• A.punnee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-06-15
  • จำนวนเรื่อง : 506
  • จำนวนผู้ชม : 1010046
  • ส่ง msg :
  • โหวต 61 คน
by A.Punnee
ทางลัดสู่ความรู้จริงไม่มี เพราะความรู้จริงคือ...ทางลัด
Permalink : http://www.oknation.net/blog/bypunnee
วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม 2561
Posted by A.punnee , ผู้อ่าน : 713 , 15:19:18 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

          ปัญหาใหญ่สร้างความปวดหัวให้ “รัฐบาล คสช.” ในยุคดิจิทัลคือ ภัยโจมตีของแก๊งแฮ็กเกอร์ ที่เข้ามาทำลายและโจรกรรมข้อมูลจากทั้งภาครัฐและเอกชน..สร้างความเสียหายและทำลายความน่าเชื่อถือของไทยในการประกาศตัวเป็น “ไทยแลนด์ยุค 4.0”

          คนไทยส่วนใหญ่เริ่มเคยชินกับเทคโนโลยียุคชีวิตดิจิทัล โดยแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ผ่านการสื่อสารด้วยโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่สภาพแวดล้อมในการทำงาน การเดินทาง การบริโภคข้อมูลข่าวสาร อาหารการกิน พักผ่อน ท่องเที่ยว ฯลฯ ล้วนพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

 

          หากวันใดระบบการสื่อสารออนไลน์หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยถูกถล่มโจมตีโดยโจรคอมพิวเตอร์ แฮ็กเกอร์ หรือผู้ก่อการร้ายไซเบอร์ คงไม่มีใครกล้าประเมินความเสียหายเหล่านี้ได้

          คำถามคือ จุดอ่อนสำคัญในการถูกโจมตีอยู่ที่ส่วนใด ?

 

เปิดจุดอ่อน...วางแผนสู้"แฮ็กเกอร์"ถล่มไทย

 

          “แอนโทนี ลิม” ที่ปรึกษาอาวุโสบริษัทฟอร์ติเน็ต ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบความปลอดภัยไซเบอร์ อธิบายให้ฟังในการบรรยายหัวข้อ “Digital Transformation in Thailand” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า

          คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มคนมิลเลนเนียน อายุประมาณ 18-39 ปี คุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านอีเมล โซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ รองรับคนกลุ่มนี้ เช่น ฟินเทคหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเงิน โอนเงินผ่านมือถือ ช็อปปิ้งออนไลน์ จ่ายค่าเดินทาง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางให้ถูกโจรกรรมข้อมูลหรือเงินในบัญชีได้ หากผู้ให้บริการไม่ได้มีความตระหนักในการสร้างระบบความปลอดภัยให้ลูกค้าอย่างดีพอ

 

เปิดจุดอ่อน...วางแผนสู้"แฮ็กเกอร์"ถล่มไทย

 

 

          “คนยุคใหม่โดยเฉพาะคนไทยใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านมือถือตลอดเวลา ทั้งจ่ายเงินแท็กซี่ ซื้อของ ก่อนใช้แอพพวกนี้จะให้ลงทะเบียนเปิดเผยชื่อ เบอร์โทร ที่อยู่ เลขที่บัญชีธนาคาร พวกเราเอาให้เขาหมด โดยไม่เคยตรวจดูว่าผู้ผลิตแอพพวกนี้มีระบบป้องกันข้อมูลดีแค่ไหน สุดท้ายเงินของพวกเราหรือข้อมูลส่วนตัวอาจถูกขโมยไปได้ง่ายๆ” แอนโทนี ลิม กล่าวอธิบายต่อว่า

          ขณะนี้ยอดตัวเลขคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตถือเป็นอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ใช้กันเฉลี่ยไม่น้อยกว่าวันละ 4 ชั่วโมง มีการวิเคราะห์ว่าภายในปี 2564 เมื่อปฏิรูปธุรกิจดิจิทัลอาจสร้างมูลค่าจีดีพีของไทยให้เพิ่มสูงถึง 2.8 แสนล้านบาท ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลในอุปกรณ์เครือข่ายองค์กรและของลูกค้าต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ถูกโจมตีหรือขโมยไปโดยโจรแฮ็กเกอร์ เช่นกลุ่มฟินเทคของคนรุ่นใหม่ที่เปิดบริการแอพต่างๆ ขึ้นมานั้น มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอย่างน้อย 7 อย่าง คือ 1.ไม่มีระบบจัดการข้อมูลยืนยันตัวตนที่ดีพอ 2.ไม่มีความปลอดภัยในการเชื่อมโยงข้อมูลสู่พาร์ทเนอร์ 3.ระบบการชำระเงินไม่ปลอดภัย 4.ใช้ระบบคลาวด์(cloud)แบบเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึง 5.พนักงานไม่มีความเชี่ยวชาญดีพอ 6.ไม่มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และ 7.ไม่มีการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

เปิดจุดอ่อน...วางแผนสู้"แฮ็กเกอร์"ถล่มไทย

 

          ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ “จุดอ่อน” สำคัญของคนไทยผู้ใช้และผู้ให้บริการธุรกิจที่ผ่านเครือข่าย

          “ชาญวิทย์ อิทธิวัฒนะ” ผู้จัดการประจำประเทศไทยบริษัทฟอร์ติเน็ต กล่าวถึงการสร้างความปลอดภัยในระบบเหล่านี้ต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งนักลงทุนรุ่นใหม่หรือกลุ่มสตาร์ทอัพอาจมองข้ามไปบ้าง ทั้งที่ไม่ได้ใช้เงินจำนวนมากนัก อาจเป็นเพียงร้อยละ 10 ของต้นทุนเท่านั้นเอง

          “รัฐบาลไทยควรเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบความปลอดภัยที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด เหมือนสร้างระบบให้ทั้งประเทศมีโครงสร้างขั้นพื้นฐาน การป้องกันภัย ทั้งในอุปกรณ์ ผู้ใช้และผู้ให้บริการ บางครั้งมีกฎหมายว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การบังคับใช้กฎหมายอาจไม่ดีพอ เช่น ที่สิงคโปร์รัฐบาลดูก่อนเลยว่า ธุรกิจสตาร์อัพทำเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีการสร้างระบบป้องกันข้อมูลหรือความเสียหายของลูกค้าหรือไม่ ถ้าไม่มีเขาจะไม่อนุญาตให้เปิดบริการทำธุรกิจได้ นั่นคือวิธีการปิดจุดอ่อน ไม่ให้เป็นเหยื่อของแฮ็กเกอร์ตั้งแต่เริ่มต้นเลย” ชาญวิทย์กล่าวแสดงความเห็น

 

เปิดจุดอ่อน...วางแผนสู้"แฮ็กเกอร์"ถล่มไทย

 

          “รัฐบาล คสช.” ตระหนักดีว่า ไทยมีจุดอ่อนเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และพยายามแก้ไข โดยเฉพาะการประกาศสร้าง “ผู้เชี่ยวชาญสู้โจรแฮ็กเกอร์” ในรูปแบบของ “นักรบไซเบอร์”

          วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวให้สื่อมวลชนฟังว่า ตอนนี้มีแผนสร้างและพัฒนา “นักรบไซเบอร์” อย่างน้อย 5,000 คนให้ได้ภายในปี2564 เบื้องต้นจัดงบประมาณไปแล้ว 350 ล้านบาท เพื่อผลิต “นักรบไซเบอร์” รุ่นแรก 200 คน

          พร้อมอธิบายเป้าหมายการทำงานเบื้องต้นแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1.ติดตามเฝ้าระวัง 2.เผชิญเหตุ 3.แก้ไขระบบให้เป็นปกติ และ 4.ฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของสถาบันต่างๆ รวมถึงการติดตามและป้องกันการละเมิดสถาบันและบุคคลที่สาม

          "เราจำเป็นต้องสร้างระบบ และคนที่เชี่ยวชาญไซเบอร์ วางเป้าไว้ภายใน 5 ปี ต้องมี 4,500-5,000 คน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยงบประมาณมาจากกองทุนดิจิทัล ในหลักสูตรจะมีเจ้าหน้าที่เทคนิค ผู้ปฏิบัติ และผู้บริหาร มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเป็นไปตามแผนแม่บท เฝ้าระวัง เผชิญเหตุ ฟื้นฟู พัฒนา คาดว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะทำแผนปฏิบัติการนักรบไซเบอร์ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น" พล.อ.อ.ประจินกล่าวถึงการวิธีการปิดจุดอ่อนที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลถือเป็นภารกิจเร่งด่วน

 

เปิดจุดอ่อน...วางแผนสู้"แฮ็กเกอร์"ถล่มไทย

 

          นอกจากนักรบไซเบอร์แล้วยังมีการมอบหมายให้ “กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” (ปอท.) จัดทำโครงการ “บิ๊กดาต้า” หรือระบบจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ จุดมุ่งหมายคือรวบรวมข้อมูลประชาชนที่ชอบเข้าไปกดถูกใจ “ไลค์” แบ่งปัน “แชร์” รวมถึงสอดส่องผู้ทำผิดกฎหมายและหมิ่นสถาบัน หรือที่เรียกว่า “ศูนย์จับตาจอมส่อง” โดยใช้หลักการตรวจสอบและแกะรอย 3 ระดับคือ “ระดับวงใน” ผู้ให้ข้อมูล ชี้เบาะแส เป็นกลุ่มที่รัฐให้ความสนใจเป็นพิเศษ “ระดับวงกลาง” เป็นเครือข่ายผู้ร่วมผลิตข้อมูล และ “ระดับวงนอก” คนที่เข้าไปกดไลค์และแชร์

          แผนการสู้รบกับแฮ็กเกอร์หรือโจรไซเบอร์ของ “คสช.” จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ต้องรอดูว่า “นักรบไซเบอร์” รุ่นแรกจำนวน 200 คน ที่ตั้งงบประมาณไว้ 350 ล้านบาท หรือประมาณคนละ 1.7 ล้านบาทนั้น มีประสิทธิภาพเพียงไร ?

          นักรบไซเบอร์ 5,000 คน สามารถ “ปิดจุดอ่อน” ต่อกรสู้รบกับโจรคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาโจมตีทำลายธุรกิจและการใช้ชีวิตของมนุษย์ยุคดิจิทัลหรือไม่ ...

          หากทำได้ถือว่าคุ้มค่าการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง !?!
 
          แผนป้องกัน 6กลุ่มเสี่ยงโจรไซเบอร์
          "คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ "ประกาศ
แผนยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการรักษาพื้นฐานสารสนเทศ 6 กลุ่ม ได้แก่
          1 กลุ่มความมั่นคงและผู้ให้บริการภาครัฐ
          2 กลุ่มการเงิน
          3 กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม

         4 กลุ่มการขนส่งและโลจิสติกส์
         5 กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค
         6 กลุ่มสาธารณสุข

 

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก

29/05/2561
 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน