พิมพ์หน้านี้
|
'(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ตอนที่ 2 ชี้กลวิธีต่างๆของนายสมัคร สุนทรเวช ในการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เช่น การบิดเบือนประเด็น การโจมตีคำถาม การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การใช้วาจาหยาบคาย การใช้ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาข่มขู่รุนแรง (คลิกอ่าน วิวาทะกรรม'สมัคร'(1):ชำแหละพฤติกรรมผ่านผลศึกษาวิวาทะกรรม 'ข่มขู่ - บิดเบือน - ชวนทะเลาะ' ) หมายเหตุ 'มติชนออนไลน์'- รายงานผลการศึกษาเรื่อง '(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ความยาว 146 หน้าที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนำมาเผยแพร่ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาชี้ให้เห็นกลวิธีต่างๆของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีใช้ในการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เช่น การบิดเบือนประเด็น การโจมตีคำถาม การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การใช้วาจาหยาบคาย การใช้ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาข่มขู่รุนแรง กลวิธีต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรม-แบบแผนและกลวิธีการสื่อสารของนายสมัคร ได้เป็นอย่างดี ในตอนแรก'มติชนออนไลน์'นำบทคัดย่อของรายงานผลการศึกษาซึ่งทำให้เห็นภาพรวมพฤติกรรมของนายสมัคร จากนี้ไป'มติชนออนไลน์' จะนำเสนอผลศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเด็น ดังนี้ 1.การตอบคำถาม 2.กลวิธีการตอบคำถาม 3.การใช้ภาษาของนักการเมือง 4.การความร่วมมือในการสนทนา 5.การใช้อวัจนะภาษา 6.เนื้อหาสาระจากรายการสนทนาประสาสมัคร 7.การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ 8.วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ '(ผม) จะพูดจากับสื่อดีๆ เป็นมิตรกับสื่อ ไม่เป็นศัตรูกับสื่อ พูดจากันด้วยภาษาที่มีคนบอกมาว่า ขอให้พูดจาไพเราะหน่อย ...' 1. การตอบคำถาม จากการวิเคราะห์ภายใต้กรอบของ J.T. Dillion นั้น พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช มักตอบคำถามของผู้สื่อข่าวด้วยการให้คำตอบใน 2 ลักษณะที่ชัดเจน คือ 1) ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น และ 2) ตอบคำถามที่ไม่ใช่คำตอบ ในขณะเดียวกันการตอบคำถามที่ตรงประเด็นของนายสมัครส่วนใหญ่ จะที่ให้รายละเอียดของข้อมูลที่มีความสำคัญเพียงเล็กน้อย มีลักษณะที่สั้น ห้วน ตัดบท เพื่อให้การตอบคำถามนักข่าวสิ้นสุดอย่างรวด เร็ว แต่หากเป็นคำตอบยาว ๆ ก็มักขาดสาระสำคัญของคำตอบที่ตรงประเด็น ดังจะเห็นได้จากการตอบคำถามต่าง ๆ ดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 @ไม่กลัวว่าจะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่ @กลุ่มที่ประชุมร่วมกันมีศักยภาพมากแค่ไหน @ล่าสุดบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าชักใยอยู่เบื้องหลัง (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว ยังมีอะไรน่าห่วงอีก ตัวอย่างที่ 2 @ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะยังยืนยันว่าเป็นคุณสมัครอยู่อีกหรือไม่ @(ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอพี) ถ้าไม่ให้ถามเรื่องบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ แล้วจะให้ถามเรื่องอะไร เพราะเมื่อจะจัดตั้งรัฐบาลก็ควรจะเปิดเผยว่าใครจะมาเป็นนายกฯ @พรรคร่วมรัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน @ได้ประเมินระยะเวลาทำงานร่วมกับสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันหรือไม่ว่า จะทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลาเท่าไร @มีความกังวลกับอุปสรรคหรืออุบัติเหตุทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ @(ผู้สื่อข่าวตอบ) แล้วแต่สภาพอากาศ @ถามพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคว่า จะยึดหลักการใดที่จะให้นายสมัครมาเป็นนายกฯ และจะยอมรับในคุณสมบัติของนายสมัครหรือไม่ รวมทั้งต้องการคุณสมบัตินายกฯ แบบไหน @นโยบายเศรษฐกิจ จะแก้ไขเรื่องมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์อย่างไร
@ขณะนี้ที่กระทรวงสาธารณสุขมีม็อบออกมาทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ @แสดงว่าท่านมองเป็นเรื่องธรรมดาของการโยกย้ายที่จะมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการตอบคำถามของนายสมัครทั้ง 2 ลักษณะ คือ ไม่ตรงประเด็น และไม่ใช่คำตอบ โดยจะเห็นได้ว่า เมื่อนักข่าวถามยืนยันการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครกลับปฏิเสธการตอบคำถามด้วยคำพูดที่ว่า คำถามแบบนี้คุยกันไม่สนุก เมื่อนักข่าวถามย้ำอีก นายสมัครกลับปฏิเสธการตอบคำถามอย่างชัดเจนว่า คำถามนี้ไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดในสภา ไม่ใช่ตั้งนายกฯ กันในห้องนี้ มีคนบอกผมว่า มีคนต้องการยั่วให้นายสมัครตบะแตก ซึ่งแผนการนี้มีมานานแล้ว และผมก็กลั้นใจมาจนถึงวันแถลงข่าว ในขณะที่นักข่าวถามถึงนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นายสมัครก็ให้เหตุผลว่า ต้องไปแถลงกันในสภา รอหลังจากเลือกนายกฯ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แม้ผู้สื่อข่าวจะถามด้วยคำถามปลายปิดที่มีตัวเลือกให้ตอบก็ตาม และในกรณีการตอบคำถามปลายเปิด เช่น ถามความเห็นในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาล นอกจากนากยรัฐมนตรีจะไม่ให้ความเห็นที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างต่อข้อสงสัยแล้ว ยังอาจจะจบลงด้วยการย้อนกลับมาโจมตีผู้สัมภาษณ์ด้วย 1.2 เป็นคำพูดที่ไม่ใช่คำตอบ คำพูดที่ไม่ใช่คำตอบมักออกมาในรูปของการบ่น พูดแสดงอารมณ์ความรู้สึก ตำหนิคำถาม หรือไม่ก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา ตัวอย่างที่ 1 @ถามว่าแต่ก่อนมีการล้วงลูก @ผู้สื่อข่าวถามว่า เม.ย.นี้ผลการโยกย้ายจะเป็นอย่างไร @เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงเรื่องการโยกย้าย @ตัวอย่างดังกล่าวพบว่า นายสมัครตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำที่ที่ไม่ใช่คำตอบนั้น ๆ ด้วยวิธีการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อนักข่าวถามถึงการโยกย้าย นายสมัครกลับตอบว่า เมษาก็ร้อนหน่อย ถึงพฤษภาก็มีฝนตก ในขณะที่นักข่าวย้ำถึงการโยกย้าย นายสมัครก็แสดงอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว พร้อมกับปฏิเสธการตอบคำถามทันที โดยกล่าวว่า เอ๊ะ! ก็พูดกันแล้วว่าจะไม่ยุ่ง แล้วจะไปนั่นยังไงหา..โธ่! ภาษาไทยวันละคำนะเนี่ย
@ต่อข้อถามว่าแสดงว่าต่อไปนี้ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ข้าราชการระดับสูงก็ควรจะรู้ตัวใช่หรือไม่ @เมื่อถามว่าขณะนี้กลุ่มเอ็นจีโอและภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อปลดนายไชยาออกจากตำแหน่ง
"สุธรรม"สะเทือนใจ ผู้นำพูดไม่รับผิดชอบ นายกฯ กล่าวกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดเผยรูปถ่ายคู่กับ จอมพลประภาส จารุเสถียร เพื่อเชื่อมโยงกล่าวหานายกฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่า 'ผมยังไม่เห็น ทำไม ผมจำไม่ได้ เอามาให้ดูหน่อย' 'โฮ้โห! นั่นหรือผม ผมยังไม่รู้เลย ผมไม่เห็น ผมไม่ได้รับรูปนี้' 'เอ้า! เรื่องอื่น' จากตัวอย่างพบว่า นายสมัครตอบคำถามเกี่ยวกับการที่ข้าราชการระดับสูงควรจะรู้ตัวเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในลักษณะที่ไม่ตรงประเด็น ด้วยคำตอบที่ว่า นี่มันถามเรื่องปกติธรรมดา เหมือนถามว่าถ้าเราหิวข้าวต้องกินข้าวใช่มั๊ย ส่วนการตอบคำถามเรื่องการปลดนายไชยาออกจากตำแหน่ง นายสมัครได้ให้ข้อมูลในปริมาณมาก แต่เป็นคำพูดที่ไม่ใช่สาระสำคัญที่เป็นคำตอบของคำถามดังกล่าว โดยนายสมัครได้เบี่ยงไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ทว่าไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลดนายไชยาแม้แต่น้อย และสำหรับกรณี 6 ตุลาฯ นายสมัครไม่ยอมตอบคำถาม แต่ใช้วิธีการพูดเฉไฉไปเรื่องอื่นแทน และเมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการกล่าวตำหนิสื่อแทน ขณะที่ตัวอย่างที่ 2 นั้น นายสมัครพยายามเปลี่ยนหัวเรื่องในการสนทนาในตอนท้ายเพื่อให้หลุดพ้นจากข้อครหาที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับ กรณี 6 ตุลา 19 ตัวอย่างที่ 4 นายกรัฐมนตรี ผมอยากเรียนครับ สนามบินสุวรรณภูมิคือเขาเป็นสถานที่ที่เขาเรียกเป็น International เพราะฉะนั้นราคาเขาตั้งเอาไว้ เขามีราคาไทยราคาเทศไม่ได้ครับ บะหมี่ชามละ 170 บาท แล้วคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐเท่าไร เอา 30 ไปหาร ประมาณมาถึง 6 เหรียญ 5 เหรียญครึ่ง ก็ราคาสากล บะหมี่ที่แอร์พอร์ตราคา 5 เหรียญครึ่ง ปกติ ฝรั่งกินของเราได้ 6 ชาม ต้องขอความกรุณาครับ ถ้าแพง ถ้าหิวอย่างไรก็ต้องกินครับ เดี๋ยวไปอดตายที่นั่น แต่ว่าถ้าไม่จำเป็น ไม่กิน ผมนาน ๆ ก็กินที 170 บาทถึงได้รู้ราคา ราคาที่นั่นแพงทุกอย่าง เพราะเขาทำสำหรับคนที่เดินทาง ในกระเป๋าเขาไม่ใช่เงินไทย ต้องขอความกรุณาจริง ๆ นี่ไม่ได้ไปออกรับแทน ค่าจอดรถนี้จะตรวจสอบหน่อย เพราะว่าเขาจะคิดเอาทุนคืนค่าสนามบินหรือเขาต้องการจะไม่ให้คนจอดมาก มีนักคิดครับ แพงเพราะไม่ต้องการให้ไปจอดมาก แพงเพราะว่าจะได้ไปหลาย ๆ คนได้รวมกันไป จะไปส่งเพื่อนคนหนึ่งมีเพื่อนตามไป 5 คน รถจอด 5 6 คัน อย่างนี้ควรจะคิดว่าต้องจ่ายเท่าไร จะไปคันเดียวกันก็จ่ายคันเดียว นี่ผมช่วยคิดแทนให้ แต่จะรับไปดูให้ว่าแพงอย่างไร พอสมควรไหม ถ้าผมมีความรู้สึก ผมจะมาเล่าให้ฟังด้วย รายการ สนทนาประสาสมัคร วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ตัวอย่างดังกล่าวพบว่า นายสมัครตอบคำถามไม่ตรงประเด็น ซึ่งประชาชนถามถึงค่าจอดรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน ทว่านายสมัครกลับอธิบายเกี่ยวกับค่าบะหมี่ที่สนามบิน ซึ่งไม่ใช่ใจความสำคัญของคำตอบ และเมื่อตอบคำถามเรื่องค่าจอดรถ ก็ให้คำตอบแบบเลี่ยงประเด็น เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ต้องการจะทราบ สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการบริหารเครือเนชั่น วิเคราะห์การตอบคำถาม และอธิบายหลักการการถาม-ตอบระหว่างนักข่าวและแหล่งข่าวที่เป็นนักการเมืองว่า กาแฟดำ : กฎกติกา-มารยาท ของการแถลงข่าว ในสังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าแล้ว ใครอาสามาเป็น "ผู้รับใช้ประชาชน" เขาต้องเคารพในคำถามของสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามที่ชาวบ้านอยากจะรู้จากคนที่ประกาศว่ามารับใช้เขา คุณสมัคร อาจจะไม่อยากตอบคำถามนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิของนักการเมืองที่จะหลบหลีกคำถามตามนิสัยของตนได้ ประชาชนคนฟังการถามตอบอย่างนี้เขาจะเป็นคนตัดสินใจเองว่า "ผู้อาสา" มาทำงานนั้นพูดจริงหรือพยายามหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถาม คุณสมัคร ไม่ตอบคำถามได้ แต่คุณสมัคร ไม่มีสิทธิสั่งให้นักข่าวไม่ถาม หยุดถามหรือไปถามคำถามอื่นที่คุณสมัครอยากจะตอบ กฎกติกาและมารยาทของการแถลงข่าว โดยเฉพาะของนักการเมืองระดับชาติที่กำลังจะมีอำนาจทางการเมืองที่กำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองนั้น กำหนดว่าคนที่จะมาตัดสินนโยบายสำคัญของชาติต้องตอบคำถามที่มีผลกระทบต่อชาติบ้านเมือง ไม่ว่าคำถามนั้นจะเป็นที่พอใจของนักการเมืองคนนั้นหรือไม่ ยิ่งเป็นคำถามที่นักการเมืองไม่อยากตอบ เราในฐานะเป็นเจ้าของประเทศยิ่งต้องสงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะมีเบื้องหลังบางประการที่ทำให้คำถามหนึ่งทำให้นักการเมืองคนหนึ่งมีปฏิกิริยาร้อนรนกว่าอีกคำถามหนึ่ง นักข่าวถามพรรคการเมืองที่ร่วมกันตั้งรัฐบาลผสมว่าพร้อมจะสนับสนุนคุณสมัครเป็นนายกฯ หรือไม่? เป็นคำถามที่ง่าย ชอบธรรมและต้องถาม นักข่าวไม่ได้โง่กว่าคุณสมัคร ดังนั้น จึงรู้ว่าหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องการจะหลบเลี่ยงคำถามนี้ แต่การเล่นคำและย้อนกลับด้วยการเสียดสีนักข่าวเช่นนี้ ย่อมไม่อาจจะหลีกพ้นความสงสัยคลางแคลงของผู้คนได้ หากไม่อยากจะตอบหรือไม่พร้อมจะตอบ คุณสมัครก็สามารถจะตอบได้อย่างสุภาพชนว่า "ขอโทษ ผมยังตอบไม่ได้..." หรือ "ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้" หรือ "ขอคำถามต่อไปครับ" ก็ยังพอจะถือว่ามีความเคารพคนอื่นเท่าๆ กับที่ตัวเองอยากให้คนอื่นเคารพตน คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนหลายคน เขาก็เจอกับคำถามละเอียดอ่อน คำถามที่ไม่อยากตอบ และคำถามที่รู้ว่านักข่าวรู้อะไรลึกซึ้งกว่าคนอื่น หากนักการเมืองมีอะไรจะแถลงข้างเดียว ก็สามารถจะส่งข้อความไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วยแฟกซ์หรือผ่านอีเมลไปได้ ไม่ต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึกด้วยการเรียกสื่อมวลชนไป "แถลงข่าว" ที่พูดอยู่ข้างเดียวหรือให้ตั้งคำถามที่ตัวเองอยากตอบเท่านั้น คนข่าวมีสมอง มีศักดิ์ศรี มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประชาชนคนอ่าน คนฟัง และคนดู ยิ่งนักการเมืองคิดว่าตัวเอง "เก๋า" และสามารถหลอกล่อนักข่าวให้ต้องหลงกลของตนเองด้วยแล้วหรือใช้วาทะตะคอก คุกคามข่มขู่นักข่าว "ที่ไม่อยู่ในโอวาท" คนข่าวก็ยิ่งต้อง "รู้ทันกลเกม" ของการแสวงหาอำนาจ และใช้กลยุทธ์มากมายของนักการเมืองเพื่อทำหน้าที่ของตนเองให้ได้มาตรฐานของวิชาชีพอีกด้วย สำหรับวัฒนธรรมการทำข่าว หรือช่วงถามตอบ (question time) ซึ่งอนุญาตให้สื่อตั้งคำถามได้โดยเสรี นงนุช สิงหเดชะ (Question Time เว็บไซต์มติชน 13 มีนาคม 2551) อธิบายว่า ระบบและธรรมเนียมของรัฐสภาตามรูปแบบของไทยก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยอื่น หนึ่งในนั้นก็คือการกำหนดวันที่แน่นอนไว้สัปดาห์ละครั้งเพื่อให้สมาชิกได้ตั้งกระทู้ซักถามฝ่ายบริหารในประเด็นปัญหาที่สำคัญ วิธีการนี้เป็นโอกาสดีกับทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล โดยฝ่ายค้านก็จะได้มีโอกาสติดตามทวงถามความคืบหน้าต่างๆ จากรัฐบาลแทนประชาชน รวมทั้งการควบคุมตรวจสอบในเรื่องสำคัญ ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็จะมีโอกาสได้ชี้แจงข้อมูลตลอดจนผลงานของรัฐบาลว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ในประเทศที่ประชาธิปไตยลงหลักปักแน่นอย่างอังกฤษ หรือออสเตรเลีย หรืออื่นๆ นั้นกำหนดให้ทุกวันพุธของสัปดาห์มีวาระที่เรียกว่า Question Time หรือเรียกเต็มๆ ว่า Prime Minister"s Question Time (PMQs) ประมาณครั้งละ 30 นาที ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน (รวมทั้ง ส.ส.ซีกรัฐบาลด้วย) ได้ตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง ถือเป็นกิจกรรมเด่นสุดของรัฐสภาประจำสัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเหล่านี้เขาให้ความสำคัญกับการไปตอบคำถามในช่วง Question Time มาก หากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ จะไม่มีการมอบหมายให้คนอื่นมาตอบคำถาม ใครที่ดูสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ เป็นประจำก็จะรู้ว่าบรรยากาศที่ดูเหมือนโกลาหลวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเชียร์นั้นก็คือช่วงเวลาของ Question Time นั่นเองซึ่งบีบีซีจะถ่ายทอดสดเป็นประจำ และเป็นรายการที่คนนิยมชมมาก การถ่ายทอดของบีบีซี ในช่วง Question Time รู้สึกว่าได้อรรถรสดีมาก และสะท้อนให้เห็นถึงกึ๋นและการเตรียมตัวของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีได้เป็นอย่างดีทีเดียว เพราะไหวพริบและข้อมูลในการตอบคำถามของคนคนนั้นจะทำให้ประชาชนทราบว่าเขาทำการบ้านมาเพียงใด ฉลาดหรือโง่ ผู้เขียนเองชอบการตอบคำถามของโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปว่าเป็นคนที่ตอบคำถามได้คมคายและเก่ง มีไหวพริบมาก ที่สำคัญมันเป็นการแสดงให้เห็นถึง "สปิริต" แห่งประชาธิปไตยของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศว่าเขาพร้อมจะถูกชำแหละอย่างทะลุปรุโปร่งมากน้อยแค่ไหน กล้าเผชิญหน้ากับคำถามที่เผ็ดร้อนมากน้อยเพียงใด อดทนเพียงใด พูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากเห็นว่าเมื่อไหร่ "สปิริต" แบบ Question Time จะเกิดขึ้นในการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ชอบอ้างประชาธิปไตย "ตัวเลข" หรือประชาธิปไตยเสียงข้างมากกันเหลือเกิน ที่พูดอย่างนี้เพราะดูท่าว่าหัวหน้ารัฐบาลจะสนุกกับการ "พูดข้างเดียว" ผ่านรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ถ้าเป็นการสนทนาแบบเน้นหนักไปทางชี้แจงนโยบายหรือชี้แจงเหตุผลก็คงพอรับได้ แต่นี่แทบจะกลายเป็นเวที "ระบายความหงุดหงิด" หรือไม่ก็เป็นเวทีท้าตีท้าต่อยเข้าไปทุกวันแล้ว คำพูดคำจาแต่ละเรื่องนั้นรุนแรงเกินไปไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นนายกรัฐมนตรีและไม่งามเอามากๆ ที่อาจเป็นผลเสียกว่านั้นก็คือจะไปปลุกเร้าอารมณ์ให้คนที่ชอบ "สมัคร" อยู่แล้วให้รู้สึก "อิน" กับคุณสมัครมากขึ้น ถ้าเอาหูฟังอย่างเดียว ไม่เอาตาดู อาจเผลอคิดไปว่ารายการนี้เป็นรายการโต้วาทีแบบเผ็ดร้อนที่มีคู่โต้อยู่ด้วย แต่ที่ไหนได้นั่งพูดอยู่คนเดียว บทความเรื่อง สุนทรเวทน์ (หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์10 พฤศจิกายน 2551) วิเคราะห์ความเข้าใจในบทบาทความเป็นนักการเมืองของตนเองว่า ปัญหามีอยู่ว่า นายสมัคร เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง หากแต่ไม่เข้าใจถึงการทำหน้าที่ตามวิชาชีพของสื่อมวลชน แม้ว่าช่วงชีวิตหนึ่งเคยมีโอกาสเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ และเป็นผู้บริหารหนังสือพิมพ์ที่เลิกกิจการไปแล้ว ทันทีที่นายสมัครแถลงในสิ่งที่ต้องการสื่อแล้วเสร็จ สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่แทนประชาชน ซักถามในประเด็นที่ค้างคา อันเป็นคำถามที่ประชาชนต้องการทราบ ด้วยคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบ พฤติกรรมดังกล่าว ผิดแผกจากปกติวิสัยของบุคคลและธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเมือง นักการเมืองหรือบุคคลสำคัญทุกคนทราบดีว่า หากได้รับคำถามที่ไม่ต้องการจะตอบ ย่อมมีสิทธิปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้นๆ ได้โดยเสรี นักการเมืองระลึกถึงภารกิจของตนเอง ขณะเดียวกัน ไม่อาจมองข้ามภาระหน้าที่ของสื่อมวลชนที่กระทำการแทนประชาชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ที่ผ่านมา สังคมสื่อและสังคมการเมือง ต่างรับรู้รับทราบในวิธีการพูดและกิริยาบางประการว่า เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของนายสมัคร และมักปล่อยผ่านเลยไปด้วยความให้เกียรติในความอาวุโส ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |