• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 662
  • จำนวนผู้ชม : 228675
  • จำนวนผู้โหวต : 383
  • ส่ง msg :
สายใยไทยทั้งเมือง
วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2551
'(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ตอนที่ 3 ( การโจมตีคำถาม )
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 333 , 06:02:32 น.  
พิมพ์หน้านี้


'(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ตอนที่ 3 ชี้กลวิธีในการตอบคำถาม ของนายสมัคร เช่น การโจมตีคำถามและผู้สัมภาษณ์ การเปิดประเด็นทางการเมือง การบอกปัดหรือปฏิเสธที่จะตอบ การละคำพูดเอาไว้ การพูดโกหก

หมายเหตุ 'มติชนออนไลน์'- รายงานผลการศึกษาเรื่อง '(วิ)วาทกรรมนายกฯสมัครกับสื่อ' ความยาว 146 หน้าที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนำมาเผยแพร่ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาชี้ให้เห็นกลวิธีต่างๆของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีใช้ในการหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว เช่น  การบิดเบือนประเด็น  การโจมตีคำถาม  การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การใช้วาจาหยาบคาย การใช้ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาข่มขู่รุนแรง

กลวิธีต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรม-แบบแผนและกลวิธีการสื่อสารของนายสมัคร ได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา'มติชนออนไลน์'นำบทคัดย่อของรายงานผลการศึกษาซึ่งทำให้เห็นภาพรวมพฤติกรรมของนายสมัคร และผลการศึกษา ประเด็นแรก คือกลยุทธการตอบคำถาม

จากนี้ไป'มติชนออนไลน์' จะนำเสนอผลศึกษาที่เหลือ ประกอบด้วย 2.กลวิธีการตอบคำถาม 3.การใช้ภาษาของนักการเมือง 4.การความร่วมมือในการสนทนา 5.การใช้อวัจนะภาษา 6.เนื้อหาสาระจากรายการสนทนาประสาสมัคร 7.การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ 8.วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ

---------------------------------------------------------------

2. กลวิธีการตอบคำถาม

จากการศึกษา พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีกลวิธีการเลี่ยงการตอบคำถาม (J.T. Dillion) 6 ลักษณะ สำคัญ ดังนี้

2.1 การโจมตีคำถาม
พบว่า เป็นกลวิธีที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ใช้ค่อนข้างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน และบิดเบือนหลักการที่ว่า สื่อมวลชนควรต้องทำหน้าที่ซักถามนักการเมืองซึ่งมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ โดยจุดที่นายสมัคร มักใช้โจมตีคือ คำถามของผู้สัมภาษณ์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เป็นเท็จ หรือคำถามเป็นสิ่งที่รับไม่ได้

ตัวอย่างที่ 1.

“หมัก” ปากร้ายด่ากราด คตส.-ครป.-"ซีดีแม้ว"ยังเกลื่อนเย้ยกกต.
ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2550

@จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหรือไม่’
อย่าพูดดักหน้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน แต่ใครแสดงอะไรออกมาก็ทำให้รู้ว่าคิดอย่างไร ต่อไปกฎหมายจะต้องเป็นกฎหมาย บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ต้องมาถามอีก ขอให้มีสิทธิเข้าไปทำหน้าที่ก่อน ถ้ามีโอกาสเข้าไปบริหารบ้านเมืองเราก็จะทำตามที่สัญญาไว้

ตัวอย่างที่ 2.

'หมัก'อ้าง'เปรม'ขวาง!ย้ำก้อนกรวดในรองพระบาท/ผวา'แดงเดือด'จูง3พรรคเร่งตั้งรัฐบาล
ไทยโพสต์ 1 มกราคม 2551

ผู้สื่อข่าวให้  3  พรรคยืนยันว่า  ส.ส.ของทุกพรรคจะยกมือให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิดว่า 

ถามอะไรโง่ๆ แบบนี้   เป็นคำถามโง่เง่าที่สุดที่เคยได้ยินมา แล้วก็บอกว่านายสมัครพูดจาหยาบคาย

ตัวอย่าง 2 กรณีข้างต้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า นายสมัครใช้วิธีการโจมตีคำถามที่ตนไม่ต้องการจะตอบ และอาจสำทับด้วยว่า ไม่ให้สื่อถามคำถามเดียวกันนี้อีกแม้ว่าจะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากต่อสถานการณ์การเมือง เช่นกรณีการนิรโทษกรรมกรรมการบริการพรรคไทยรักไทย 111 คนก็ตาม


2.2 การโจมตีผู้สัมภาษณ์
พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช มักแสดงความไม่พอใจต่อการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนอย่างชัดเจนด้วยการกล่าวตำหนิผู้สัมภาษณ์อย่างรุนแรง คำพูดที่ใช้มีลักษณะดูหมิ่นความสามารถและสติปัญญาของผู้สัมภาษณ์และ/หรือสื่อมวลชนที่แสดงความเห็นหรือตั้งคำถามในเชิงตรวจสอบความเคลื่อนไหวและการทำงานของรัฐบาล

ตัวอย่างที่ 1.

นายกฯเจ้าอารมณ์
เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ 6 มีนาคม 2551

@รู้สึกอย่างไรกับเสียงวิจารณ์เรื่องภาพผู้นำซ้อน
พวกคุณเขียนกันเองน่ะสิ หนังสือพิมพ์ไปเขียนนั่งเก้าอี้ซ้อนกัน มันเป็นความคิดของคนระดับพวกคุณเท่านั้นแหละ ขอย้ำเลยนะ เพราะพวกคุณคิดกันอย่างนั้น ต้องกระแทกแดกดัน พูดจาเสียดสี ให้เสียให้หาย ทำไมคิดกันได้แค่นั้นเอง ความคิดมีอยู่ระดับแค่นั้นหรือ ทำไมไม่คิดอย่างคนธรรมดาเขาควรคิดบ้างล่ะ ก็นี่ก็คือนายกฯ นั่นก็อดีตนายกฯ ทำไมจะต้องมาแดกดัน จะเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน ผมจะบอกให้ฟังนะ ผมก็ไม่ได้พูดจาอย่างนี้มานานแล้ว แต่ฟังดูแล้ว ผมอ่านดูแล้วก็อมยิ้มว่า ทำไมสติปัญญาในการแสดงความคิด มีได้เพียงแค่นี้เหรอ ผมถามจริงๆ มีได้เพียงแค่นี้เหรอ

@ที่ผ่านมาลูกพรรคพลังประชาชนมีอะไรก็ชอบวิ่งไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ
อ๋อ...อย่างนั้นเหรอ... แล้วมันเป็นไง... แต่ก่อนเนี่ยวิ่งมาหาผมหรือเปล่า ก็ไม่เคยวิ่ง ทีนี้ไปเขียน โอ้โห! ต่อไปนี้บ้านจันทร์ส่องหล้าคนจะเนืองแน่น จะไม่ไปบ้านผม บ้านผมก็ไม่เคยมีใครมา คุณไปเฝ้า บ้านผมก็ไม่มีใครมา มีไหม เขาก็ไม่เคยมา ทำเนียบเขาก็ไม่มา

@เป็นเพราะมีช่องว่างหรือไม่ ทำให้ลูกพรรคไม่มาหา
ช่องว่างอะไร ก็เขาไม่เคยเจอกันนานแล้ว มันเป็นอะไรไป ท่านนายกฯ (พ.ต.ท. ทักษิณ) มาอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้วหรือไง

@แต่ก่อนตอน พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่กลับมา ลูกพรรคก็เดินทางไปหาถึงที่เกาะฮ่องกง
แล้วมันเป็นไง มันมีใครเดือดร้อนอะไร จะช่วยออกค่าเครื่องบินให้เขาหรือ ผมรู้สึกว่าพวกคุณน่ะมีความคิดอ่านกันเพียงเท่านี้หรือ ระดับความคิดมีเท่านี้แค่นั้นใช่ไหม แสดงความคิด รู้สึกนึกคิดว่า นายสมัครข่าวหายไปเลย ก็ผมไปประชุม ก็อยู่ แล้วก็มารับอียู ก็มาถ่ายภาพ แล้วมันหายยังไง ก็มีงานสองงานเมื่อวานนี้ ผมจะถามว่าระดับความคิดคุณน่ะคิดได้แค่นี้หรือ ผมถามหน่อยสิความคิดคุณน่ะคิดได้แค่นี้หรือ ที่บอกว่านายกฯมี 2 คน มันเป็นไปได้อย่างไร คือคิดจากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย


ตัวอย่างที่ 2.

โดนบี้ 2นายก หมักฉุนว้ากสื่อ
ข่าวสด 1 มีนาคม 2551

@ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ยังมีความมั่นใจในความเป็นนายกฯตัวจริงของท่านใช่หรือไม่
- เพราะเขาไม่คิดแบบพวกคุณ เขามีสติปัญญา ความคิด ถามเขายังไม่กล้าถามเลย แต่พวกคุณคิดกันเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน น่าอาย น่าขายหน้า ที่คิดที่แสดงออกมาให้คนอ่านได้เห็น มันน่าอายน่าขายหน้า ทำไมเป็นผู้สื่อข่าวมีความคิดเพียงเท่านี้เองหรือ คิดแต่ว่านายกฯมี 2 คน นายกฯตัวจริงมา นายกฯตัวจริงหายไป มี  แต่นายกฯสมัคร เหมือนไอ้คนแก่ๆไปเดิน ทำไมสติปัญญานักข่าวมีคิดได้เท่านี้หรือ มันน่าอายจริงๆ คิดได้อย่างนี้ สติปัญญามีแค่นี้ มันน่าสงสารจริงๆ มันน่าสงสารความคิดพวกคุณจริงๆ

**********

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นอกจากนายสมัครจะไม่ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ยังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นโดยดูหมิ่นมุมมองและวิธีการทำงานของสื่อ และลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้สัมภาษณ์ด้วยการโจมตีว่า การตั้งคำถามนั้นไม่ได้อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงแต่ประการใด
*********


2.3 การเปิดประเด็นทางการเมือง
การตอบคำถามในลักษณะเปิดประเด็นทางการเมืองเป็นการเสนอข้อคิดเห็นใหม่ๆ เกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งขึ้นมา หรืออาจเป็นการนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้น โดยมากมักปรากฏในรายการสนทนาประสาสมัคร มากกว่าในช่วงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตามปกติ ดังตัวอย่างการเสนอแนวคิดปรับโฉมสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้มีความทันสมัยเทียบเคียงกับช่องอื่นๆ โดยกล่าวในช่วงตอบปัญหาประชาชนที่โทรศัพท์เข้ามาใน
รายการ ช่วงท้ายรายการ

ตัวอย่างที่ 1. การเสนอนโยบายและให้เหตุผลอธิบายนโยบาย

รายการ สนทนาประสาสมัคร วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551
@เสนอนายกฯว่าสถานีไหนที่โจมตีรัฐบาล ทั้งวิทยุโทรทัศน์ไม่เป็นกลางให้ดูแลเป็นพิเศษเพราะจะทำให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้ง

เรื่องนี้คุณจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) เขาพูดเลยเขาบอกว่าต่อไปนี้ต้องมีความเป็นธรรม ผมบอกว่าท่านรอดูหน่อย เราจะให้มีสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นกลางโดยไม่ต้องไปสั่งสอนเขาเลย เขาเป็นกลางโดยสัญชาติ โดยวิญญาณของเขา สถานีเป็นกลางนี่ถูกทำลายล้างลงไป ผมย้ำเลยสถานีที่เป็นกลางและดีที่สุด หารายได้ของตัวเองมาดูแลได้เองหมด ถูกยุบ เอาใครมายึดไปทำอะไร นั่นแหละครับความเป็นธรรมไม่เป็นธรรมในโลกนี้ ไม่มี คนดีมีฝีมือไม่มีการจ้าง แต่ผมไม่ได้ท้าทายอะไร 2-3 วันจะทำให้ดูว่าคนดีมีฝีมือต้องมีช่องทำงาน เราให้เขาทำงานโดยอิสระ และดูสิว่าสาธารณะกับที่มีฝีมือโดยไม่ต้องใช้เงินหลวงปีละ 2,000 ล้าน ใครจะเก่งกว่ากัน คอยดูนะอันนี้ไม่ใช่ท้าทายทำได้ด้วย เพราะเราเคยเห็นฝีมือเขามาแล้ว ขอให้มีช่องได้ออกเถอะ หนทางแก้ไขมี ผมจะเก็บคำถามของท่านไว้คราวหน้า

**************
ตัวอย่างดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนการริเริ่มเสนอแนวนโยบายการปรับปรุงการทำงานของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 พร้อมให้เหตุผลที่ต้องปรับโฉมช่อง 11 แล้ว ยังเป็นการกล่าวโจมตีกลุ่มคู่แข่งของช่อง 11 อย่างโทรทัศน์สาธารณะ ไทยพีบีเอส โดยไม่เอ่ยชื่อ

**************

2.4 การบอกปัดหรือปฏิเสธที่จะตอบ
ในบางครั้ง นายสมัคร สุนทรเวชใช้วิธีปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาว่า จะไม่ตอบคำถามที่ไม่เข้าหูตน โดยมักอ้างว่าไม่ใช่สิ่งที่สาธารณะควรรับรู้ทั้งๆ ที่คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสาธารณะที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองโดยตรง เช่น

ตัวอย่างที่ 1.

รายงานพิเศษ: สมัคร เปิดศึก นักข่าว "ถามเสพเมถุน-ด่าเลว"
แนวหน้า 9 พฤศจิกายน 2550

ปัญหาบ้านเมืองต้องมาก่อนปัญหาในพรรค ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งตนได้รับฟังความเห็นทั้งสองฝ่าย หรือ รับหน้าที่เป็น ท้าวมาลีวราช ชี้แจงเหตุผลกับทุกฝ่าย ว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสของเราที่จะทำงานการเมืองตามหน้าที่ ซึ่งทุกคนก็เข้าใจดี และถือว่าเรื่องทุกอย่างก็เรียบร้อยเข้าที่ ทุกคนก็ทำงานต่อไปและพอใจในข้อตกลง

@ข้อตกลงที่ว่า คืออะไร
เรื่องนี้ไม่ขอตอบ เพราะถือว่า เป็นเรื่องภายในของพรรค แต่ก็ยืนยันว่า ทุกคนที่มีชื่อจะได้ลงสมัคร ส.ส.แน่นอนทุกคน ไม่มีปัญหาใดๆและไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนกรณีนำนาย จตุพร พรหมพันธ์ อดีต แกนนำ นปก.มาลงสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนนั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องภายในของพวกเรา ในการดำเนินการหาเสียง และเมื่อถึงเวลาประชาชน ก็จะเป็นผู้ตัดสินใจ วันนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์การปฏิวัติที่ทำลายบ้านเมืองให้เสียหายเป็นการปฏิวัติที่ไม่มีเหตุผล เป็นการพิสูจน์ประชาชนว่า จะลงคะแนนให้ใคร ส่วนกรณีนายนพดล ปัทมะ ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 5 ที่หล่นมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.อันดับ 4 นั้น เรื่องนี้คงต้องพูดคุยกับนายนพดลต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพอการแถลงมาถึงช่วงนี้ บรรยากาศการแถลงข่าวระหว่างนายสมัครกับผู้สื่อข่าวประจำพรรคได้เข้มข้นเมื่อผู้สื่อข่าวรายหนึ่งซักว่า

@ที่มีข่าวว่า คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ และ นาย เนวิน ชิดชอบ ได้เข้าร่วมในการจัดโผ ส.ส.สัดส่วนในคืนวันที่ 6 พ.ย. จริงหรือไม่
ผมไม่มีหน้าที่ต้องมาแถลง และพวกที่ถามอย่างนี้มีใครไหว้วานมาหรือไม่ ผมจะไม่ตอบ

@การไม่ตอบแสดงว่า ไม่ปฏิเสธใช่หรือไม่
การไม่ตอบ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ปฏิเสธ อย่ามาถามผมเหมือนศาล อย่ามาแคะแกะเกา เพื่อต้องการทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค ซึ่งผมจะตั้งข้อกล่าวหาและฟ้องร้องทุกคน พวกคุณรับจ้างใครมาถามหรือไม่

**************

ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งถือเป็นบุคคลสาธารณะ ทว่านายสมัครกลับปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยยกเหตุผลที่ว่า ประเด็นคำถามดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของพรรค จึงไม่มีความจำเป็นต้องตอบ ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคการเมืองสำคัญ จึงถือเป็นสถาบันทางสังคม นอกจากจะปฏิเสธที่จะตอบคำถามแล้ว ยังให้ร้ายผู้สัมภาษณ์และกล่าวข่มขู่ว่า จะฟ้องร้องผู้สัมภาษณ์ด้วย

**************


2.5 การตั้งคำถามเอากับตัวคำถาม
การตั้งคำถามเอากับตัวคำถามนั้นเป็นกลวิธีที่นายสมัคร สุนทรเวช มักใช้เพื่อตอบโต้การตั้งคำถามของผู้สัมภาษณ์ คำถามที่ย้อนถามส่วนใหญ่ไม่ใช่เพื่อต้องการขอความชัดเจนในตัวคำถาม แต่คำถามย้อนกลับที่ออกจากปากของนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายเพื่อต้อนผู้สัมภาษณ์ให้จนมุมมากกว่า เช่น

ตัวอย่างที่ 1.
นายกฯเจ้าอารมณ์
ฐานเศรษฐกิจ 6 มีนาคม 2551

@มีข่าวว่าแขกต่างประเทศ (ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ สหรัฐฯ) ได้สอบถามเรื่องท่านเป็นนายกฯนอมินี
- นี่คุณอย่ามาพูดอย่างนี้กับผมนะ (น้ำเสียงมีอารมณ์) แขกคนไหนบอกมาสิ แขกคนไหน

@มีข่าวว่ารองโฆษกประจำสำนักนายกฯออกมาแถลง
- รองโฆษกคนไหน ชื่ออะไร อย่าไปอ้างชื่อเขาสุ่มสี่สุ่มห้านะ พวกคุณนี่ชอบมาถามอย่างนี้ เขาจะมาถามได้ไง เขาจะกล้ามาถามเหรอ ความคิดระดับพวกคุณนี่คิดเองถามเอง แล้วไปยัดใส่ปากรองโฆษก จริงหรือเปล่า ตกลงมันเป็นยังไง ไม่มีใครเขาถาม พวกคุณมายัดใส่ปากรองโฆษกฯ ทำไม เขาคงไม่คิดแบบคุณ พวกนั้นเขามีสติปัญญาความคิด ถามเขายังไม่กล้าถามเลย แต่พวกคุณน่ะคิดกันเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน น่าอาย น่าขายหน้า คิดๆ กันเองแล้วเอามาให้คนอ่าน ให้คนเห็น ทำไมเป็นผู้สื่อข่าวมีความคิดเพียงเท่านี้เองหรือ คิดว่านายกฯมี 2 คน ตัวจริงมา ตัวจริงหายไป มีแต่ไอ้คนแก่ไปเดิน ทำไมสติปัญญานักข่าวคิดได้แค่นี้หรือ มันน่าอายจริงๆ

***********************

เมื่อไม่พอใจกับคำถามของผู้สัมภาษณ์ คำถามย้อนกลับจึงแฝงความขุ่นเคือง หงุดหงิดและออกมาในในลักษณะหาเรื่องผู้สัมภาษณ์

***********************

2.6 การรับรู้ว่ามีคำถามแต่ไม่อยากตอบคำถามนั้น
กลวิธีนี้เป็นการแสดงความรับรู้ว่า และจงใจที่จะแสดงออกว่าตนไม่ต้องการตอบคำถามนั้นๆ โดยนายสมัคร มักยืนกรานว่าจะไม่ตอบคำถามที่ตนไม่ต้องการจะตอบแม้ว่านักข่าวจะพยายามทำหน้าที่ซักถามเอาความจริงจากปากนายสมัครซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ตาม ทำให้การสัมภาษณ์มักจบลงด้วยการตำหนิสื่อที่ย้ำคำถามนั้นๆ

ตัวอย่างที่ 1.
"หมัก"โชว์ภาวะผู้นำ! ถูกสื่อซักลั่นคำ"เมื่อคืนเสพเมถุนมาหรือ"
ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤศจิกายน 2007

ผู้สื่อข่าว 'เนชั่น' : มีหลายคนยืนยันมาว่านายเนวินเกี่ยวข้องกับการจัดโผ

นายสมัคร : มาจากฉบับไหน (นักข่าวตอบมาจากเครือเนชั่น)
นายสมัคร : เห็นมีข่าวว่า เนชั่นแย่ถึงขนาดจะต้องขายตึก จริงหรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวสาว 'เนชั่น' : จริง
นายสมัคร : แล้วเบื้องหลังทำไมเนชั่นต้องขายตึก ผมขอถามหน่อย

ผู้สื่อข่าว 'เนชั่น' : ท่านต้องตอบคำถามก่อนว่า ทำไมอดีตกรรมการบริหารพรรคที่โดนตัดสิทธิถึงได้เข้ามาจัดโผ

(นายสมัครไม่ยอมตอบ ได้แต่ถามย้ำว่า ทำไมเนชั่นต้องขายตึก)

ผู้สื่อข่าว 'เนชั่น' : ท่านต้องตอบในฐานะหัวหน้าพรรค แต่เรื่องภายในบริษัทก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร
นายสมัคร : ผมก็ตอบในส่วนที่ผมรู้ คือ ไม่ตอบไง แต่ยังมาตะบันถามอยู่เรื่อย...คุณอย่ามาล่อผมเลยนะ ไม่สำเร็จหรอก จะบอกให้ฟัง นับอายุพวกคุณก่อนทั้งสามคนนี้ว่าทั้งหมดกี่ขวบ ต่างคนต่างมีหน้าที่อะไร จะมาแคะให้พรรคพังใช่หรือไม่...ไปๆ มาๆ ข่าววันนี้ จะออกว่าอย่างไร รู้มั้ย สมัครรวนผู้สื่อข่าวหรือไม่ ทั้งที่ความจริง พวกคุณรวนผม ผมจะตั้งข้อกล่าวหาไว้ก่อน


ตัวอย่างที่ 2.
"หมัก"บูด-โต้ปฏิวัติ ทักษิณกลับ "รอบ2"คนรับเหงา
เว็บไซต์ข่าวสด 31 มีนาคม 2551

@มีหลายฝ่ายต้องการให้นายกฯเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องปฏิวัติว่ามีใครอยู่เบื้องหลังบ้าง
- ก็ยังมีบางคนพยายามที่จะขุดหลุมตน โดยการนำรัฐธรรมนูญมาตรา 157 ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาเล่นงานตน ซึ่งเป็นเรื่องไม่เข้าท่า ได้พูดชัดเจนว่ามีคนซ่องสุมกัน ต้องดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งคนที่ออกมาพูดนั้นต้องถามกลับว่ามีเวลาว่างมากหรืออย่างไร

@จะมีการรวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้หรือไม่
- จะไม่ขอตอบคำถามในเรื่องนี้ และจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่ออกความเห็น เพราะพูดอะไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ส่วนสื่อก็คิดกันแต่เรื่องนี้ เรื่องอย่างอื่นไม่รู้จักช่วยคิด คอยจ้องจับผิดให้รัฐบาลนี้ตกหลุม ต่อไปนี้ใครถามอะไรมาจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่เห็น อย่างนี้สนุกดีและจะได้ไม่มีเรื่อง

**************

ตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นว่า นอกจากนักข่าวจะไม่ได้คำตอบที่ต้องการแล้ว นายสมัครกลับโยนความผิดให้สื่อมวลชนว่า เป็นฝ่ายตั้งคำถามหาเรื่องตนก่อน อีกทั้งเป็นการให้ร้ายสื่อทางอ้อมว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่พยายามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลถือเป็นการแสดงความเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลมากกว่า

นอกจากนี้ นายสมัครยังมีกลวิธีการพูดแบบอื่น ๆ เช่น การพูดเป็นนัย การพูดโดยให้ผู้อื่นตีความ การพูดแบบประชดประชัน การละคำพูดเอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่าเพื่อเป็นการโกหก

2.7 การพูดเป็นนัย
นายสมัครมีการใช้ภาษาที่มีความหมายเป็นนัย เช่นบางครั้งจะไม่เอ่ยชื่อบุคคลออกมาชัดเจน แต่จะบอกใบ้ให้รู้ ว่าหมายถึงอะไร

ตัวอย่างที่ 1
สื่อสารมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง  ชื่อครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง  เขียนบทความด่าผมหยาบคาย ต่ำช้า  พูดจาน่าเกลียดน่าชัง  ผมเสนอโครงการพูดไป 3 โครงการเท่านั้น  ใช้ชื่อบทความ 99,999 โครงการของนายสมัคร  ทำไมเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร  คิดให้ฟัง 3 โครงการต้องใช้ 99,999 โครงการ  อย่างนี้อะไรกันครับ  นี่หรือครับสื่อสารมวลชน
( รายการ  “สนทนาประสาสมัคร”  วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 )


2.8 การพูดโดยให้ผู้อื่นตีความ

ตัวอย่างที่ 1
- เป็นนายกรัฐมนตรีพูดอะไรไม่ได้มันจดหมด  แต่ถ้าจดหมดกันดี ๆ จดไป  นี่คอยจ้องนะ
ครับ  ลูกพี่ว่าอย่างไร เรากลายเป็นลูกน้องเขาไป  ต้องคิดตามอย่างนั้นด้วย  ลูกพี่บอกไม่ ต้องไม่  ลูกพี่บอกอย่าต้องอย่า  นี่ละครับทุกข์ของคนเป็นนายกรัฐมนตรีเมืองไทยหน้าใหม่

ผมบอกอะไรกันนักกันหนาอย่างนี้  อะไรกันครับ  ต้องทนครับ  คือเรื่องอยากจะแก้ไขปัญหา  แต่ไม่ฟังมูลเหตุของปัญหา  จะอธิบายมูลเหตุของปัญหา ไม่ได้  พูดอย่างไรแปลว่าไปเข้าใจเขา  แล้วก็ไปเห็นใจเขา  แล้วก็รับฟังเหตุผล  ไม่ได้  เพราะอะไร  เพราะคุณมาจากเลือกตั้งคุณเป็นประชาธิปไตย  ทางนั้นเป็นเผด็จการ  ไปฟังความก็ไม่ได้  เข้าใจก็ไม่ได้ เห็นใจก็ไม่ได้  เอาไปพูดเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้อีกครับ
( รายการ  “สนทนาประสาสมัคร”  วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 )

 2.9 การพูดแบบประชดประชัน

ตัวอย่างที่ 1
ทุกคอลัมน์เลยครับ ยกย่องสรรเสริญและก็เหยียบย่ำผม  เหยียบย่ำรัฐมนตรีอีก 3 คน ไม่รู้จักแสดงสปิริต  ผมประหลาดใจบ้านเมืองนี้ คนเก่งคนรู้คนฉลาดทั้งหลายไปทำหนังสือพิมพ์หมด  มีไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้น กับพรรคพวกผมโง่ ๆ ดันมาทำการเมือง ถูกเขาสับเขาโขกเขาว่าเขากล่าว  มันจริง ๆ นะครับ  จะนึกว่าผมไปพูดจาเยาะเย้ยถากถาง ไม่ละครับ  นี่พูดจากใจจริงเลย  คนเก่ง ๆ รู้ทุกอย่าง อ่านคอลัมน์หน้า 4 สิครับ รู้ทุกอย่างเก่งทุกอย่าง ทั้งสั่งทั้งสอนทั้งสับทั้งโขก  ไปทำหนังสือพิมพ์หมดครับ  ไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้นมาทำงานการเมือง  นักการเมืองหน้าโง่อย่างผมเท่านั้นครับที่ได้ไปเจรจากับประเทศ สปป.ลาว  เจรจากับกัมพูชา เจรจากับพม่า  อีก 2-3 วันจะไปสิงคโปร์ และอีก 5-6 ประเทศ  เสร็จแล้วจะต้องเดินทางไปเจรจาไปจีนไปญี่ปุ่น  ต้องไปพูดกัน  ถึงเดือนมิถุนายนต้องไปยุโรป  เดี๋ยวเดือนสิงหาคมเขาพักกันหมด  เดือนกันยายนไปสหรัฐอเมริกา
( รายการ  “สนทนาประสาสมัคร”  วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551 )

**************

จากตัวอย่างนี้ พบว่า นายสมัครใช้ประพจน์ซ้ำความในประโยคที่ไม่สื่อความหมายใหม่ใด ๆ กับผู้ฟัง ดังนี้
-มีไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้น กับพรรคพวกผมโง่ ๆ ดันมาทำการเมือง ถูกเขาสับเขาโขกเขาว่าเขากล่าว
-ไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้นมาทำงานการเมือง นักการเมืองหน้าโง่อย่างผมเท่านั้นครับที่ได้ไปเจรจากับประเทศ

**************


2.10 การละคำพูดเอาไว้

ตัวอย่างที่ 1
พูดจาว่ากล่าวแบบชนิด  มีหลายฉบับยังไม่อยากออกชื่อ  ไม่อยากประกาศศัตรูกับใคร  ผมต้องการจะทำดีให้บ้านเมืองนี้  ผมต้องการจะคิดดีให้บ้านเมืองนี้  แต่ไม่บ่นไม่ได้หรอกครับ  ผมต้องขอใช้สิทธิผม  ผมไม่ออกชื่อใครทั้งนั้น  แต่มี  ผมอ่านทุกวัน  เขียนบทความว่ากล่าวกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ  ตั้งใจจะด่าก็ด่าตั้งใจจะว่าก็ว่า  ตั้งใจจะเขียนต่าง ๆ แต่สมัยนี้ต้องมีอย่างที่ว่านี้  รายการอย่างวันนี้
( รายการ  “สนทนาประสาสมัคร” วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 )

***************
จากการศึกษาสรุปได้ว่า กลวิธีทางภาษาที่นายสมัครใช้มากที่สุดก็คือการตอบไม่ตรงคำถาม การเลี่ยงประเด็น และการตั้งคำถามกลับสื่อมวลชน

บทความในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ชื่อ “สนทนาประสาหยาบคาย” (10 เมษายน 2551) สรุปกลวิธีทางภาษาที่นายสมัครใช้ ว่ามีทักษะมาจากเวทีโต้วาที ที่นายสมัครมีความเชี่ยวชาญเพราะเป็นนักโต้วาทีมาตั้งแต่สมัยเรีบยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"ผมว่าไอ้คนเป็นหมอดูควรจะคิดบ้างว่าที่พูดไปนั้น มันรุกล้ำก้ำเกินกันบ้างหรือไม่ ที่ทำนายมาผมเสียหาย แต่จะยกประโยชน์ให้ก่อน แต่ขอให้ไปนั่งคิดดูเสียก่อนว่าที่ตัวเองพูดมาเป็นอย่างไร ต้องการอะไร เป้าหมายเป็นอย่างไร หน้าที่หมอดูเขาต้องทำอย่างนี้หรือ แล้วทำไมหมอดูคนอื่นหุบปากอยู่เฉยๆ ทำไมหมอดูคนนี้ต้องมาเคลื่อนไหว ทำไมถึงต้องกำหนดว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมต้องออกข่าวทำพิธีต่อชะตา"

(1) นี่เป็นวิธีการ"โต้ตอบ "แบบย้อนกลับของ" นักโต้วาที"ที่เคยใช้มาแล้วได้ผล ถ้าหากใครถามแบบ"แทงใจดำ"เพราะคนอย่างสมัคร นั้น ถ้าจนมุมหรือจนปัญญาจริงๆก็จะเบี่ยงเบนประเด็น ออกนอกลู่นอกทาง ด้วยลีลาการพูดแบบยั่วยุและเร่งเร้าให้คนฟังคล้อยตาม

นอกจากนี้นายกฯสมัครยังอยากบอกประชาชนว่าอย่าวิตกทุกข์ร้อน อย่าคิดว่าตนต้องไปฟาดฟันกับใคร "ถ้าเก่งจริงลองช่วยทายว่าวันอาทิตย์หน้า ผมจะมาออกอากาศได้หรือไม่ ทายได้ไหม ไม่อย่างนั้นก็ไปแขวนคอตาย มันเกินเหตุ ไม่ใช่หน้าที่ของหมอ" ส่วนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นนายกฯสมัครบอกว่า

 (2) นี่...เป็นวิธีการ "เบี่ยงเบนประเด็น" และเป็นยุทธวิธีการ "สื่อสารทางเดียว" หรือพูดเอง เออเอง ดีเอง  ถูกเอง โดยฝ่ายที่ถูกพาดพิงไม่มีโอกาสจะตอบโต้ เหมือนกับอดีตนายกฯคนหนึ่งที่ชอบพูดทางวิทยุทุกเช้าวันเสาร์ ตอบโต้ฝ่ายค้านและทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา
ส่วนนายกฯสมัคร ก็ใช้เวทีสื่อของรัฐมาตอบโต้หมอดูในเรื่องส่วนตัวว่า"มีการเอาชื่อผมไปพัวพันกับ ผบ.ทบ. ไปบอกว่า ผบ.ทบ.จะเป็นนายกฯในวันข้างหน้า ถามหน่อยว่าต้องการอะไรที่ทำอย่างนี้ ต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร สื่อสารมวลชนทั้งหลายก็ยกย่องสรรเสริญกัน ทายผิดชัดๆ เลย หมอไม่อายหรือที่ทำอย่างนี้ หาว่าไปเกี่ยวข้องกับทหาร จะทำการปฏิวัติ คนอย่างผมจะทำการปฏิวัติได้อย่างไร เป็นโหรคณะปฏิวัติก็เป็นไป แต่อย่ามาพูดจาว่าพัวพันคนอื่น ทำหน้าตาซื่อ ให้สัมภาษณ์อย่างโน้นอย่างนี้ คิดอะไรขึ้นมา หรือใครเขาวานให้ทำอะไร ไปรับจ้างใครทำ "

(3) นี่...เป็นวิธีการโต้ตอบของนักโต้วาทีว่า"ไปรับจ้างใครทำ" เหมือนคราวตอบนักข่าวที่ถูกถามว่าเมืองไทยมีนายกฯ2คน ว่า"โถ...สติปัญญามีกันเพียงแค่นี้หรือ น่าสงสารจริงๆ" และคราวที่ตัวเองพูดเอง(แต่จำไม่ได้)ว่ามีคนส่งเอกสารใส่แฟ้มไปให้ที่ทำเนียบรัฐบาลว่ามีคนกำลังคิด"ปฏิวัติ"ครั้นถูกซักไซ้ไล่เลียงมากๆ เข้าก็บอกว่า"นักข่าวถามคำถามชี้นำ

หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ “นายกฯ (ต้นทุน) ต่ำ” , 24 มีนาคม 2551 เคยวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาของนายสมัครไว้ว่า

ยุทธวิธีที่ใช้แต่ละครั้ง นอกจากการบ่น ต่อว่า และเหน็บแนม เพื่อเป็นบ่อนทำลายศรัทธาวิชาชีพสื่อมวลชน ในรายการสนทนาฯ ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มี.ค. “นายกฯ สมัคร” ใช้การประชดประชันด้วยการตอบคำถามประชาชนที่ร้องให้จัดการสื่อว่า ทำไม่ได้ เพราะสื่อมีอิสระเสรี

 “สื่อมวลชนประเทศไทยอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องให้เขามีเสรีภาพ เราทำได้แค่หัวเราะดังๆ ว่า คิดได้แค่นี้ก็ทำหนังสือพิมพ์ได้ ทำส่วนตัว”

เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้เมื่อสมัยเราเด็กๆ ซึ่งมักจะกระแทกเพื่อนที่ไม่ชอบหน้าด้วยการกระทำเหล่านี้ เพียงแต่นี่ออกจากปากนายกรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ

แน่นอนว่า การพูดเก่งมากของนายสมัคร ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่าเป็นนายกฯ ที่สักแต่พูดไม่เห็นผลงาน แต่นายสมัครก็แก้เกี้ยวอย่างสวยงามว่า มีรัฐมนตรีอีก 35 คนที่ทำงานอยู่ และการออกมาพูดมากของตัวเองก็เพื่อแสดงความคิดให้ประชาชนรับทราบ และเพื่อให้ฝ่ายปฏิบัตินำไปใช้เป็นแนวทาง โดยนายสมัครจะติดตามผลในภายหลัง

อาทิ ในการสัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มี.ค. นายสมัครตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีโควตานำเข้าปืน ที่เคยพูดว่าจะจัดการเพื่อให้ราคาปืนถูกลง (รายการสนทนาประสาสมัคร ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 มี.ค.) ว่า เรื่องนี้ตนเพียงแค่ตอบไปเท่านั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะไปดูเองว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ และตนก็จะไม่ไปติดตามเรื่องด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีใหญ่โตอย่างการเปิดบ่อนคาสิโนในไทย ที่กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เหตุก็เพราะนายกฯ สมัคร ตอบคำถามประชาชนในแนวทางจะเปิดบ่อนเสรีในไทย แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นลมปากพัดผ่านไป

เหล่านี้เองก็ถือเป็น “หลักการตลาด” ของนายกฯ สมัคร ที่จะสร้างความพึงพอใจต่อรายการและก็ประสบผลสำเร็จด้วย เพราะทุกวันนี้รายการสนทนาประสาสมัคร เข้าไปนั่งในใจผู้ชมทั่วประเทศ ด้วยลีลาและการตอบคำถามแบบหวังผลเฉพาะหน้าเท่านั้น


2.11 การพูดโกหก
งานวิจัยส่วนมากพยายามหลีกเลี่ยงการศึกษาเรื่องการโกหกของนักการเมือง หรือหากมีก็ใช้คำอื่นเช่น การตอบไม่จริง การพูดความไม่จริง ซึ่ง มีค่าเท่ากับคำโกหก

การศึกษาชิ้นนี้พบว่า นายสมัครกล่าวคำเท็จ (หรือคำพูดไม่จริง) จากกรณีที่ชัดเจนมากที่สุดคือคำโกหกเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 16 ตุลา ‘19

นายสมัคร  สุนทรเวช  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่  12 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงกรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คนว่า จะเอาเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ  โอ้โห  ลองนับดูสิกี่ปี-31 ปี แล้วคุณกี่ขวบ ไม่อยากนั่นหรอก พูดทีไรก็ทะเลาะเบาะแว้งมีเรื่องกัน

นายสมัครกล่าวต่อไปว่า  วันก่อนสำนักข่าวอัลญะซีเราะห์เป็นผู้หญิงสวยมาคุย  คุยกันดี  ดันมาตั้งข้อหาก็เลยต้องพูดจากันไม่ค่อยดี  ต้องเอาใหม่  เปลี่ยนเทปใหม่  คุยใหม่ เพราะตอนนั้นเขายังไม่เกิด แล้วมานั่งกล่าวหา ก็พูดตามที่รู้

"คุณเอาประวัติศาสตร์นั้นใครเขียน-ผมไม่รู้  แต่ผมพูดที่ผมรู้และผมยังมีชีวิตอยู่ คนที่เขาเกี่ยวข้องเขายังอยู่  ผมบอกว่าถ้าผมเป็นคนเลว มาไม่ได้ไกลขนาดนี้หรอก ถ้าผมเป็นคนเกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เดินหน้ามาถึงป่านนี้หรอก" นายสมัครกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าข้อมูลในอดีตถูกบิดเบือนหรือไม่  นายสมัครกล่าวทันทีว่า
“อ๋อ..แน่นอน ไม่รู้ใครบิด ไม่เป็นปัญหา มันเลยมาป่านนี้แล้ว”

สำหรับบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่  9 ก.พ.นั้น นายสมัครได้ให้สัมภาษณ์นายแดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น  ในรายการทอล์กเอเชีย นายริเวอร์สได้ถามถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ว่ามีหลายร้อยคน  นายสมัครปฏิเสธพร้อมกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตมีเพียงแค่คนเดียว  มีนักศึกษาราว  3,000  คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตอนนั้น และเมื่อถูกซักอีกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการอยู่ที่  46  ราย และตัวเลขแท้จริงอาจสูงกว่านั้น นายสมัครก็ยังยืนยันว่า "ไม่  สำหรับผมไม่มีใครเสียชีวิต ยกเว้นชายผู้โชคร้ายคนหนึ่งที่ถูกทำร้าย และถูกเผาที่สนามหลวง มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวในวันนั้น"

คำสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษเป็นดังนี้

New prime minister speaks his mind
Source - Bangkok Post Website (Eng) Monday, February 11, 2008

In October 1976, soldiers killed dozens of left-wing students during a frenzy of anti-communist fervor. Mr Samak was at the scene, as deputy interior minister. His enemies accused him of playing a role to provoke the violence.
Rivers: Would you like to take the opportunity now to condemn what happened in 1976?
Samak: Actually it was a movement of some students. They didn't like the government.
Rivers: But dozens of people, maybe hundreds of people, died.
Samak: No, just one died. There are 3,000 students in the Thammasat University.
Rivers: The official death toll was 46, and many people say it was much higher than that.
Samak: No. For me, no deaths; one unlucky guy being beaten and being burned in Sanam Luang. Only one guy died that day.
Rivers: So there was no massacre?
Samak: No, not at all, but taking pictures, 3,000 students, boys and girls lined up, they say that is the death toll: 3,000. 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน



/1
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31