
น้ำมันหอมระเหย(Essential oil) วันนี้ ข้าพเจ้าขอนำชมและจุดประกายการพัฒนาคุณภาพสารสัดจากสมุนไพรในรูปแบบของน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) เป็นน้ำมันที่พืชผลิตขึ้นมาตามธรรมชาติ แล้วเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น กลีบดอก ใบ ผิวของผล เกสร ราก หรือเปลือกของลำต้น น้ำมันหอมระเหยจะมีคุณสมบัติในการระเหยได้เร็วมาก เมื่อได้รับความร้อนน้ำมันเหล่านี้จะระเหยออกมารอบๆ ต้นไม้ทำให้มีกลิ่นอบอวลไปทั่ว บางกลิ่นช่วยดึงดูดให้แมลงมาช่วยผสมเกสร บางกลิ่นก็ช่วยปกป้องการรุกรานจากศัตรู และรักษาความชุ่มชื้นให้แก่พืช นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยยังช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่มนุษย์ เพราะมีคุณสมบัติเป็นยาระงับเชื้อ ยาต้านบักเตรี และยาต้านเชื้อราได้ รวมทั้งบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ป้องกันอาการชักช่วยระงับความกังวล ทำให้จิตใจเบิกบาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด ถึงแม้น้ำมันหอมระเหยจะเป็น น้ำมัน แต่จากการสัมผัสจะไม่เป็นมันหรือทิ้งคราบไขมันไว้บนกระดาษเหมือนน้ำมันพืช แต่ที่เหมือนน้ำมันทั่วไปคือน้ำมันหอมระเหยผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำไม่ได้ แต่จะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกับน้ำมันพืชได้ น้ำมันหอมระเหยอยู่ในส่วนไหนของพืช น้ำมันหอมระเหยอยู่ในถุงเล็กภายในส่วนต่างๆ ของพืชรวมถึงดอก ราก ใบ เปลือก ดอกตูม หรือผล ขอยกเป็นตัวอย่างดังนี้ ส่วนของพืชที่มีน้ำมันหอมระเหย ตัวอย่างน้ำมันหอมระเหย
ดอก กุหลาบ มะลิ ดอกส้ม กระดังงา กานพลู ราก ขิง กระชาย แฝกหอม ผลและเมล็ด ผักชี ยี่หร่า กะวาน จันทร์เทศ ใบ มะนาว ตะไคร้หอม ตะไคร้ ยูคาลิปตัส เนื้อไม้/ เปลือกไม้ อบเชย สน เรซิล (ใช้ในธูป หรือ incense) กำยาน ยางไม้หอมต่างๆ เปลือกผลไม้ ส้ม มะนาว มะกรูด น้ำมันหอมระเหยในพืชมีปริมาณน้อย ดังนั้นราคาของน้ำมันหอมระเหยจึงอยู่กับปริมาณมากหรือน้อยของตัวอย่างพืช เช่น น้ำมันกุหลาบ 1 กิโลกรัม จะต้องใช้กุหลาบถึง 4-5 หมื่นกิโลกรัม นำมากลั่นด้วยไอน้ำ การแบ่งกลุ่มของกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยอาจแบ่งได้เป็นหลายกลิ่นดังนี้ 1.กลิ่นส้ม เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและสะอาด เป็นกลิ่นของน้ำมันที่ได้จาก พืชในตระกูลส้ม 2.กลิ่นเครื่องเทศ เป็นกลิ่นที่ได้จากเครื่องให้ความรู้สึกหนัก หวาน และลึก เช่น น้ำมันที่ได้จากอบเชย กานพลู 3.กลิ่นดอกไม้ ได้จากดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมต่างๆ ให้ความรู้สึกอ่อนหวานนุ่มนวล ได้แก่กลิ่นกุหลาบ มะลิ พิกุล 4.กลิ่นป่า เป็นพวกน้ำมันที่ได้จากเนื้อไม้ ให้ความรู้สึกแห้งและเบาสบาย ได้แก่ น้ำมันสนต่างๆ 5.กลิ่นสมุนไพร เป็นกลิ่นของเมนทอลและให้กลิ่นสีเขียวของใบไม้ ได้แก่ น้ำมันโหระพา กระเพรา สะระแหน่ ตะไคร้ การสกัดน้ำมันหอมระเหย การสกัดน้ำมันหอมระเหยมีอยู่ 5 วิธีคือ 1.การกลั่น เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นวิธีที่ประหยัด และสูญเสียน้ำมันเพียงเล็กน้อย 
เครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย วิธีกลั่นทำได้ไม่ยากเพียงใส่ใบพืชลงไปใบหม้อกลั่นที่มีน้ำอยู่ข้างล่างลักษณะคล้ายลังถึงเพียงแต่ไม่แยกส่วน แล้วต้มให้น้ำให้กลายเป็นไอผ่านใบพืชออกมาน้ำมันหอมระเหยก็จะถูกปล่อยออกมากับไอน้ำผ่านไปตามท่อที่ทำให้ไอน้ำเย็นตัวลงกลายเป็นของเหลว ดักเก็บไว้ในขวดจะได้น้ำมันลอยแยกชั้นอยู่บนน้ำ หรือข้างล่างแล้วแต่คุณสมบัติของน้ำมันนั้นๆ จากนั้นก็แยกน้ำมันออกมาไว้ใช้ ส่วนน้ำที่ออกมาจากการกลั่นยังคงมีกลิ่นหอมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ใช้ผสมในเครื่องสำอางบางชนิด 2.สกัดด้วยน้ำมันสัตว์ เป็นวิธีที่ใช้กันตั้งแต่สมัยโบราณใช้กับน้ำมันหอมระเหยที่ระเหยง่ายเวลากลั่นด้วยไอน้ำ วิธีนี้จะใช้เวลานานต้องแช่พืชไว้ในน้ำมันหลายวันน้ำมันจะช่วยดูดเอากลิ่นหอมออกมา วิธีนี้ใช้ในการสกัดน้ำมันดอกมะลิ ดอกกุหลาบ 3.สกัดด้วยสารเคมี การใช้สารเคมีสกัดจะได้น้ำมันที่มีความเข้มข้นสูงแต่คุณภาพไม่ดีเท่าการกลั่น เพราะจะมีสารอื่นละลายปะปนออกมาด้วย การสกัดแบบนี้จะได้น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า Absolute oil ใช้กับพืชที่ทนความร้อนสูงไม่ได้ เช่น มะลิ ที่สำคัญคือต้องทำการระเหยสารเคมีที่ใชเป็นตัวสกัดออกให้หมดสารเคมีที่นิยมใช้คือ แอลกอฮอล์ 4.การคั้นหรือบีบโดยใช้แรงบีบ ใช้สกัดน้ำมันที่อยู่ในเปลือกของผลไม้แต่น้ำมันที่ได้จะมีปริมาณน้อย และไม่ค่อยบริสุทธ์ 5.สกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว โดยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกทำให้เป็นของเหลวที่ความดันสูง ผ่านตัวอย่างออกมา เป็นวิธีที่ปัจจุบันนิยมใช้กันมากเพราะจะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นดี แต่ต้นทุนจะสูงมาก ข้อควรระวัง: ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยไว้ในขวดแก้วเท่านั้น ไม่ควรเก็บในขวดพลาสติกเพราะน้ำมันหอมระเหยบางชนิดละลายพลาสติกได้ 
คลิป จากการบรรยายโดย ดร.สุรัตน์วดี จิวะจินดา นักวิจัย ระดับ 9 (เชี่ยวชาญ) งานวิจัยสภาวะแวดล้อม ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตร กำแพงแสน |

เครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมๆ  
เครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยนี้ เป็นเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่ออกแแบบขึ้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมขนาดเล็ก เนื่องจากเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยในระบบอุตสาหกรรมโดยทั่วไปมักจะมีขนาดใหญ่ ยากต่อการติดตั้งหรือขนย้าย และมีราคาแพง ส่วนชุดเครื่องกลั่นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการมักจะมีส่วนประกอบที่เป็นแก้ว ซึ่งชำรุดเสียหายได้ง่าย ไม่เหมาะกับการใช้งานในลักษณะของอุตสาหกรรมในครัวเรือนหรือโดยกลุ่มเกษตรกร ใช้กลั่นเพื่อสกัดแยกเอาน้ำมันชนิดน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ไม่ใช่น้ำมันพืชทั่วไป (Fixed oil) จากส่วนที่มีน้ำมันหอมระเหยสะสมอยู่ของพืช เช่น ใบ ราก ดอก หรือเนื้อไม้ ออกแบบให้เป็นถังกลั่นชนิดเบ็ดเสร็จถังเดียวขนาดเล็กโดยใช้ระบบการกลั่นด้วยน้ำ (Hydro distillation) มีระบบควบคุมอุณหภูมิ และความดัน โดยมีส่วนที่ทำการควบแน่น (Condenser) แยกต่างหาก สามารถประกอบ หรือถอดชิ้นส่วนออกได้ง่าย และขนย้ายได้สะดวก ทำจากเหล็กปลอดสนิมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (Stainless steel, Food grade) สามารถทนแรงดันจากภายในได้ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร มีส่วนประกอบทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ 1. ถังกลั่น (Retort) 2. ฝาของถังกลั่น (Retort cover) 3. ท่อนำไอน้ำ (Vapour conduct tube) 4. ตัวควบแน่น (Condenser) 5. ถังรองรับน้ำมันและแยกน้ำมัน (Receiver and separator) ส่วนต่างๆ เมื่อนำมาประกอบกันแล้วจะได้เครื่องกลั่นตามรูป |

เครื่องตัดบด สำหรับการทดลองและวิจัย ที่นำมาแสดง การประยุกต์ใช้น้ำม้นหอมระเหยกับผลิตภัณฑ์ เช่น การใส่น้ำมันหอมระเหยลงในสบู่ธรรมชาติ ซึ่งใส่เพียงปริมาณน้อยๆเท่านั้น เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง 
การประยุกต์ ทำผลิตภัณฑ์สบู่ธรรมชาติที่เติมส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยซึ่งเป็นงานของข้าพเจ้าส่วนหนึ่ง แต่นำเสนอส่วนที่ไปทำคลิป เพื่อนำเสนอในปริมาณเพื่อการทดลอง จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ในความเป็นจริงจะต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิต และคำนวณสูตรให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักGMP (Good Manufacturing Practice) 
Chamomile ได้จากแหล่งปลูก จ.เชียงราย เป็นฟาร์มคอนแทค และเป็นออร์แกนิกฟาร์ม ข้าพเจ้าจะนำมาทำการสกัดแล้วนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ โลชั่น ซึ่งเป็นการทำตสาหกรรมให้ครบวงจร เป็นการอุดหนุนผู้ปลูกของไทย แทนที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ การใช้น้ำมันหอมระเหยในทางการแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีว่ากลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยจากแหล่งต่างๆ มีอิทธิพลต่อจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบที่มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านไวรัส บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นหรือยานอนหลับ หากเลือกใช้ให้ถูกวิธีจะให้ผลในการบำบัดรักษาโรคได้ ในปัจจุบันมีการบำบัดโรควิธีหนึ่งโดยการใช้กลิ่นน้ำหอมของน้ำมันหอมระเหย เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า อโรมาเทอราปี (Aromatherapy) ซึ่งมีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า สุวคนธบำบัด |