• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 794
  • จำนวนผู้ชม : 322839
  • จำนวนผู้โหวต : 489
  • ส่ง msg :
สายใยไทยทั้งเมือง
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551
พันธมิตร VS ราชวินิต...เดินตามเด็กหมาไม่กัด...!!!
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 714 , 17:14:38 น.  
พิมพ์หน้านี้


หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่วันที่ 25 เดือนที่แล้ว อันเริ่มมาจากการคัดค้านยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยเริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาปักหลักที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ จนกระทั่ง วันที่ 20 ที่ผ่านมา จึงได้ยกขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

เดิมนั้นรัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้รัฐสภาทำงานทั้งการอภิปรายทั่วไปของ สว. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

จนในที่สุดคอการเมืองเรียกว่า "รัฐบาลจนตรอก" หรือ "ยุทธการไล่สุนักเข้ากรง" ทำให้รัฐบาลจำต้องเปิดสภาเพื่อให้วุฒิสภาและฝ่ายค้าน อภิปรายทั่วไป และอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะแรงกดดันจากกระแสสังคมมีมากจนอั้นไม่อยู่

ส่วนจะเป็นการแค่นเขียนกระทู้หรือกระเหี้ยนกระหือรืออภิปรายหรือไม่ ประชาชนชาวไทยก็ได้รับรู้กันแล้วว่า ฝ่ายค้าน สว. และพันธมิตรคิดยังไง

รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคิดยังไง จะปรับครม.หรือไม่ นั่นก็แล้วแต่ว่า ตัวนายกรัฐมนตรียังเขินอายต่อคำแนะนำของสื่อมวลชนหรือไม่ ....

หากจะพูดถึงชัยชนะจากการกดดันรัฐบาล ตั้งแต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีรัฐมนตรีข้อหาหมิ่นฯเบื้องสูง หรือแม้กระทั่งกรณีการลงนามรับรองในแถลงการณ์ร่วมการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของรัฐมนตรีต่างประเทศ

จากการฟ้องร้องศาลปกครองของฝ่ายพันธมืตร ทำให้รัฐบาลจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ยับยั้งการลงนามนั้นไว้เป็นการชั่วคราว

นั่นถือเป็นชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ซึ่งในวานนี้นี้ครม.ก็ลงมติให้ รมว.ต่างประเทศไปชี้แจงในที่ประชุมมรดกโลกด้วยตนเอง แต่จะได้ผลในทางกฎหมายหรือไม่ ต้องแล้วแต่การตัดสินใจของรัฐบาลเขมร เพราะเมื่อลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว มันมีผลตามกฎหมายทันที การคัดค้านการขึ้นทะเบียนมาดกโลกฝ่ายเดียวจะมีผลหรือไม่ยังเป็นปัญหา

ส่วนการดำเนินการด้านอื่นๆ ทั้งฝ่าย สว. และพรรคฝ่ายค้าน ก็ดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อมาตรา 190 หรือไม่ ล่าสุด ประธานรัฐสภาก็ได้รับเรื่องไปดำเนินการต่อเรียบร้อยแล้ว

ฟังเสียงนักวิชาการทางกฎหมายมหาชนแนวโน้มน่าจะออกมาทางบวกต่อฝ่ายต่อต้านค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลก็ยังยืนยันว่า ...ครม. ไม่ผิด...แต่ก็นั่นแหละหลักการทางกฎหมายย่อมเป็นหลักการที่ยืนยงมาตั้งแต่อดีต

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายมหาชนเขียนบทความเรื่องนี้ความยาว  2 ตอนบ่งบอกว่า การลงนามในแถลงการณ์ร่วม คือการทำสนธิสัญญาและส่อว่าขัดต่อมาตรา 190 อย่างชัดเจนเพราะเรื่องนี้ รัฐบาลต้องนำเข้าปรึกษาหารือในรัฐสภาและต้องนำข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนได้ร่วมรับรู้

เรื่องนี้ฝ่ายค้านได้ดำเนินการตาม มาตรา154(1) และประธานรัฐสภาได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตั้งแต่ 16.00 น. วันที่1 กรกฎาคมแล้ว คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อมาตรา 190 ครม.ทั้งคณะมีโอกาสถูกถอดถอนได้ไม่ยาก เพราะเป็นการกระทำตามมติครม.

ตราบใดที่อำนาจตุลาการทำหน้าที่ได้ และได้รับการยอมรับ
ตราบนั้นระบอบประชาธิปไตยก็ยังสามารถดำเนินไปได้ ไม่ติดขัด

เพราะการใช้อำนาจตุลาการเป็นผู้ตัดสินข้อขัดแย้ง คือการทำตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

และนี่คือการคานอำนาจ การถ่วงดุลของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ตามรัฐธรรมนูญ ( มาตรา 3 ได้เพิ่มเติมข้อความให้ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการและองค์กรอื่นๆ ทำตามหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มี )

วกมาเรื่องการชุมนุมหน้าทำเนียบนั้น ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิ์ ของฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ

ต่างฝ่ายก็อ้างความชอบธรรมในการต่อสู้ไม่ลดละ  แม้ฝ่ายรัฐบาลเองก็ใช้ทุกวิถีทางที่จะจำกัดการชุมนุม การเผยแพร่การถ่ายทอดสดของ ASTV แต่ก็ไม่มีผลใดๆ

ฝ่ายกองกำลังของ สส.ฝ่ายรัฐบาล จัดหน่วย นปก. และกลุ่มมหาประชาชน ดำเนินการต่อต้านการชุมนุมของพันธมิตรมาโดยตลอด

แต่หาได้ทำให้กลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมกันอยู่นานนับเดือนลดน้อยถอยลงไม่

เมื่อนักเรียน ครูอาจารย์จำนวน 10 คน ได้ไปยื่นร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้คุ้มครองชั่วคราว กรณีนี้ ศาลแพ่งโดยนายวรวิทย์ ฤทธิทิศ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งในคดีดังกล่าว ซึ่งระบุว่า

หลังจากที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวแล้ว เห็นว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสิบ ฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกรื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งขนย้ายสิ่งกีดขวางอื่นๆ ทั้งหมดที่ปิดกั้นบนถนน พระราม 5 และถนนพิษณุโลก ออกไปโดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมชุมนุม ปิดถนนดังกล่าวและตั้งเวทีปราศรัยประท้วงขับไล่รัฐบาลเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสิบ และนักเรียน เพราะทำให้โจทก์ทั้งสิบ และเด็กนักเรียนไม่สามารถใช้ถนนได้ตามปกติ และเป็นการรบกวนการเรียนการสอนของ ร.ร.ราชวินิตมัธยม เพราะจำเลยทั้งหกกับพวกเปิดเพลง ปราศรัยถ่ายทอดเสียงผ่านเครื่องขยายเสียงที่ส่งเสียงดัง

 จึงขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยทั้งหกใช้เครื่องขยายเสียง ระหว่างเวลา 07.30 น.-14.30 น. กรณีนี้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ในกรณีนี้เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่โจทก์ทั้งสิบและเด็กนักเรียน

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 (2) จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกกับพวก เปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้โจทก์ทั้งสิบ รถยนต์โดยสารสาธารณะและประชาชนสามารถผ่านไปมาได้โดยสะดวก

และห้ามจำเลยทั้งหกกับพวกใช้เครื่องขยายเสียงในลักษณะที่เป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ในวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 07.30 น.-16.30 น. ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้คำสั่งศาลนี้มีผลทันที

*************************

แม้ทางหนึ่งเมื่อวานนี้ ทนายความฝ่ายพันธมิตรจะไปยื่นร้องคัดค้านที่ศาลแพ่งตามแนวทางการต่อสู้

แต่อีกทางหนึงฝ่ายพันธมิตรก็ได้รื้อถอนเต้นท์ จากเดิมที่กางเรียงราย ได้รื้อออกไปหมดแล้ว ส่วนเวทีก็มีการปรับเปลี่ยนเวทีให้มีขนาดเล็กลง และเปิดเวทีชุมนุมเมื่อเวลา 16.30 น. ตามคำสั่งศาล

ดูเหมือนว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร จะรู้สึกดีใจ สะใจ ที่พันธมิตรต้องแพ้คดีนี้ แต่หากมองการต่อสู้ในภาพรวมก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ในทางการเมืองนั้น ฝ่ายรัฐบาลและบริวาร หาได้กระทำการใดๆ ที่ระคายเคืองพันธมิตรได้แต่อย่างใด เว้นแต่นำกลุ่มอันธพาล มาไล่ตีคนแก่และเด็ก ผู้หญิง จนฝ่ายพันธมิตรต้องจัดตั้งกองกำลังรักษาชีวิตและทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรเอง

ส่วนการดำเนินการทางศาล ฝ่ายพันธมิตรดูเหมือนจะสะสมชัยชนะมาโดยตลอด

การปฏิบัติตามคำสั่งศาลของพันธมิตรครั้งนี้ น่าจะถือว่าระบบนิติรัฐยังใช้ได้ในสังคมไทย

สิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะใช้ได้ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น

และเด็กนักเรียนก็ได้ใช้สิทธิ์นั้นและได้รับการตอบรับจากศาลดังกล่าว

ถึงที่สุด การใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงใช้ได้เพราะศาลมิได้มีคำสั่งห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด

การร้องค้านของฝ่ายพันธมิตรได้แถลงต่อศาลไปแล้วในวันนี้ ศาลสั่งให้มาฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ เวลา 13.00 น.

การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด...การชุมนุมก็ยังจะมีต่อไป แต่อาจปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เพื่อทำตามยุทธศาสตร์ใหญ่ นั่นคือ "ขับไล่รัฐบาล"

แต่ก็นั่นแหละครับการถอยกรูดๆของรัฐบาลยังมองไม่เห็นหนทางที่จะดึงดันอยู่ในอำนาจต่อไปได้ แม้จะผ่านคะแนนไว้วางใจจากเสียงในสภา แต่เสียงนอกสภานั้นรัฐบาลแพ้หลุดลุ่ย

และ...สุภาษิตของรัฐบาลไทยวันนี้ต้องขอบอกว่า

..".เดินตามเด็ก...หมาไม่กัด"...

แคน ไทเมือง



/1
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31