• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 717
  • จำนวนผู้ชม : 285920
  • จำนวนผู้โหวต : 408
  • ส่ง msg :
สายใยไทยทั้งเมือง
วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551
Animal Farm กับการทำให้ศัตรูเป็นตัวร้าย!!!
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 357 , 19:03:33 น.  
พิมพ์หน้านี้


การสร้างวาทะกรรมทางการเมือง
การสร้างกระแส โจมตีการเมืองฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
การสร้างข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ มักเป็นที่สนใจของคนกระหายข่าว
จะสังเกตได้ว่า สื่ออินเตอร์เน็ต เริ่มถูกใช้เป็นแหล่งปล่อยข่าวในหลากหลายลักษณะ
แล้วถูกนำไปขยายผลในโลกจริง
กระทู้แนะนำในราชดำเนินเว็บบอร์ดพันทิป กลายไปเป็นใบปลิวในม้อบจตุจักร
สมัยที่มี คตส. ใหม่ๆ เว็บไซต์ต่างๆ  ก็ได้เห็นเอกสารปลอม วิทยานิพนธ์ของนายกล้าณรงค์ ( ปปช. )
การทำเว็บเพื่อด่าป๋าเปรม คมช. รัฐบาลขิงแก่ สนธิและพันธมิตร รวมทั้งราษฎรอาวุโสหรือแม้แต่ท่านอดีตนายก อานันท์ ปันยารชุน....กระบวนการนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน
มายุคใกล้ๆ เลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวชหัวหน้าพรรคพลังประชาชนก็ไปรับลูก "เอกสารลับ" จากเว็บ ไฮทักษิณมาขยายผล เพื่อให้เข้ากับวาทะกรรมหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อหยุดยั้งการทำลายล้างของ คมช.

สื่อยุคปัจจุบัน ยังต้องสู้กันอีกยาวนาน เพราะไม่มีใครปิดกั้นเสรีภาพกันได้ง่าย ๆ เพราะมีรัฐธรรมนูญรองรับ
ยิ่งเราได้รัฐบาลใหม่ ที่เป็น นอมินีกลุ่มอำนาจเก่า ก็ยิ่งจะเพิ่มความมีพลังจากเว็บไซท์พวกนั้นมากขึ้น
กลุ่มแกนนำพีทีวี คนวันเสาร์ ฯลฯ พวกนี้เหิมเกริม ขนาดจะขอรัฐบาล ออกอากาศ พีทีวี กันแล้ว
( จากการประชุมทางวิชาการที่ มธ.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา )

ที่สำคัญ ตัวอดีตหุ้นส่วนใหญ่ พีทีวี ก็มารับหน้าที่ รมต. ประจำสำนักนายกฯ ดูแลเรื่องสื่อของรัฐ
( ไปถอนหุ้นออกมาหรือยังครับท่าน )
วันนี้ รมต.ประจำสำนักนายกคนใหม่ เปิดนโยบายสื่อของรัฐว่าต้องมีการประเมินกัน ก็ยังไม่ทราบว่า คนที่ทำสื่อของรัฐจะร้อนๆ หนาวๆ กับการประเมินกันมากน้อยแค่ไหน

เห็นบอกว่าจะดูรวมไปถึง "ไทยพีบีเอส" หรือทีวีสาธารณะ
ผมก็ยังไม่รู้ว่าท่าน รมต.ปากแดงจะใช้อำนาจอะไรไป บุกกฎหมายของทีวีสาธารณะเค้าได้
เห็นแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวแบบนี้...ก็ได้แต่ทอดถอนใจละครับ...

แล้วเราก็จะเห็นกันว่า นอกเหรือจาก"สื่อของรัฐ" รัฐบาลจะอาศัยสื่อเทียมพวกนี้ ใช้ดำเนินการสร้างวาทะกรรม สร้างกระแสกล่อมประสาทประชาชนกันอย่างไรต่อไป...

สมัยก่อน คอมมูนิสต์ ก็ใช้ สถานีวิทยุคลื่นสั้น เข้ามาส่งข่าวสารให้กับผู้สนใจ ...
จนอเมริกาต้องมาสร้างสถานีวิทยุ VOA ที่อุดรเรียกว่า "ค่ายรามสูร" เพื่อใช้ต่อสู้ทางด้านข่าวสาร หรือ การต่อต้านข่าวกรอง
มีการสร้างวาทะกรรมกันหลากหลายเช่น คอมมูนิสต์ใช้คนแทนควายไถนาเป็นต้น
ในปัจจุบันถ้ารัฐบาลทำเพิกเฉย และ/หรือใช้ประโยชน์จากสื่อเทียมพวกนี้
ก็ถือว่าพวกเราประชาชนจะตกอยู่กับการสร้างกระแส การสร้างวาทะกรรมมากล่อมประสาท
แล้วไปต่อยอดผ่านสื่อกระแสหลักอีกที...การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารของหลายฝ่าย ยังต้องเจออีกหลายด่าน
หนีไม่ออกกันแล้วครับ...สื่อหลักที่เป็นเอกชน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอคู่ต่อสู้ที่มีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน

จะก้าวเดินอย่างไร ถึงจะให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ คงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ ไว้รับมือ

แคน ไทเมือง

Animal Farm กับการทำให้ศัตรูเป็นตัวร้าย

โดย ทิฆัมพร เอี่ยมเรไร คณะวิทยาการจัดการฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ยังไม่นิ่งนัก การได้กลับมาอ่านซ้ำหนังสือแปล
ล้อเลียนการเมืองเรื่อง "Animal Farm" อีกครั้ง

นอกจากจะเป็นการพักผ่อนแบบลำลองแล้ว ยังจะทำให้เราได้แง่คิดอะไรหลายๆ อย่าง
ซึ่งก็แล้วแต่ว่าผู้อ่านมีต้นทุนความรู้ทางการเมืองแบบใด ขนาดไหน และอย่างไร

ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ก็อาจจะลองไปหามาอ่านสัมผัสความเพลิดเพลินได้ อย่างน้อย
วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ "เปิด" ต่อการตีความมาหลายทศวรรษแล้ว ซึ่งการหยิบมาอ่านซ้ำ
แต่ละครั้ง ความคิดความอ่านก็มักจะเปลี่ยนไปด้วย จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"และที่สำคัญคือ เป็นการทดสอบจุดยืนทางการเมืองในปัจจุบันของผู้อ่านไปด้วย"

Animal Farm ที่ประพันธ์โดย "จอร์จ ออร์เวลล์" ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้แปล
เป็นภาษาไทยอย่างน้อย 2 ชุดในชื่อไทยว่า "การเมืองของสัตว์"

อีกฉบับที่พบนั้นใช้ชื่อว่า "รัฐสัตว์" นอกจากนี้ยังมีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละคร
อีกมากมายหลายเวอร์ชั่น

เนื้อหาเป็นเรื่องการปฏิวัติของสัตว์ในฟาร์ม นำโดย "กลุ่มหมู" ที่มีความฉลาดเฉลียว
วางแผนล้มการปกครองของคนที่เป็นเจ้าของฟาร์มดั้งเดิม แต่ครองอำนาจอยู่ไม่นาน
หมูผู้นำก็แย่งอำนาจกันเอง

"นโปเลียน" หมูที่มีลักษณะผู้นำ และแฝงอำนาจ ก็กระชากตำแหน่งหัวหน้ามาจาก
"สโนบอลล์" หมูที่ร่วมคบคิดกันมาแต่ต้นได้ สุดท้ายสโนบอลล์ ก็ถูกตะเพิดพ้นอาณา
บริเวณฟาร์มสัตว์ และหายสาบสูญไปในที่สุด

บทความนี้อยากจะเลือกมอง Animal Farm เพียงบางส่วนของเรื่อง ในแง่มุมของการ
สื่อสารลักษณะหนึ่งที่เรียกกันว่า "demonization" หรือกระบวนการทำให้ศัตรูคู่อริกลาย
เป็นตัวร้าย สัตว์ร้าย หรือปีศาจในสายตาคนทั่วไป

พูดง่ายๆ ก็คือ ความพยายามที่จะให้ร้ายต่างๆ นานา ตราหน้า ประฌาม หยามเหยียด
เหยียบย่ำซ้ำเติม ฯลฯ เหมือนเช่นที่นโปเลียน สั่งการให้ทีมงานของตัวเองกระทำกับ
สโนบอลล์ ใน Animal Farm

ในโลกวรรณกรรมนั้น ออร์เวลล์ ไม่ได้บอกผู้อ่านว่า ชีวิตหลังตกจากอำนาจของ สโนบอลล์
เป็นเช่นไร แต่กระบวนการกล่าวหาสโนบอลล์ โดยทีมงานของนโปเลียนนั้น ประสบความ
สำเร็จอย่างยิ่ง เพราะทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดในการบริหารงานของนโปเลียน ความเลว
ร้ายทั้งหลายจะเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นผลพวงมาจากสโนบอลล์ที่พยายามจะเล่นสกปรก

"อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง วิธีการทำให้คู่อริกลายเป็นสัตว์ร้ายในสายตาคน
ทั่วไป หรือ demonization ด้วยกลไกสื่อมวลชนนั้น ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป

หลายต่อหลายครั้งที่ผู้กุมอำนาจการสื่อสารพยายามจะใช้มัน กลับพบว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า"

ที่น่าสนใจก็คือ ทันทีที่วิธีการนี้ล้มเหลว ผลลัพธ์มักจะย้อนมาเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เอง เช่น

"ยัสเซอร์ อาราฟัต" ผู้นำขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่ลุกขึ้นทวงดินแดนจากอิสราเอล
ก็ตกเป็นผู้ร้าย ที่ถูกกล่าวหาจากอิสราเอลและพันธมิตรอย่างสหรัฐว่า เป็นกลุ่มก่อการร้าย

คล้ายกันกับ "ฟิเดล คาสโตร" ผู้นำคิวบา ในฐานะหอกข้างแคร่ของอเมริกัน แต่สุดท้าย
ทั้งอาราฟัต และคาสโตร ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น "ฮีโร่" ของชาติ

"และที่สำคัญ ทั้งคู่กลายเป็นวีรบุรุษของประเทศโลกที่สาม และเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิ
ต่อต้านการล่าอาณานิคม"

อาราฟัต และคาสโตร โดยเฉพาะทีมงานของทั้งคู่นั้น ไม่ได้มองว่าการถูกให้ร้ายป้ายสี
เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์

แต่กลับมองว่า "การถูกให้ร้ายเป็นเพียงหนึ่งในพื้นที่การต่อสู้ ที่สามารถจะประลองกันได้
และจัดว่าเป็นความท้าทายชนิดหนึ่ง" เพราะขณะที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ผู้ให้ร้ายก็ไม่อาจ
ไปครอบงำความเห็นที่แตกต่างออกไปของคนอื่นได้
เช่นเดียวกับอิสราเอล และสหรัฐ
ที่ต้องมาพลาดท่าง่ายๆ เพราะถูกมองว่าพยายามจะขยายลัทธิล่าอาณานิคม

ดังนั้น ยิ่งอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอาราฟัตหนักเท่าใด คนดูก็ยิ่งสงสารเขามากขึ้นเท่านั้น
อาราฟัตจึงยกระดับกลายสภาพเป็นพระเอกที่ตกเป็นเหยื่อมาร (victim-hero) ไปในบัดดล

แม้อาราฟัต จะเสียชีวิตไปเกือบ 2 ปีแล้ว ทว่าทุกวันนี้ชาวปาเลสไตน์ก็ยังไม่ลืมเขา
และมักจะชูภาพขนาดใหญ่ใบหน้าของเขานำขบวนต่อต้านอิสราเอลอยู่เสมอ

"เนลสัน แมนเดล่า" อดีตประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้เองก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่กว่าจะเลื่อน
ฐานะขึ้นเป็นฮีโร่ของคนผิวดำในประเทศและทั่วโลก ด้วยอุดมการณ์ต่อต้านการเหยียดผิว
ที่รุนแรงในประเทศตัวเอง เขาก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ โดนรัฐบาลโจมตีจนอ่วมมาก่อน

แต่เป็นเพราะการพลิกกลับของโอกาสที่เข้าข้าง เมื่อสิ่งที่เขายืนหยัดต่อสู้นั้น เป็นสิ่งที่คน
ทั่วโลกเองก็น้อมรับ และพร้อมที่จะสนับสนุนนี่เองที่เป็นจุดพลิกผันให้รัฐบาลแอฟริกาใต้
ที่มีแมนเดล่าเป็นศัตรูตัวร้าย ต้องกลายเป็นตัวโกงเสียเอง

"โอซามา บิน ลาเดน" หัวหน้ากลุ่มอัลเคด้า ที่ถูกสหรัฐยำใหญ่และตราหน้าว่าเป็นกลุ่ม
ผู้ก่อการร้ายของโลก ก็อยู่ในวิถีของ demonization ไม่ต่างกัน และดูเหมือนว่าเขาจะ
โดนโจมตีหนักกว่าใคร หลังจากที่ออกมายืนยันว่า เหตุการณ์ 9/11 ถล่มตึกเวิลด์เทรด
ที่สหรัฐ เมื่อ 5 ปีก่อนนั้นเป็นฝีมือกลุ่มของเขาเอง

แน่นอนว่าในมุมมองของพันธมิตรอเมริกันแล้ว บิน ลาเดน คือตัวร้าย ที่ผู้คนอยากให้ชีวิต
ของเขาย่อยยับเหมือนกับสภาพตึกเวิลด์เทรด

ทว่า ในมุมของประชาชนมุสลิมหลายประเทศนั้น เขาคือฮีโร่ที่พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรี
ดินแดน และทรัพยากรให้กับชาวมุสลิมทั่วโลก

ขณะเดียวกัน คำว่า "ผู้ก่อการร้าย" ที่เคยเข้าใจกันว่าหมายถึงกลุ่มอัลเคด้าของบิน ลาเดน
ทุกวันนี้ก็เริ่มคลี่คลาย และถูกตีความเสียใหม่โดยนักวิชาการในหลายศาสตร์ เช่น "นอม
ชอมสกี้" นักภาษาศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ที่มองว่าการก่อการร้ายจะต้องหมายรวมถึง
การก่อการร้ายโดยรัฐด้วย

เช่น การส่งกองทัพไปย่ำยีอัฟกานิสถาน หรือถล่มอิรักของรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำ
ของ จอร์จ บุช จูเนียร์

นั่นก็หมายความว่า ถ้าบิน ลาเดนเป็นผู้ก่อการร้ายในความหมายนี้ จอร์จ บุช เองก็ไม่ต่างกัน

อาจเป็นไปได้ว่า "ความสำเร็จในการแปลงศัตรูคู่อริให้เป็นตัวร้าย" (demonization) ของ
นโปเลียน และทีมงานในสมัยหนึ่ง ที่กระทำต่อสโนบอลล์ อาจเผชิญอุปสรรค และปัจจัย
แทรกน้อยกว่า จนทำให้ สโนบอลล์ ไม่อาจจะพลิกผันกลับมาท้าทาย ต่อรอง และต่อต้าน
จนเป็นหอกข้างแคร่ได้

แต่การ demonization ในปัจจุบันท่ามกลางรูปแบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อสารมวลชน
ในยุคสังคมข่าวสารที่เปลี่ยนแปลง และผันผวนรวดเร็วอย่างนี้

"การยัดเยียด หรือเปลี่ยนความคิดของผู้คน ก็ยิ่งไม่อาจทำได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด"


และหากคุณกำลังอ่าน Animal Farm ซ้ำอีกครั้งในขณะนี้...ระวัง สโนบอลล์ จะกลับมา!

มติชน วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10473

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01fun02121149&day=2006/11/12 

บทความนี้ถูกนำไปขยายผลในกระทู้ของ "เสรีไทยเว็บบอร์ด" มีความเห็นต่อยอดกันมากมาย
ใครจะนำไปขยายผลต่อก็ตามสบายครับ

http://forum.serithai.net/index.php?topic=9802.0

*********************

งานแรก 'จักรภพ' ลุยจัดระเบียบสื่อ
อัด! ที่ผ่านมาเอนเอียง
ไม่หวั่นครหาใช้อำนาจแก้แค้น

มติชน วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2551 - เวลา 14:11:25 น.

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของการรับตำแหน่ง ว่า  ตนต้องดูงานด้านสื่อ รวมถึงยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาถูกเป็นเหยื่อของการแบ่งข้าง จึงต้องเข้าไปสร้างความเป็นกลางให้สื่อ ซึ่งตนต้องเข้าไปประเมินว่า สื่อรัฐได้ให้ข้อมูลที่สมดุลและเป็นกลางจริงหรือไม่ โดยยืนยันว่า จุดนี้จะไม่กระทบการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในองค์กร

"สื่อของรัฐทุกสื่อ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปประเมิน และภายใน 1 เดือน ในส่วนที่ผมรับผิดชอบจะมีการวางทิศทางชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะ บริษัท อสมท. จำกัด กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) และไทยพีบีเอส ซึ่งความจริงอยากจะเรียกว่าไอทีวีมากกว่า นอกจากนี้ ยังรวมถึงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมด้วย จะมาจัดระบบให้มีการเปิดวงสัมนาเอาผู้มีส่วนได้เสียมาคุยกันว่า มันเป็นดาบ 2 คมอย่างไร และรวมถึงวิทยุชุมชนด้วย ไปจนถึงที่ไม่ใช่สื่อ เช่น เอสเอ็มเอสมือถือ ซึ่งจะไปหารือกับนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที รวมถึงจะผลักดันให้เกิดคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ( กสช.)ให้ได้ ที่ผ่านมา กสช.กลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้งในวงการสื่อเอง หักกันไม่ลง เพราะสื่อแต่ละค่ายต่างมีประโยชน์ของตัวเอง. นายจักรภพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวถูกมองว่าเข้ามาแก้แค้นสื่อหรือไม่ นายจักรภพกล่าวว่า “ไม่กลัวเลย เพราะตนก็พร้อมถูกประเมินด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่าบ้านเมืองกลียุคที่ผ่านมา เพราะมีสื่อบางส่วนไม่เป็นกลาง ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ให้คนบางส่วน บางที่ยืนยันว่า งานนี้ไม่มีใบสั่ง และไม่ได้ตั้งใจไปอุ้มใครทั้งนั้น เพราะที่ผ่านมาเป็นความเสียหายประเทศ คนอยู่บ้านไม่ได้ต้องออกาประท้วงบนถนน เพราะไม่อยากดูสื่อ”  เมื่อถามว่า ไม่กลัวสงครามสื่อเกิดขึ้นหรือ นายจักรภพกล่าวว่า ไม่มองอย่างนั้น การแข่งขันระหว่างสื่อมีประโยชน์ แต่ต้องไม่ใช้วิชามารมาแข่งกัน

"ผมพร้อม เพราะงานในด้านสื่อของผมทุกอย่างก็ยุติไปแล้ว รายการและอันที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียก็ไม่ทำ ผมทำตัวเองให้บริสุทธิ์ก่อนถึงจะมาวางนโยบายด้านสื่อได้ ดังนั้นใครที่กำลังเล่นบทบาททั้งเป็นคนออกสื่อและเป็นสื่อเสียเองก็ต้องดูให้ดี นี่ไม่ใช่ท่าทีแข็งกร้าว ไม่ได้ว่าเขาไม่ดี แต่ละไปดูว่า อะไรเกิดขึ้นที่เบี่ยงเบนไปในทางไม่ดี ขอให้ดูกันต่อไปก็แล้วกัน" นายจักรภพกล่าว

*********

เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพของประชาชน
แคน ไทเมือง



/1
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29