• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 631
  • จำนวนผู้ชม : 196340
  • จำนวนผู้โหวต : 341
  • ส่ง msg :
more
สายใยไทยทั้งเมือง
วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2551
วิวาทะกรรม'สมัคร'(2) : กลวิธีตอบไม่ตรงประเด็น
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 280 , 05:25:49 น.  
พิมพ์หน้านี้


'(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ตอนที่ 2 ชี้กลวิธีต่างๆของนายสมัคร สุนทรเวช ในการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เช่น การบิดเบือนประเด็น การโจมตีคำถาม การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การใช้วาจาหยาบคาย การใช้ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาข่มขู่รุนแรง

(คลิกอ่าน วิวาทะกรรม'สมัคร'(1):ชำแหละพฤติกรรมผ่านผลศึกษาวิวาทะกรรม 'ข่มขู่ - บิดเบือน - ชวนทะเลาะ' )

หมายเหตุ 'มติชนออนไลน์'- รายงานผลการศึกษาเรื่อง '(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ความยาว 146 หน้าที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนำมาเผยแพร่ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาชี้ให้เห็นกลวิธีต่างๆของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีใช้ในการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เช่น  การบิดเบือนประเด็น  การโจมตีคำถาม  การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การใช้วาจาหยาบคาย การใช้ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาข่มขู่รุนแรง

กลวิธีต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรม-แบบแผนและกลวิธีการสื่อสารของนายสมัคร ได้เป็นอย่างดี

ในตอนแรก'มติชนออนไลน์'นำบทคัดย่อของรายงานผลการศึกษาซึ่งทำให้เห็นภาพรวมพฤติกรรมของนายสมัคร

จากนี้ไป'มติชนออนไลน์' จะนำเสนอผลศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเด็น ดังนี้ 1.การตอบคำถาม 2.กลวิธีการตอบคำถาม 3.การใช้ภาษาของนักการเมือง 4.การความร่วมมือในการสนทนา 5.การใช้อวัจนะภาษา 6.เนื้อหาสาระจากรายการสนทนาประสาสมัคร 7.การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ 8.วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ
---------------------------------------------------------------

'(ผม) จะพูดจากับสื่อดีๆ เป็นมิตรกับสื่อ ไม่เป็นศัตรูกับสื่อ พูดจากันด้วยภาษาที่มีคนบอกมาว่า ขอให้พูดจาไพเราะหน่อย ...'
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551

1. การตอบคำถาม

จากการวิเคราะห์ภายใต้กรอบของ J.T. Dillion นั้น พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช  มักตอบคำถามของผู้สื่อข่าวด้วยการให้คำตอบใน 2  ลักษณะที่ชัดเจน คือ 1) ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น และ 2) ตอบคำถามที่ไม่ใช่คำตอบ

ในขณะเดียวกันการตอบคำถามที่ตรงประเด็นของนายสมัครส่วนใหญ่ จะที่ให้รายละเอียดของข้อมูลที่มีความสำคัญเพียงเล็กน้อย มีลักษณะที่สั้น ห้วน ตัดบท เพื่อให้การตอบคำถามนักข่าวสิ้นสุดอย่างรวด เร็ว แต่หากเป็นคำตอบยาว ๆ ก็มักขาดสาระสำคัญของคำตอบที่ตรงประเด็น ดังจะเห็นได้จากการตอบคำถามต่าง ๆ ดังนี้
 
1.1 คำตอบที่ไม่ตรงประเด็น

ตัวอย่างที่ 1
"สมัคร"บ่นดักคอ คนคิดปฏิวัติรอบใหม่
มติชน 29 มีนาคม 2551

@ไม่กลัวว่าจะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่
คุณกลัวหรือ คนจะทำเขาต้องคิดมาก คิดหน้า คิดหลัง คิดแล้ว คิดอีก ทำไปทำไม ทำเพื่อใคร มีใครทำร้ายบ้านเมืองในเวลานี้หรือ กล่าวหาอะไรกันได้แล้วหรือ บ้านเมืองสุกงอม ถ้าไม่ทำต้องนองเลือดหรือ ไม่มีท่าทั้งนั้นเลย เหยื่ออย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมดแล้ว อย่างนายสมัครนี่มันเป็นเหยื่อแห้ง ไม่มีราคา

@กลุ่มที่ประชุมร่วมกันมีศักยภาพมากแค่ไหน
เขาคิดว่ายังจะมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันไม่มีเหตุผล ดังนั้นอย่าให้ความสนใจ ผมถึงไม่ประเมิน คือใครจะทำ ไอ้คนทำก็น่าอายแล้วกัน

@ล่าสุดบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าชักใยอยู่เบื้องหลัง (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว ยังมีอะไรน่าห่วงอีก
ผมไม่ทราบเรื่องนี้

ตัวอย่างที่ 2
6 พรรคเปิดวงแถลงตั้งรัฐบาล  "สมัคร"โชว์ลีลาปะทะคารมสื่อ
กรุงเทพธุรกิจ 20 มกราคม 2551

@ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะยังยืนยันว่าเป็นคุณสมัครอยู่อีกหรือไม่
คำถามแบบนี้คุยกันไม่สนุก ผมก็ได้รับการเตือนจากนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคว่า คนที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องรักษาถ้อยคำและท่าที

@(ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอพี) ถ้าไม่ให้ถามเรื่องบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ แล้วจะให้ถามเรื่องอะไร เพราะเมื่อจะจัดตั้งรัฐบาลก็ควรจะเปิดเผยว่าใครจะมาเป็นนายกฯ
คำถามนี้ไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดในสภา ไม่ใช่ตั้งนายกฯ กันในห้องนี้ มีคนบอกผมว่า มีคนต้องการยั่วให้นายสมัครตบะแตก ซึ่งแผนการนี้มีมานานแล้ว และผมก็กลั้นใจมาจนถึงวันแถลงข่าว

@พรรคร่วมรัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ต้องไปแถลงกันในสภา รอหลังจากเลือกนายกฯ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ส่วนที่ถามว่าจะต้องมีตัวสำรองนายกฯ เอาไว้หรือไม่ ผมก็ย้ำแล้วว่าต้องไปเลือกกันในสภา ไม่ใช่ในห้องแถลงข่าวแห่งนี้ มีคนถามยั่ว คอยกวนประสาท ผมบอกแล้วว่าทุกพรรคก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกัน

@ได้ประเมินระยะเวลาทำงานร่วมกับสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันหรือไม่ว่า จะทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลาเท่าไร
(ตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิด) ไม่ใช่เรื่องที่จะมาวิจารณ์ แต่ผมตั้งความหวังไว้ที่รัฐบาล 315 เสียง ก็ควรที่จะอยู่นาน ส่วนปัญหาต่างๆ ที่จะมีเข้ามาก็ต้องปรึกษากัน ถ้าความเห็นไม่ตรงกันก็ถอย ดังนั้นจาก ส.ส. 480 คน ตั้งไว้ว่าจะร่วมรัฐบาล 315 ดังนั้นก็ควรที่จะอยู่นานๆ ให้ครบเวลา 4 ปี

@มีความกังวลกับอุปสรรคหรืออุบัติเหตุทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหรือไม่
ถามแบบนี้แล้วรู้หรือไม่ว่า พรุ่งนี้ฝนตกหรือแดดออก

@(ผู้สื่อข่าวตอบ) แล้วแต่สภาพอากาศ
คำถามนี้ผมไม่ใช่หมอดู ไม่ใช่กรมอุตุนิยมวิทยาที่จะมาตอบในสิ่งที่ถามล่วงหน้า ถ้าอยากรู้ก็ให้ไปถาม นายลักษณ์ เรขานิเทศ หมอดูฟันธงเอา ผมตอบแบบนี้ไม่ได้ยั่วยวนนะ

@ถามพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคว่า จะยึดหลักการใดที่จะให้นายสมัครมาเป็นนายกฯ และจะยอมรับในคุณสมบัติของนายสมัครหรือไม่ รวมทั้งต้องการคุณสมบัตินายกฯ แบบไหน
(นายสมัครชิงตอบแทน) คำถามยาว ไม่อยากตอบ ก็บอกย้ำแล้ว ยังจะต้องการอะไรอีก

@นโยบายเศรษฐกิจ จะแก้ไขเรื่องมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์อย่างไร
ทุกพรรคก็หาเสียงว่าจะยกเลิกเรื่องนี้ และเรื่องนี้ต้องพูดกันที่สภา แล้วมันต้องคุยกันว่าต้องทบทวนเรื่องกฎหมายต่างๆ และรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากใครเห็นว่าควรแก้ก็แก้ หากไม่เห็นด้วยก็จบไป


ตัวอย่างที่ 3
บิ๊กบัง'ปิดปากโผทหาร
เดลินิวส์ 8 มีนาคม 2551

@ขณะนี้ที่กระทรวงสาธารณสุขมีม็อบออกมาทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
แสดงว่าเจ๊ากัน เพราะมีทั้งคนสนับสนุนและคนต่อต้าน

@แสดงว่าท่านมองเป็นเรื่องธรรมดาของการโยกย้ายที่จะมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ถ้ามันอยู่เฉยก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีการโยกย้ายก็ต้องมีคำอธิบายเท่านั้นเอง ทำไมสื่อถึงวิตกทุกข์ร้อนและต้องเป็นข่าวเอิกเกริก ถ้ามันมีข่าวกระเพื่อมเคลื่อนไหวประกาศเลยว่าจะย้ายข้าราชการ 500 ตำแหน่งอย่างนี้ค่อยมาถาม แต่นี่ยังไม่ทันได้ประกาศอย่างดีเอสไอที่ย้าย 31 คนเขาก็ขอเองเพราะเขานั่งคนเดียวต้องเอาคนไปช่วยงานเสร็จแล้วก็ส่งกลับ ถ้าอยู่ดีก็จะอยู่กันต่อมันมีคำอธิบายในตัวของมันเองทั้งหมด มันไม่น่าจะเป็นอะไร

จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการตอบคำถามของนายสมัครทั้ง 2 ลักษณะ คือ ไม่ตรงประเด็น และไม่ใช่คำตอบ โดยจะเห็นได้ว่า เมื่อนักข่าวถามยืนยันการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครกลับปฏิเสธการตอบคำถามด้วยคำพูดที่ว่า “คำถามแบบนี้คุยกันไม่สนุก”

 เมื่อนักข่าวถามย้ำอีก นายสมัครกลับปฏิเสธการตอบคำถามอย่างชัดเจนว่า “คำถามนี้ไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดในสภา ไม่ใช่ตั้งนายกฯ กันในห้องนี้  มีคนบอกผมว่า มีคนต้องการยั่วให้นายสมัครตบะแตก ซึ่งแผนการนี้มีมานานแล้ว และผมก็กลั้นใจมาจนถึงวันแถลงข่าว” 

ในขณะที่นักข่าวถามถึงนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นายสมัครก็ให้เหตุผลว่า “ต้องไปแถลงกันในสภา รอหลังจากเลือกนายกฯ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน”
นอกจากนี้ คำถามอื่น ๆ ดังตัวอย่างก็สะท้อนถึงการตอบคำถามในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก โดยใช้ประโยคต่าง ๆ อาทิ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาวิจารณ์ คำถามยาวไม่อยากตอบ เป็นต้น ในขณะที่วันนั้นเป็นวันที่นายสมัคร ตั้งใจมาเปิดแถลงข่าวพร้อมแกนนำอีก 5 พรรคการเมือง เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ทว่ากลับไม่ตอบคำถามใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการรับรู้ของสาธารณชนกับสื่อมวลชนต่าง ๆ เลย

แม้ผู้สื่อข่าวจะถามด้วยคำถามปลายปิดที่มีตัวเลือกให้ตอบก็ตาม และในกรณีการตอบคำถามปลายเปิด เช่น ถามความเห็นในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาล นอกจากนากยรัฐมนตรีจะไม่ให้ความเห็นที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างต่อข้อสงสัยแล้ว ยังอาจจะจบลงด้วยการย้อนกลับมาโจมตีผู้สัมภาษณ์ด้วย

1.2 เป็นคำพูดที่ไม่ใช่คำตอบ

คำพูดที่ไม่ใช่คำตอบมักออกมาในรูปของการบ่น พูดแสดงอารมณ์ความรู้สึก ตำหนิคำถาม หรือไม่ก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา

ตัวอย่างที่ 1
ขอเช็กชื่อโยกย้ายทหาร!หวั่นเหตุบังเอิญปฏิวัติอีก
กรุงเทพธุรกิจ 20 มกราคม 2551

@ถามว่าแต่ก่อนมีการล้วงลูก
ก็บอกเหตุผลแล้วว่า ไม่ว่าใครตั้งมาก็มีก๊กมีเหล่าทั้งนั้น ก็อยู่ที่ว่าใส่ชื่อใคร คนนี้พวกใคร ก็ไม่มีชื่อไม่มีชั้นก็ไม่มีเรื่องเท่านั้นเอง

@ผู้สื่อข่าวถามว่า เม.ย.นี้ผลการโยกย้ายจะเป็นอย่างไร
เมษาก็ร้อนหน่อย ถึงพฤษภาก็มีฝนตก

@เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงเรื่องการโยกย้าย  
นายสมัครหัวเสียทันทีพร้อมกล่าวว่า เอ๊ะ! ก็พูดกันแล้วว่าจะไม่ยุ่ง แล้วจะไปนั่นยังไงโธ่! ภาษาไทยวันละคำนะเนี่ย

@ตัวอย่างดังกล่าวพบว่า นายสมัครตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำที่ที่ไม่ใช่คำตอบนั้น ๆ ด้วยวิธีการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อนักข่าวถามถึงการโยกย้าย นายสมัครกลับตอบว่า “เมษาก็ร้อนหน่อย ถึงพฤษภาก็มีฝนตก” ในขณะที่นักข่าวย้ำถึงการโยกย้าย นายสมัครก็แสดงอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว พร้อมกับปฏิเสธการตอบคำถามทันที โดยกล่าวว่า “เอ๊ะ! ก็พูดกันแล้วว่าจะไม่ยุ่ง แล้วจะไปนั่นยังไงหา..โธ่! ภาษาไทยวันละคำนะเนี่ย”


ตัวอย่างที่ 2
ชี้โยกย้ายเรื่องธรรมดา
เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2551

@ต่อข้อถามว่าแสดงว่าต่อไปนี้ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ข้าราชการระดับสูงก็ควรจะรู้ตัวใช่หรือไม่
นายสมัครกล่าวยอมรับว่า “นี่มันถามเรื่องปกติธรรมดา เหมือนถามว่าถ้าเราหิวข้าวต้องกินข้าวใช่มั๊ย”

@เมื่อถามว่าขณะนี้กลุ่มเอ็นจีโอและภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อปลดนายไชยาออกจากตำแหน่ง
นายสมัคร กล่าวว่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนบัญญัติว่าต้องมีถึง 5 หมื่นรายชื่อถึงจะปลดได้ แต่ฉบับปัจจุบันมีแค่ 2 หมื่นชื่อก็ทำได้แล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับต่อไปเหลือ 5 พันก็คงจะยุ่ง ตนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทดลองรัฐธรรมนูญมากกว่า
 
@เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าท่านไม่ได้มองว่าการทำงานของรัฐมนตรีขัดกับความต้องการของคนส่วนใหญ่
นายสมัคร กล่าวว่า ใครไม่ชอบก็ต้องทำอย่างนี้ทั้งนั้น เหมือนอย่างตนพูดจาไม่เพราะหู สร้างความไม่พอใจ นักข่าวอาจจะร่วมมือกันยื่นถอดถอนก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้


ตัวอย่างที่ 3

"สุธรรม"สะเทือนใจ ผู้นำพูดไม่รับผิดชอบ
มติชน 23 กุมภาพันธ์ 2551

นายกฯ กล่าวกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดเผยรูปถ่ายคู่กับ จอมพลประภาส จารุเสถียร เพื่อเชื่อมโยงกล่าวหานายกฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่า

'ผมยังไม่เห็น ทำไม ผมจำไม่ได้ เอามาให้ดูหน่อย'

'โฮ้โห! นั่นหรือผม ผมยังไม่รู้เลย ผมไม่เห็น ผมไม่ได้รับรูปนี้'

'เอ้า! เรื่องอื่น'

จากตัวอย่างพบว่า นายสมัครตอบคำถามเกี่ยวกับการที่ข้าราชการระดับสูงควรจะรู้ตัวเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในลักษณะที่ไม่ตรงประเด็น ด้วยคำตอบที่ว่า “นี่มันถามเรื่องปกติธรรมดา เหมือนถามว่าถ้าเราหิวข้าวต้องกินข้าวใช่มั๊ย”

ส่วนการตอบคำถามเรื่องการปลดนายไชยาออกจากตำแหน่ง นายสมัครได้ให้ข้อมูลในปริมาณมาก แต่เป็นคำพูดที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่เป็นคำตอบของคำถามดังกล่าว โดยนายสมัครได้เบี่ยงไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ทว่าไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลดนายไชยาแม้แต่น้อย
ในขณะที่การอีกคำถามเกี่ยวกับการทำงานของรัฐมนตรี นายสมัครก็ให้คำตอบในลักษณะที่ไม่ตรงประเด็นเช่นเดียวกัน

และสำหรับกรณี 6 ตุลาฯ นายสมัครไม่ยอมตอบคำถาม แต่ใช้วิธีการพูดเฉไฉไปเรื่องอื่นแทน และเมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการกล่าวตำหนิสื่อแทน

ขณะที่ตัวอย่างที่ 2 นั้น นายสมัครพยายามเปลี่ยนหัวเรื่องในการสนทนาในตอนท้ายเพื่อให้หลุดพ้นจากข้อครหาที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับ กรณี 6 ตุลา ‘19

ตัวอย่างที่ 4
คำถาม ค่าจอดรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ที่สนามบินสุวรรณภูมิราคาแพงมาก  ประชาชนเดือดร้อน 

นายกรัฐมนตรี   ผมอยากเรียนครับ  สนามบินสุวรรณภูมิคือเขาเป็นสถานที่ที่เขาเรียกเป็น International เพราะฉะนั้นราคาเขาตั้งเอาไว้  เขามีราคาไทยราคาเทศไม่ได้ครับ  บะหมี่ชามละ 170 บาท  แล้วคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐเท่าไร  เอา 30 ไปหาร  ประมาณมาถึง 6 เหรียญ 5 เหรียญครึ่ง  ก็ราคาสากล  บะหมี่ที่แอร์พอร์ตราคา 5 เหรียญครึ่ง  ปกติ   ฝรั่งกินของเราได้ 6 ชาม  ต้องขอความกรุณาครับ  ถ้าแพง  ถ้าหิวอย่างไรก็ต้องกินครับ  เดี๋ยวไปอดตายที่นั่น  แต่ว่าถ้าไม่จำเป็น ไม่กิน  ผมนาน ๆ ก็กินที 170 บาทถึงได้รู้ราคา  ราคาที่นั่นแพงทุกอย่าง  เพราะเขาทำสำหรับคนที่เดินทาง  ในกระเป๋าเขาไม่ใช่เงินไทย  ต้องขอความกรุณาจริง ๆ นี่ไม่ได้ไปออกรับแทน  ค่าจอดรถนี้จะตรวจสอบหน่อย เพราะว่าเขาจะคิดเอาทุนคืนค่าสนามบินหรือเขาต้องการจะไม่ให้คนจอดมาก  มีนักคิดครับ  แพงเพราะไม่ต้องการให้ไปจอดมาก  แพงเพราะว่าจะได้ไปหลาย ๆ คนได้รวมกันไป  จะไปส่งเพื่อนคนหนึ่งมีเพื่อนตามไป 5 คน  รถจอด 5 – 6 คัน อย่างนี้ควรจะคิดว่าต้องจ่ายเท่าไร  จะไปคันเดียวกันก็จ่ายคันเดียว   นี่ผมช่วยคิดแทนให้  แต่จะรับไปดูให้ว่าแพงอย่างไร  พอสมควรไหม  ถ้าผมมีความรู้สึก  ผมจะมาเล่าให้ฟังด้วย 

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551

ตัวอย่างดังกล่าวพบว่า นายสมัครตอบคำถามไม่ตรงประเด็น ซึ่งประชาชนถามถึงค่าจอดรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน ทว่านายสมัครกลับอธิบายเกี่ยวกับค่าบะหมี่ที่สนามบิน ซึ่งไม่ใช่ใจความสำคัญของคำตอบ และเมื่อตอบคำถามเรื่องค่าจอดรถ ก็ให้คำตอบแบบเลี่ยงประเด็น เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ต้องการจะทราบ

สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการบริหารเครือเนชั่น วิเคราะห์การตอบคำถาม และอธิบายหลักการการถาม-ตอบระหว่างนักข่าวและแหล่งข่าวที่เป็นนักการเมืองว่า

กาแฟดำ : กฎกติกา-มารยาท ของการแถลงข่าว
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 22 มกราคม 2551

ในสังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าแล้ว ใครอาสามาเป็น "ผู้รับใช้ประชาชน" เขาต้องเคารพในคำถามของสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามที่ชาวบ้านอยากจะรู้จากคนที่ประกาศว่ามารับใช้เขา

คุณสมัคร อาจจะไม่อยากตอบคำถามนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิของนักการเมืองที่จะหลบหลีกคำถามตามนิสัยของตนได้ ประชาชนคนฟังการถามตอบอย่างนี้เขาจะเป็นคนตัดสินใจเองว่า "ผู้อาสา" มาทำงานนั้นพูดจริงหรือพยายามหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถาม

คุณสมัคร ไม่ตอบคำถามได้ แต่คุณสมัคร ไม่มีสิทธิสั่งให้นักข่าวไม่ถาม หยุดถามหรือไปถามคำถามอื่นที่คุณสมัครอยากจะตอบ

กฎกติกาและมารยาทของการแถลงข่าว โดยเฉพาะของนักการเมืองระดับชาติที่กำลังจะมีอำนาจทางการเมืองที่กำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองนั้น กำหนดว่าคนที่จะมาตัดสินนโยบายสำคัญของชาติต้องตอบคำถามที่มีผลกระทบต่อชาติบ้านเมือง ไม่ว่าคำถามนั้นจะเป็นที่พอใจของนักการเมืองคนนั้นหรือไม่

ยิ่งเป็นคำถามที่นักการเมืองไม่อยากตอบ เราในฐานะเป็นเจ้าของประเทศยิ่งต้องสงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะมีเบื้องหลังบางประการที่ทำให้คำถามหนึ่งทำให้นักการเมืองคนหนึ่งมีปฏิกิริยาร้อนรนกว่าอีกคำถามหนึ่ง

นักข่าวถามพรรคการเมืองที่ร่วมกันตั้งรัฐบาลผสมว่าพร้อมจะสนับสนุนคุณสมัครเป็นนายกฯ หรือไม่? เป็นคำถามที่ง่าย ชอบธรรมและต้องถาม
คุณสมัครบอกว่า นักข่าวไม่ต้องถามคำถามนี้เพราะ "คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาเลือกนายกฯ ในสภา ไม่ใช่เลือกกันในห้องนี้"

นักข่าวไม่ได้โง่กว่าคุณสมัคร ดังนั้น จึงรู้ว่าหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องการจะหลบเลี่ยงคำถามนี้

แต่การเล่นคำและย้อนกลับด้วยการเสียดสีนักข่าวเช่นนี้ ย่อมไม่อาจจะหลีกพ้นความสงสัยคลางแคลงของผู้คนได้

หากไม่อยากจะตอบหรือไม่พร้อมจะตอบ คุณสมัครก็สามารถจะตอบได้อย่างสุภาพชนว่า "ขอโทษ ผมยังตอบไม่ได้..." หรือ "ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้" หรือ "ขอคำถามต่อไปครับ" ก็ยังพอจะถือว่ามีความเคารพคนอื่นเท่าๆ กับที่ตัวเองอยากให้คนอื่นเคารพตน

คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนหลายคน เขาก็เจอกับคำถามละเอียดอ่อน คำถามที่ไม่อยากตอบ และคำถามที่รู้ว่านักข่าวรู้อะไรลึกซึ้งกว่าคนอื่น

หากนักการเมืองมีอะไรจะแถลงข้างเดียว ก็สามารถจะส่งข้อความไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วยแฟกซ์หรือผ่านอีเมลไปได้ ไม่ต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึกด้วยการเรียกสื่อมวลชนไป "แถลงข่าว" ที่พูดอยู่ข้างเดียวหรือให้ตั้งคำถามที่ตัวเองอยากตอบเท่านั้น

คนข่าวมีสมอง มีศักดิ์ศรี มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประชาชนคนอ่าน คนฟัง และคนดู

ยิ่งนักการเมืองคิดว่าตัวเอง "เก๋า" และสามารถหลอกล่อนักข่าวให้ต้องหลงกลของตนเองด้วยแล้วหรือใช้วาทะตะคอก คุกคามข่มขู่นักข่าว "ที่ไม่อยู่ในโอวาท"  คนข่าวก็ยิ่งต้อง "รู้ทันกลเกม" ของการแสวงหาอำนาจ และใช้กลยุทธ์มากมายของนักการเมืองเพื่อทำหน้าที่ของตนเองให้ได้มาตรฐานของวิชาชีพอีกด้วย

สำหรับวัฒนธรรมการทำข่าว หรือช่วงถามตอบ (question time) ซึ่งอนุญาตให้สื่อตั้งคำถามได้โดยเสรี นงนุช สิงหเดชะ (Question Time เว็บไซต์มติชน 13 มีนาคม 2551) อธิบายว่า

“ระบบและธรรมเนียมของรัฐสภาตามรูปแบบของไทยก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยอื่น หนึ่งในนั้นก็คือการกำหนดวันที่แน่นอนไว้สัปดาห์ละครั้งเพื่อให้สมาชิกได้ตั้งกระทู้ซักถามฝ่ายบริหารในประเด็นปัญหาที่สำคัญ วิธีการนี้เป็นโอกาสดีกับทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล โดยฝ่ายค้านก็จะได้มีโอกาสติดตามทวงถามความคืบหน้าต่างๆ จากรัฐบาลแทนประชาชน รวมทั้งการควบคุมตรวจสอบในเรื่องสำคัญ ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็จะมีโอกาสได้ชี้แจงข้อมูลตลอดจนผลงานของรัฐบาลว่าได้ทำอะไรไปบ้าง

ในประเทศที่ประชาธิปไตยลงหลักปักแน่นอย่างอังกฤษ หรือออสเตรเลีย หรืออื่นๆ นั้นกำหนดให้ทุกวันพุธของสัปดาห์มีวาระที่เรียกว่า Question Time หรือเรียกเต็มๆ ว่า Prime Minister"s Question Time (PMQs) ประมาณครั้งละ 30 นาที ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน (รวมทั้ง ส.ส.ซีกรัฐบาลด้วย) ได้ตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง ถือเป็นกิจกรรมเด่นสุดของรัฐสภาประจำสัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเหล่านี้เขาให้ความสำคัญกับการไปตอบคำถามในช่วง Question Time มาก หากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ จะไม่มีการมอบหมายให้คนอื่นมาตอบคำถาม

ใครที่ดูสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ เป็นประจำก็จะรู้ว่าบรรยากาศที่ดูเหมือนโกลาหลวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเชียร์นั้นก็คือช่วงเวลาของ Question Time นั่นเองซึ่งบีบีซีจะถ่ายทอดสดเป็นประจำ และเป็นรายการที่คนนิยมชมมาก การถ่ายทอดของบีบีซี ในช่วง Question Time รู้สึกว่าได้อรรถรสดีมาก และสะท้อนให้เห็นถึงกึ๋นและการเตรียมตัวของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีได้เป็นอย่างดีทีเดียว เพราะไหวพริบและข้อมูลในการตอบคำถามของคนคนนั้นจะทำให้ประชาชนทราบว่าเขาทำการบ้านมาเพียงใด ฉลาดหรือโง่ ผู้เขียนเองชอบการตอบคำถามของโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปว่าเป็นคนที่ตอบคำถามได้คมคายและเก่ง มีไหวพริบมาก

ที่สำคัญมันเป็นการแสดงให้เห็นถึง "สปิริต" แห่งประชาธิปไตยของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศว่าเขาพร้อมจะถูกชำแหละอย่างทะลุปรุโปร่งมากน้อยแค่ไหน กล้าเผชิญหน้ากับคำถามที่เผ็ดร้อนมากน้อยเพียงใด อดทนเพียงใด

พูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากเห็นว่าเมื่อไหร่ "สปิริต" แบบ Question Time จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ชอบอ้างประชาธิปไตย "ตัวเลข" หรือประชาธิปไตยเสียงข้างมากกันเหลือเกิน

ที่พูดอย่างนี้เพราะดูท่าว่าหัวหน้ารัฐบาลจะสนุกกับการ "พูดข้างเดียว" ผ่านรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ถ้าเป็นการสนทนาแบบเน้นหนักไปทางชี้แจงนโยบายหรือชี้แจงเหตุผลก็คงพอรับได้

แต่นี่แทบจะกลายเป็นเวที "ระบายความหงุดหงิด" หรือไม่ก็เป็นเวทีท้าตีท้าต่อยเข้าไปทุกวันแล้ว
เผลอๆ นึกว่ากำลังดูรายการหนึ่งที่เคยออกอากาศทางช่อง 5 เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว จนถูกถอดรายการและต่อมาเกิดการรัฐประหาร 19 กันยาฯ

คำพูดคำจาแต่ละเรื่องนั้นรุนแรงเกินไปไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นนายกรัฐมนตรีและไม่งามเอามากๆ ที่อาจเป็นผลเสียกว่านั้นก็คือจะไปปลุกเร้าอารมณ์ให้คนที่ชอบ "สมัคร" อยู่แล้วให้รู้สึก "อิน" กับคุณสมัครมากขึ้น

ถ้าเอาหูฟังอย่างเดียว ไม่เอาตาดู อาจเผลอคิดไปว่ารายการนี้เป็นรายการโต้วาทีแบบเผ็ดร้อนที่มีคู่โต้อยู่ด้วย แต่ที่ไหนได้นั่งพูดอยู่คนเดียว”

บทความเรื่อง  สุนทรเวทน์ (หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์10 พฤศจิกายน 2551) วิเคราะห์ความเข้าใจในบทบาทความเป็นนักการเมืองของตนเองว่า

ปัญหามีอยู่ว่า นายสมัคร เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง หากแต่ไม่เข้าใจถึงการทำหน้าที่ตามวิชาชีพของสื่อมวลชน แม้ว่าช่วงชีวิตหนึ่งเคยมีโอกาสเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ และเป็นผู้บริหารหนังสือพิมพ์ที่เลิกกิจการไปแล้ว

ทันทีที่นายสมัครแถลงในสิ่งที่ต้องการสื่อแล้วเสร็จ

สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่แทนประชาชน ซักถามในประเด็นที่ค้างคา อันเป็นคำถามที่ประชาชนต้องการทราบ ด้วยคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบ
กลับถูกตอบโต้ด้วยความหยาบคาย ดังประโยคที่ยกมากล่าวข้างต้น และประโยคอื่นๆ ในลักษณะเย้ยเยาะเหน็บแนม ก้าวร้าว อาทิ
 
“คุณจะมาล่อผมหรือ ไม่สำเร็จหรอก โด่ จะบอกให้ฟัง นับอายุกันก่อน ที่ยืนกันอยู่ 3 คนกี่ขวบ คุณมีหน้าที่ทำอะไร ผมมีทำหน้าที่อะไร คุณมีหน้าที่แคะให้พรรคนี้พังหรือไง อ้าว ตอบคำถามผมมาซิ ตะบันถามมานี่”

พฤติกรรมดังกล่าว ผิดแผกจากปกติวิสัยของบุคคลและธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเมือง นักการเมืองหรือบุคคลสำคัญทุกคนทราบดีว่า หากได้รับคำถามที่ไม่ต้องการจะตอบ ย่อมมีสิทธิปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้นๆ ได้โดยเสรี

นักการเมืองระลึกถึงภารกิจของตนเอง ขณะเดียวกัน ไม่อาจมองข้ามภาระหน้าที่ของสื่อมวลชนที่กระทำการแทนประชาชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง

ที่ผ่านมา สังคมสื่อและสังคมการเมือง ต่างรับรู้รับทราบในวิธีการพูดและกิริยาบางประการว่า เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของนายสมัคร และมักปล่อยผ่านเลยไปด้วยความให้เกียรติในความอาวุโส

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



/1
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31