• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1002175
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bypunnee
วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน 2559
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 838 , 16:10:35 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 
                    กรมอุตุนิยมวิทยาต้องบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังจากอุณหภูมิของ "แม่ฮ่องสอน” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 ทำลายสถิติจังหวัดร้อนที่สุดในประเทศไทยรอบ 65 ปีที่ผ่านมา...ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันถึงผลกระทบภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม!?!
 
                    กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO) เมื่อปี 2492 และในปี 2494 เริ่มเก็บสถิติอุณหภูมิร้อนหนาวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะวันที่ร้อนสุดในไทยนั้น ถูกบันทึกไว้ว่า “44.5 องศาเซลเซียส” ณ จ.อุตรดิตถ์ ในวันที่ 27 เมษายน 2503 ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยมีวันไหนทำลายสถิตินี้ได้ จนกระทั่งเมื่อ 28 เมษายน 2559 สถานีตรวจวัดอากาศภาคเหนือได้บันทึกว่า แม่ฮ่องสอนมีอุณหภูมิสูงสุด “44.6 องศาเซลเซียส” สูงกว่า 0.1 องศาเซลเซียส
 
 
                    ดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศของนาซา 2 ดวง ยืนยันข้อมูลตรงกันว่า แม่ฮ่องสอนร้อนถึง 44.6 องศาฯ จริง และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ปี 2559 หลายประเทศในอาเซียนทำลายสถิติวันที่ร้อนสุด เช่น กัมพูชา เมื่อช่วงสงกรานต์วันที่วันที่ 15 เมษายน 2559 จากสถิติที่บันทึกไว้ว่าร้อนสุด 41.4 องศาฯ ก็พุ่งเป็น 42.6 องศาฯ สูงขึ้นกว่า 1.2 องศาฯ เช่นกัน
 
 
                    “ผอ.สุรพงค์ แจ่มเจริญ” สำนักเครื่องมืออุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า ปี 2559 อากาศร้อนจัดเพราะปัจจัยหลายประการ แต่ที่สำคัญสุดคือ “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ฝนตกน้อย น้ำสะสมในพื้นดินแทบไม่มี ทำให้ความชื้นในอากาศลดลง สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น สุโขทัยปกติ 40–41 องศาฯ ปีนี้ทำลายสถิติพุ่งไปถึง 44 องศาฯ
 
 
                    “แม่ฮ่องสอนถูกบันทึกว่าทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในไทยที่ 44.6 องศาฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่หุบเขามีภูเขาสูงล้อมรอบ แต่เดือนเมษายนปีนี้กรุงเทพฯ ไม่ร้อนเท่าไร เฉลี่ยเพียง 39 องศาฯเท่านั้น หลังจากนี้ไปช่วงเดือนพฤษภาคมจะเริ่มมีฝนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอีสานและภาคกลางตอนล่างกับภาคใต้อากาศไม่ร้อนนัก ยกเว้นภาคกลางตอนบนกับภาคเหนือยังมีอากาศร้อนจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปีนี้สังเกตได้ว่า พายุฤดูร้อนค่อนข้างรุนแรง มีลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัดสะสมมานาน พายุเข้ามาเกิดการปะทะของอุณหภูมิที่แตกต่างเป็นฝนฟ้าคะนอง”
 
 
 
 
 
                    ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุตุนิยมวิทยายอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการบันทึกสถิติอุณหภูมิของภูมิภาคต่างๆ ไว้เพียง 65 ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า ในรอบการหมุนเวียนของภูมิอากาศในระยะยาวจะเป็นอย่างไร มีเพียงระยะสั้นเท่านั้น เช่น พยากรณ์ได้ว่า ในปีหน้า 2560 จะมีฝนมากขึ้น แต่จะไม่ทำให้มีน้ำฝนสะสมมากขนาดทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554
 
                    เมื่อปี 2559 ร้อนระอุจนทำลายสถิติไปแล้ว ในอนาคตจะร้อนเพิ่มขึ้นกว่านี้หรือไม่?
 
                    “ผศ.ดร.กัมปนาท ปิยะธำรงชัย” ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในนักวิจัย “โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งชาติ” สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ข้อมูลว่า จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคาดการณ์อนาคตด้านภูมิอากาศของไทย พบว่าอีก 40 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยอาจสูงขึ้น 0.4-2.6 องศาฯ เนื่องจากโลกร้อนหรือปัญหาสภาวะก๊าซเรือนกระจก
 
 
                    “ดูจากแผนที่แบบจำลองเห็นชัดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยปี 2558 มีช่วงที่เป็นสีแดงอยู่บริเวณภาคกลาง ผ่านไป 20 ปี พ.ศ.2578 สีแดงเพิ่มขึ้นในภาคเหนือตอนล่าง และถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลง อีก 40 ปี หรือ 2598 อุณหภูมิเฉลี่ยจะเป็นสีแดง คือสูงเกิด 28.7 องศาฯ เกือบทุกภาคในประเทศไทย เราคาดไว้ว่าน่าจะ 2 องศาฯ แต่ถ้าเลวร้ายสุดก็จะสูงถึง 4 องศาฯ โดยเฉพาะแถบ จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี มีแนวโน้มจะร้อนมากกว่าพื้นที่อื่น หากเป็นแบบนั้นจริงสภาพแวดล้อมและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”
 
 
                    หลายคนสงสัยว่า อากาศเพิ่มหรือลดเพียงแค่ 2 องศาฯ ทำไมส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งแวดล้อมมากมาย?
 
 
 
 
                    นักวิชาการข้างต้นอธิบายว่า อุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 2 องศาฯ ทำให้ขาดแคลนน้ำได้ในหลายพื้นที่ เพราะความร้อนสะสมในพื้นดินมากขึ้น โดยเฉพาะภาคกลางของไทยที่มีลักษณะเป็นที่ราบ เกษตรกรที่เคยทำนากลางแจ้งในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาจไม่รู้สึกว่าร้อนเท่าปีนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบกว่าคนที่ทำงานในห้องแอร์ ชาวไร่ชาวนาจะปรับตัวได้ดีกว่าเพราะค่อยๆ เจออากาศร้อนขึ้นทุกปี แต่คนในออฟฟิศเมื่อเดินออกมาจะเจอแดดร้อนระอุ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าร้อนมากขึ้นกว่าเดิม
 
 
                    “สังเกตง่ายๆ ว่า ปีก่อนๆ เวลาอาบน้ำตอนกลางวัน น้ำจากฝักบัวช่วงแรกจะร้อนหรืออุ่นสักพัก หากอาบน้ำช่วงเย็นจะไม่มีน้ำอุ่นออกมา ปีนี้แม้อาบน้ำช่วงเย็นหลังเลิกงานก็รู้สึกได้ในหลายจังหวัดว่า น้ำจากฝักบัวยังอุ่นหรือร้อน นั่นคือความร้อนที่สะสมในสภาพแวดล้อมมากกว่าเดิม ยิ่งร้อนมากก็ยิ่งใช้เวลาในการคลายความร้อนมากขึ้น”
 
 
                    ดร.กัมปนาทยอมรับว่า โครงการนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ให้รู้ว่าอนาคตประเทศไทยอาจร้อนมากขึ้นแค่ไหน แต่ยังทำเพื่อช่วยในการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วย เช่น หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2–4 องศาฯจริง เพราะมนุษย์ไม่ช่วยกันลดโลกร้อนยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ขณะนี้หน่วยงานรัฐกำลังจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศในหลายด้าน เช่น การจัดการน้ำ การท่องเที่ยว การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การตั้งถิ่นฐาน ระบบนิเวศ โดยเฉพาะในด้านที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 3 ด้าน ได้แก่
 
 
                    “1 วิกฤติน้ำกินน้ำใช้” อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติน้อยลง หลายพื้นที่จะขาดแคลนน้ำในธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำในรูปแบบใหม่ “2 ความมั่นคงทางอาหาร” พันธุ์พืชหลายชนิดไม่สามารถปลูกได้อีกต่อไป แม้แต่ข้าวบางสายพันธุ์ที่ต้องใช้น้ำมากก็จะปลูกไม่ได้ ผักที่ไม่ชอบอากาศร้อนจัดก็มีหลายชนิด แม้แต่การเลี้ยงปศุสัตว์อาจต้องเปลี่ยนลักษณะของฟาร์มหมู เล้าไก่ ฯลฯ ให้รองรับภาวะอากาศร้อน
 
                    “ด้าน 3 คือ สุขภาพของมนุษย์ เมื่อร้อนจัดความชื้นในอากาศน้อยลง ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอจะรู้สึกไม่สบายได้ง่าย โรคเกี่ยวกับแดดหรืออากาศร้อนจะมีมากขึ้น ประเมินกันว่า ถ้าสถานการณ์แย่สุด ร้อนขึ้นถึง 4 องศาฯ หมายความว่าตารางชีวิตประจำวันของคนไทยอาจต้องเปลี่ยนไป เช่น ช่วงพักกลางวันต้องยาวขึ้น อากาศแต่ละวันร้อนสุดประมาณ เที่ยงถึงบ่าย 2 หมายความว่าอาจต้องเพิ่มเวลาพักเที่ยงเป็น 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ต้องทำงานใต้แดดแรงจัด หรือด้านธุรกิจท่องเที่ยว  จากเดิมร้านค้า พิพิธภัณฑ์ วัดวาอารามปกติเปิดให้นักท่องเที่ยงเข้าชมตั้งแต่เช้าถึง 5-6 โมงเย็น อาจต้องปรับเวลาเป็นเปิดช่วงบ่ายถึงกลางคืนแทน เพราะกลางวันนักท่องเที่ยวจะไม่ออกมาข้างนอก” ดร.กัมปนาท แสดงความเห็น
 
 
                    เมืองไทยเผชิญอากาศร้อนจนทำลายสถิตินั้น กลายเป็นตัวอย่างสอดคล้องกับข้อมูลของเครือข่ายเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนและภูมิอากาศแปรปรวน
 
 
 
 
                    เดือนธันวาคม 2558 ตัวแทนจาก 190 กว่าประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุมลดโลกร้อนที่กรุงปารีส หรือ คอป 21 (COP 21) “การประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  จัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยที่ 21 ปี ข้อตกลงการประชุมครั้งนี้ คือ ทุกประเทศมีเป้าหมายร่วมกันในการ “หยุดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส”
 
                    เนื่องจากมีรายงานวิจัยว่า หากโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาฯ จะทำให้น้ำกินน้ำใช้ของมนุษย์หายไป 10 เปอร์เซ็นต์ และหากอุณหภูมิเพิ่มเป็น 2 องศาฯ น้ำจะหายไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และแหล่งปลูกข้าวโพดและข้าวสาลีจะลดลงถึง 2 เท่าตัว ดังนั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2558 ประชุมคอป 21 มีมติเห็นชอบร่างข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก โดยวันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ตัวแทนจาก 175 ประเทศเข้าร่วมลงนามใน “ข้อตกลงปารีส” (Paris Agreement) โดยตัวแทนจากประเทศไทยที่ไปร่วมลงนาม คือ พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ
 
                    หากเรียงลำดับข้อมูลประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการสำคัญทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกส่งผลให้โลกร้อนนั้น อันดับ 1 ได้แก่ จีน 1 หมื่นล้านตันต่อปี อันดับ 2 อเมริกา 5,000 ล้านตันต่อปี ส่วนประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 250 ล้านตัน
 
                    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายใน 15 ปี หรือ พ.ศ.2573
 
                    หมายถึงคนไทยต้องลดการใช้พลังงานไม่สะอาด เช่น ลดการเชื้อเพลิงในการเดินทาง ลดการเผาไหม้ในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และเพิ่มการปลูกป่ารวมถึงการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานถ่านหิน
 
                    หากคนไทยไม่ร่วมมือกันทำวันนี้ อีก 40 ปีข้างหน้าพวกเราอาจได้เปลี่ยนเวลาทำงานจากกลางวันเป็นกลางคืน !?!
 
 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คมชัดลึก

7 พ.ค. 2559





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน