เกร็ดเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล อ้อยเป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมานาน และมีความเกี่ยวพันกับโบราณนิยายของอินเดีย โดยเชื่อกันว่าคำว่า Saccharum อาจมาจาก ภาษาสันสกฤตคำว่า สาคารา (Sarkara) นอกจากนั้นยังพบหลักฐานโบราณที่ เมืองอะทาร์วาวีดา (Atharvaveda) 
อุตสาหกรรมน้ำตาล 
อุตสาหกรรมน้ำตาลและwaste product ในอินเดีย 
ภาพกำเนิดของน้ำตาล (ดูอ้างอิงด้านล่าง) |
ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปี ในอินเดีย บันทึกเกี่ยวกับอ้อยว่า เมื่อฉันสวมมงกุฎที่ทำด้วยยอดอ้อยแก่ท่าน แล้วท่านก็จะไม่เป็นศัตรูกับฉัน" ประวัติการแพร่กระจายการปลูกอ้อยนั้นมีหลักฐานเป็นที่ยอมรับว่าเริ่มกระจายจากหมู่เกาะนิวกินี ตั้งแต่ 8,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ไปทาง นิวเฮบริเดส (New Hebrides) และนิวคาเลโดเนีย (New Caledonia) จากนั้นจึงแพร่กระจายไปยัง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดจีน อินเดีย ส่วนการแพร่กระจายไปทางตะวันตกนั้นโคลัมบัสเป็นผู้นำไปแพร่กระจายในการเดินทางครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2036 โดยผ่านไปทางสเปน อ้อยมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย และแพร่กระจายจากเอเชียไปยังหมู่เกาะเมลานีเซีย (Melanesia) ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติ (natural selection) กระบวนการผสมข้าม (hybridization) กระบวนการ ผสมข้ามกับพืชอื่น (genetic introgression) และ การเพิ่มจำนวนชุดของโครโมโซม (polyploidization) อ้อยเป็นพืช อยู่ในสกุล Saccharum ประวัติอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย อ้อยเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณไม่เพียงแต่นำมาผลิต เป็นน้ำตาลเท่านั้น แต่จากประวัติศาสตร์พบว่า อ้อยมีบทบาทหลายอย่างในอตีดกาล เช่น ใช้ในพิธีกรรมต่างๆแสดงถึงความสมบูรณ์ และความหวานแสดงถึงปัญญา โดยมักจะนำอ้อยและกล้วยเป็นของใช้ประกอบในพิธีคู่กัน เช่นใช้ในพิธีมงคล หรือเทศกาลต่างๆ ทั้งเพื่อประดับ หรือมีความหมาย ในทางที่เป็นสิริมงคล เช่น ในขบวนแห่ขันหมาก เป็นต้น และที่ไม่ค่อยทราบกันก็คือน้ำอ้อยผสมกับปูนขาวใช้สอปูนและฉาบผนัง ในการประกอบ เป็นประติมากรรมและสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตลอดจนยังปราก เป็นบทเพลง ไทยต่างๆ มากมาย นอกจากนั้นอ้อยยังเป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณได้อีกด้วย สำหรับการทำน้ำตาลจากอ้อยในประเทศไทยนั้น มีหลักฐานว่าเริ่มมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยทำเป็นน้ำตาลงบ แหล่งผลิตอยู่ที่ จังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร และพิษณุโลก ซึ่งปัจจุบันยังมีการผลิตน้ำตาลงบอยู่ในบางจังหวัด ต่อมาใน ปี พ.ศ. 1951 และ พ.ศ. 1955 ได้มีการส่งออกน้ำตาลทรายแดงไปยังประเทศญี่ปุ่น การผลิตน้ำตาลทรายแดงได้ดำเนินกิจการด้วยดีโดยมี แหล่งผลิตใหม่ที่ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และ จังหวัดชลบุรี เมื่อปริมาณการผลิตมีมากกว่าความต้องการบริโภค จึงมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ ก่อนที่แหล่งผลิตจะย้ายมายังลุ่มน้ำท่าจีน และบริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีการส่งออกอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 2 และ 3 (พ.ศ. 2352-2375) และเริ่มเสื่อมถอยจนต้องมีการนำเข้าในปี พ.ศ. 2436 จนกระทั่งได้มีการพัฒนาการผลิตน้ำตาลด้วยกรรมวิธีสมัยใหม่ในยุโรป ทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำลง การผลิตน้ำตาลในประเทศไทยจึงต้องหยุดกิจการไปบ้าง เหลือเพียงการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ต่อมาการบริโภคได้เพิ่มขึ้น จนกระทั่งต้องมีการนำเข้าจากประเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รัฐบาลจึงเริ่มมีความคิดเกี่ยวกับ โครงการอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายขึ้น การปลูกอ้อยเริ่มใหม่อีกครั้งประมาณปี พ.ศ. 2475 มีโครงการขอตั้งโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดชลบุรีโดยเอกชนสนใจที่จะลงทุน ผลิตน้ำตาลด้วยวิธีการสมัยใหม่ ต่อมารัฐบาลได้ตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นมาเองในปี พ.ศ. 2480 ชื่อว่า "โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง" ที่ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง โดยผลิตน้ำตาลทรายขาว เพื่อที่จะลดการนำเข้าจากต่างประเทศ การผลิตน้ำตาลทรายขาวในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2480 โรงงานที่ทันสมัยแห่งแรกสร้างขึ้นที่ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ในสมัยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี มีชื่อว่า "โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง" เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2479 โดยบริษัท สโกด้าเวอรค์ ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เริ่มเปิดดำเนินการหีบอ้อยในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2480 มีกำลังการหีบอ้อยในระยะแรก วันละ 500 ตัน ในปี พ.ศ. 2484 ได้มีการสร้าง "โรงงานน้ำตาลไทยอุตรดิตถ์" ขึ้นเป็นแห่งที่ 2 โดยซื้อโรงงานมาจากฟิลิปปินส์ เริ่มหีบอ้อยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2485 มีกำลังการผลิต 500 ตันอ้อยต่อวันเช่นเดียวกัน โรงงานน้ำตาลทั้ง 2 แห่ง ยังเปิดดำเนินการจนถึงปัจจุบัน โดยโรงงานน้ำตาลลำปางมีกำลังการผลิต 2,938 ตันอ้อยต่อวัน และ โรงงานน้ำตาลไทยอุตรดิตถ์ มีกำลังการผลิต 1,738 ตันอ้อยต่อวัน ปัจจุบันอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย มีชาวไร่อ้อยมากกว่า 100,000 ครอบครัว พื้นที่ปลูกกระจายใน จังหวัดต่างๆ มากกว่า 40 จังหวัด ประมาณ 6 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยต่อปีประมาณ 45-70 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 5-7 ล้านตัน เป็นน้ำตาลที่บริโภคภายในประเทศ 2 ล้านตันที่เหลือส่งออกขายในต่างประเทศ มีมูลค่ารวมมากกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีโรงงานน้ำตาล 46 โรงงาน กําลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 623,390 ตันต่อวัน ตั้งกระจายอยู่ใน 24 จังหวัด ดังนี้ 1. ภาคเหนือ มี 9 โรงงาน ในเขตจังหวัดดังนี้ ลําปาง อุตรดิตถ์ กําแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ 2. ภาคกลาง มี 18 โรงงานในเขตจังหวัดดังนี้ สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ 3. ภาคตะวันออก (ภาคกลาง) มี 5 โรงงาน ในเขตจังหวัด ดังนี้ ชลบุรี สระแก้ว 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 14 โรงงาน ในเขตจังหวัดดังนี้ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร บุรีรัมย์ สุรินทร์
เมื่ออัญมณีของความหวานเจออุปสรรค (Business Dilemma) จากที่ได้เกริ่นไว้ว่า ปัจจุบัน ทางบริษัทน้ำตาลแห่งนั้นได้ยุติการร่วมมือค้นคว้าวิจัยและพัฒนาการเคลือบสีสมุนไพรลงในผลิตภัณฑ์กับทางบริษัทข้าพเจ้า โดยเขาก็มีทีมวิจัย นักวิชาการเอง นั่นคือหยุดบทบาท ทางการตลาดของGemsugarไป แต่หาได้หยุดการขับเคลื่อนของงานของข้าพเจ้าไม่ เพียงแต่ยังรอปัจจัยทางด้านการสนับสนุนทางการเงินและนักวิชาการเฉพาะทางอีกเพิ่มเติม เพื่อต่อยอด ก็จะสามารถขับเคลื่อนการต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อชีววิถีต่อไปได้ |