|
ขณะที่มีการชิงพื้นที่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งฝั่งรัฐบาลนอมินีกับฝ่ายชังทักษิณ การสู้รบบนโลกของอินเตอร์เน็ต เปลี่ยนแนวใหม่
ปิดที่เก่า/เปิดที่ใหม่ แม้ฝ่ายทักษิณจะปิดเว็บไซท์ "ไฮทักษิณ" เพื่อหลีกหนีกระแสกดดันจากหลายด้าน แต่การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารมิได้ลดอุณหภูมิลงแต่อย่างใด
เพราะมีการจุดประเด็น "ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี" มีการแจ้งความดำเนินคดี ฝ่ายที่ถูกกล่าวหากลับไปใช้การเสวนาอภิปรายในมหาวิทยาลัย ขยายผลในกลุ่มของตน สื่อวิทยุในเครือผู้จัดการ ก็มีการเปิดสายให้ผู้ฟังได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แต่ปรากฎว่ามีประเด็นอันจะนำไปสู่ความรุนแรง
มีการชูประเด็น ""ยานเกราะยุคใหม่ / 6 ตุลา ภาค 2" เพื่อโจมตีฝ่ายสื่อสารมวลชน ประเด็นลากยาวไปถึง"บทบาทสื่อมวลชน"ในยุคแห่งความแตกแยกในสังคม
ขณะที่ กลุ่มสื่อสารมวลชน ใช้โอกาสวันเสรีภาพสื่อโลก ประกาศเจนารมณ์เรียกร้องต่อรัฐบาล "หยุดคุกคามสื่อ" มีการจัดกิจกรรมจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ทำรายงาน"วิวาทกรรมนายกสมัครกับสื่อ" เป็นรายงาน 146 หน้า เผยแพร่
ฝ่ายนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ก็ออกมาเรียกร้องให้สื่อหันกลับมามองตัวเอง ให้ใช้บทบาทหน้าที่ของสื่ออย่างสร้างสรรค์
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การต่อสู่นับคู่กันไม่ได้ ทั้งสื่อกับรัฐบาล รัฐบาลกับสื่อ สื่อกับนักวิชาการ
ในขณะที่ฝ่ายชังทักษิณยังคงแสดงบทบาทอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่าย"ชังสนธิ" ก็เปิดแนวรบใหม่ โดยเปิดเว็บใหม่ล่าสุด "ชมรมคนเกลียดสนธิ" http://wehatesondhi.xm.com/index2.html เนื้อหาออกแนวแฉสนธิในทุกประเด็น นอกจากแฉประวัติและบทบาทของ"สนธิ"แล้วยังเก็บคดีความมาเผยแพร่ด้วย ศาลสั่งจำคุก สนธิ ลิ้มฯ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่น ภูมิธรรม
กล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์-ทำเว็บไซต์ฉาว manusaya พร้อมปรับไทยเดย์ดอทคอม 2 แสนบาท เจ้าตัว เตรียม 1 แสนขอประกันตัว
วันที่ 29 มี.ค. 2550 ที่ห้องพิจารณาคดี 913 ศาลอาญารัชดาฯ ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และผู้ก่อตั้งนสพ.ผู้จัดการ ที่ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีพูดพาดพิงถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่ระบุว่า นายภูมิธรรม เป็นคนยุค 14 ตุลา ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เคยเป็นสมาชิกที่นิยมการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ มุ่งทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์ มานุสยา ดอทคอม (www.manusaya.com) ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศสวีเดน
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานการนำสืบของโจทก์แล้ว พิพากษาว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง โดยมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโจทก์ และจำเลยมีเจตนาจะใช้ข้อความดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือชักนำประชาชนที่ไม่ทราบความเป็นจริงมาเป็นแนวร่วมในการล้มล้างรัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งศาลเห็นว่า การต่อต้านรัฐบาลสามารถทำได้ แต่จำเลยไม่สมควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้อง จึงเห็นควรลงโทษจำเลยให้สาสม พิพากษาให้จำคุกจำเลย 2 ปี ส่วนบริษัท ไทยเดย์ ดอทคอม จำกัด เจ้าของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ศาลเห็นว่ากระทำผิดจริง สั่งปรับเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมให้บริษัท ไทยเดย์ ดอทคอม จำกัดและนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในนสพ.ผู้จัดการรายวัน จำนวน 3 ครั้ง โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.2550
นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ทำลายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 26-27 พ.ย.2548 ที่ลงข้อความดังกล่าว รวมถึงวีซีดี ดีวีดี ที่บันทึกรายการฯ สด เพื่อวางจำหน่ายให้ประชาชน และลบข้อความในเว็บไซต์ผู้จัดการที่ลงข้อความของนายสนธิ
ด้านนายสนธิ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่าเตรียมหลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์วงเงิน 1 แสนบาทเพื่อยื่นประกันตัวและจะยื่นอุทธรณ์คดีในวันนี้
"เรื่องเล็กครับ ในชีวิตผมขึ้นศาลมา 200 กว่าคดีแล้ว แพ้ก็อุทธรณ์"นายสนธิกล่าว
ขณะที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ (29 มี.ค.50) ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ของ บริษัท ทิพยประกันภัย วงเงิน 200,000 บาท ในการใช้ยื่นขอปล่อยตัวนายสนธิชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่
ล่าสุดมีรายงานว่า ศาลอนุญาตให้มีการประกันตัวชั่วคราวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุลแล้ว
ศาลอาญาสั่งจำคุก 3 ปี คดีหมิ่น ทักษิณ
หลังไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง แถมยังนำม็อบพันธมิตรฯแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง สร้างความแตกแยก จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษและไม่รอลงอาญา ส่วนบก.ผจก.โดนพ่วงด้วย 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา เจ้าตัวน้อมรับ แต่ยื่นขออุทธรณ์ ยังอ้างการขึ้นเวทีพันธมิตรฯทำ เพื่อชาติ
วันที่ 25 ธ.ค. 2550 ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6-24 มี.ค. 2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค. จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า "ไม่มีนายกฯคนไหนในโลกนี้ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯ คนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว"
ต่อมาวันที่ 10 มี.ค. จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า "ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเองด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่าทำไมต้องเล่าให้ฟัง ก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้วขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตาย ไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ"
นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค. 2549 จำเลยที่ 1 ได้ปรายศรัยว่า "เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ตถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย" ในวันที่ 16 มี.ค. นายสนธิจัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์"
ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค. บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า "ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติเพราะเรามีนายกฯที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบฯ แล้วขึ้นไปนั่งคร่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้"
ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 ด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และแขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ. 7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์
เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่าโจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูง หวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท
พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือน เนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทาง สถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสียทั้งทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง
ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลืองอันเป็นสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วนให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ
การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลหรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย โดยกล่าวหานายภูมิธรรมร่วมพรรคคอมมิวนิสต์
ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
หลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิมีสีหน้าเคร่งเครียด และได้ยื่นคำร้องพร้อมกรมธรรม์ประกันอิสรภาพมูลค่า 3 แสนบาท ขอประกันตัวออกไป โดยกล่าวว่าขอน้อมรับคำพิพากษาของศาล แต่จะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ซึ่งหากในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผิดก็พร้อมจะยอมรับผล อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของตนเองเป็นการทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกลัวหรือไม่หากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลแล้วพ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเช็กบิลย้อนหลังกลุ่มพันธมิตรฯ นายสนธิกล่าวว่า ไม่รู้สึกกลัวและอยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาตอบคำถาม และต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง
ศาลเชียงรายสั่งจำคุกคดีหมิ่นประมาท ขรก.ป่าไม้อีก 1 คดี เป็นเวลา 1 ปี
วันที่ 7 มี.ค. 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดเชียงราย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งเครือ 'ผู้จัดการ' พร้อมกับทนายความ ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดเชียงราย เนื่องจากศาลนัดฟังคำพิพากษากรณีหมิ่นประมาทในเวลา 9.30 น. จากกรณีที่นายเก่งกาจ ศรีหาสาร ข้าราชการระดับ 8 กรมอุทยานและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ จากกรณีขึ้นปราศรัย 'เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร' ที่ จ.ระยอง และกล่าวหาว่า ได้มีคนนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปวางระเบิดที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร
ต่อมาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ศาลจังหวัดเชียงราย ออกนั่งบัลลังก์ และอ่านคำพิพากษา ตามที่นายเก่งกาจ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่า นายสนธิได้กล่าวหาและหมิ่นประมาทตนเอง กรณีจุดประทัดในช่วงที่มีการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ในวันที่ 20 ม.ค. 2549 ได้มีการพูดซ้ำ ในการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่จ.ระนองอีกครั้ง เพราะมีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ เมเนเจอร์เรดิโอ.คอม ทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียง
โดยมีข้อความหมิ่นประมาทตอนหนึ่งว่า "กรมอุทยานป่าไม่ส่งเจ้าหน้าที่อุทยานรักษาป่ารวมกับประชนที่อ.แม่จัน จ.เชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเกือบ 2,000 คน มาก่อกวน มาทำร้ายประชาชน แล้วมาจุดประทัดทำให้แม่และเด็กต้องบาดเจ็บ แล้วในที่สุดก็มีชาวบ้านประชาชนที่รักความเป็นธรรมชี้ให้ดูว่าใครเป็นคนจุด ตำรวจก็เลยจับไปปรับ 100 บาท เมื่อไปปรับ 100 บาทแล้ว เขาให้การว่าเขามาหาญาติ ผมก็นึกในใจบอกว่าบรรพบุรุษเขาคงสอนว่า ถ้าหาญาติไม่เจอให้จุดประทัดหาญาติใช่ใหม ปรากฏว่าพี่น้องชาวครู เพื่อนร่วมตายของผม ปรากฏว่าคนที่มาหาญาติเนี่ยมันเป็นซี 8 มือขวาของอธิบดีกรมอุทยานป่าไม้ ชื่อนายเก่งกาจ ศรีหาสาร ตามหลักฐานที่ตำรวจเขาค้นมา พ่อ แม่พี่น้อง เพื่อนครู ที่รักถ้าเรามีซี 8 ซี 8นี้ที่เป็นรองผู้อำนวยการแล้วนะ เป็นรองผู้อำนวยการฝ่าย ถ้าเรามีซี 8 ซึ่งมันบังอาจมาก่อกวนประชาชน ด้วยการจุดประทัด ในที่สาธารณะแล้วนำคนมาป่วน ประชาชนได้ ถามต่อถ้าซี 8 มันสันดานยังเป็นอย่างนี้แล้วรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีศึกษาสันดานมันจะเป็น อย่างไง ท่านพ่อแม่ พี่น้องเพื่อนประชาชน ตำรวจที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยเมื่อคืนนี้ตำรวจ ส.น.ลุมพินี จำเป็นต้องจับคนที่มาจุดประทัด โปรดสังเกตุผมใช้คำว่า จำเป็นต้องจับ จำเป็นต้องจับ เพราะว่า ประชาชนชี้ให้จับไม่จับไม่ได้ เมื่อจับมาแล้วไอ้คนซึ่ง มาก่อกวนสร้างความวุ่นวายกลายเป็นข้าราชการ ซี 8 อายมั้ย มันไม่อาย "
อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ตามพยานและหลักฐานเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน เทปบันทึกภาพและเสียงแล้วว่า มีเจตนาให้ร้าย บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาโจทก์ เพื่อปลุกระดม จูงใจให้ผู้ฟังการปราศรัยมีความเห็นคล้อยตามที่จำเลยกล่าวหาเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้มุ่งพิสูจน์ความจริงทางกระบวนการยุติธรรม ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ และครอบครัวที่ไม่มีโอกาสตอบโต้ทางสื่อสารมวลชนเช่นเดียวกับจำเลย และยังก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม เกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อน จึงอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน จำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการศึกษาอยู่ในระดับสูงของสังคมไทย ทั้งประกอบอาชีพสื่อสารมวลชนจำเลยจึงควรที่จะมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่า ผู้ที่มิได้รับการศึกษา จึงไม่รอลงอาญาแล้วให้นายสนธิลงโฆษณาแก้ไขปัญหาต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ ระยะเวลา รวม 7 วัน
สนธิ อ้างมีขบวนการจ้องเล่นงาน 3 คดีโดนแล้ว 6 ปี
ต่อมานายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวผ่านรายการ ชั่วโมงข่าว ทางสถานีเอเอสทีวี ว่า คดีความนี้ ตนไม่หนักใจ เพราะเป็นเกมการเมืองที่ถูกวางไว้นานแล้ว คดีนี้ฟ้องตนเมื่อต้นปี 2549 เป็นช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีอำนาจล้นฟ้า นายเก่งกาจ (ศรีหาสาร โจทก์) เป็นลูกน้องคนสนิทของนายยงยุทธ ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อตนอยู่ภายในห้องอภิปรายและไม่รู้ว่าใครเป็นคนจุด รุ่งขึ้นตนไประยองเพื่อปราศรัย การพูดก็ด้วยความบริสุทธิ์ เพราะไม่รู้ข้อมูล แต่ผู้พิพากษาไม่ได้นำภาพมาพิจารณาเลยว่า นายเก่งกาจอยู่ในที่เกิดเหตุ และไปทำอะไรที่นั่น ตนขี้เกียจเถียงเรื่องนี้ในทางโทรทัศน์ แต่จะเอาไปสู้ในชั้นอุทธรณ์
นี่เป็นกระบวนการ ผมเฉยๆ ผมยอมรับคำพิพากษา และมีสิทธิไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากเล่นตามเกม ผมก็พร้อมเล่นตามเกม มันมีขบวนการ คดีแรก พิพากษาผม 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีที่ 2 ก็เล่นงานอีก 3 ปี แล้วเอาเรื่องเสื้อเหลืองมาอีก ในทำนองว่า ผมเป็นตัวป่วน ในคำพิพากษาก็บอกว่า เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เราก็จะอุทธรณ์ต่อและฎีกาต่อ แต่อยากเรียนให้ประชาชนทราบว่า กำลังใจไม่ถดถอย วันนี้ไปฟังคำพิพากษา ก็เต็มใจรับโทษ เพราะรู้ดีว่าเค้าจะลงโทษ ทำไมเค้าไปฟ้องที่เชียงราย คุณก็ทราบดีว่าใครเป็นเจ้าพ่อที่เชียงราย...เค้าพยายามใช้กรณีศาลมาบีบผม 3 คดีรวม 6 ปีแล้ว เค้าบีบให้ผมเจรจา ผมไม่คุยด้วย ผมยืนที่ไหน ก็เห็นยืนอยู่ที่เก่า ผมไม่เสียใจ ถึงจะชนะก็ไม่ดีใจ ผมทำงานให้ชาติบ้านเมือง การทำงานให้ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเอง หากถึงที่สุด ถ้าฎีกาเห็นว่า ผิดจริง ผมก็จะเดินหน้าเข้าคุก ที่พูดนี้ ไม่อยากยกยอตัวเอง ผมทำทุกอย่างเพื่อชาติ เมื่อเจ็บก็ยอมเจ็บคนเดียว จะไม่ยอมมาร้องว่า ทำเพื่อชาติแล้วเจ็บคนเดียว คนที่เจ็บคนเดียวก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล และไม่ต้องกังวล ผมพร้อมจะยืนหยัดอยู่นายสนธิกล่าว
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ขอประกาศว่า ตนยอมรับคำพิพากษา แต่ไม่เห็นด้วยกับท่าน (หมายถึงผู้พิพากษา) มั่นใจว่า วันหนึ่งในเวลาไม่นานนี้ ความจริงจะปรากฏว่าจริงหรือเท็จ ไม่นานนี้จะได้เห็นกัน ********************************* หากสนใจจะเข้าร่วมขบวนการ"ชมรมคนเกลียดสนธิ" http://wehatesondhi.xm.com/index2.html ก็เชิญนะครับ ที่อยากเน้นคือแม้จะเกลียดสนธิ แต่อย่าไปเกลียดพันธมิตรนะครับ แยกส่วนตัว/ส่วนรวม ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปของบ้านเมือง ในสถานการณ์ที่ประชาชนแตกแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย อยากให้เรามองว่า ความแตกต่างทางความคิดในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่อย่าดึงดัน พากันเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง
ให้ใช้วิธีของหลักนิติรัฐ หรือให้กฎหมายเป็นตัวตัดสินกันดีกว่า ไม่มีใคร ดีเต็มร้อย และ ไม่มีใครชั่วจนไม่มีดีซักอย่าง
บางเรื่องตัวเราอาจแย่กว่าคนที่เราชี้หน้าด่าว่าอยู่ด้วยซ้ำในบางเรื่อง
หากอ่านคำตัดสินของศาลอย่างพินิจพิเคราะห์ อาจเห็นความนัยที่ซ่อนไว้ในนั้น นั่นคือการดึงสถาบันฯ ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง
ศาลท่านใช้โอกาสนั้นแสดงคำวินิจฉัยให้เห็นแล้ว หากใครยังคิดใช้ประเด็นเกี่ยวเนื่องสถาบันฯ เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้
อาจนำไปสู่ความรุนแรงจนฝ่ายรักษาความมั่นคงจออกมาแสดงพลัง นำประเทศชาติไปสู่จุดที่ไม่พึงประสงค์ได้ไม่ยาก
ต่อสู้กันด้วยเหตุผลและสติ บนหลักการ"สันติวิธี" นะครับ แคน ไทเมือง หมายเหตุ อย่าว่าแต่ประชาชนแตกแยก รัฐบาลวิวาทะสื่อมวลชน แต่ หน่วยงานตรวจสอบก็ล่อกันเองแล้ว 'สัก'ยื่นฟ้องรองอสส.ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานกล่าวหา คตส. 'เฮงซวย-ทุเรศ-คุณภาพต่ำ'
|