานที่เราเรียนรู้ได้ในหลายแง่มุม มิรู้จบ ตั้งแต่ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และลัทธิการล่าอาณานิคม....แล้วเราจะปล่อยให้เรื่องราวจบแค่การเดินจากไป อย่างนั้นหรือ? .....
หากท่านชมอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ คงจะต้องใช้จินตนาการและภาพประกอบทางประวัติศาสตร์ของศูนย์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (ตามแผนภาพแรก)ประกอบกับนำข้อมูลหลักฐานพงศาวดาร หลายๆแบบมาประกอบกัน จึงจะเกิดความสนุก และหาข้อยุติแห่งข้อโต้แย้งในใจได้ นั่นหมายถึงท่านกำลังศึกษาใจของท่านเอง มิได้โต้แย้งกับสังคม เพื่อเอาชนะ และสักวันหนึ่ง ความคิดที่ปะติดปะต่อ จากหลักฐานที่เป็นตรรกะแบบความรู้องค์รวมคงจะให้คำตอบกับคำถามในใจเราได้
นี่คือร่องรอยแห่งจักรพรรดิราชาแห่งอโยธยา จนถึงพระเจ้าตากเสด็จวังแห่งนี้เพื่อกอบกู้เอกราช |