• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 650
  • จำนวนผู้ชม : 213631
  • จำนวนผู้โหวต : 370
  • ส่ง msg :
สายใยไทยทั้งเมือง
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551
กรมแผนที่ทหาร และจุฬาฯ เปิดข้อมูลปราสาทพระวิหาร ( 1 )
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 2040 , 21:42:05 น.  
พิมพ์หน้านี้


เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี

พิธีกรกล่าวแนะนำการอภิปราย และแนะนำผู้ดำเนินรายการ
 
คุณวัชรินทร์ ยงศิริ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวรายงานต่อผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา และผู้เข้าร่วมการอภิปราย
 
กล่าวเปิดการอภิปรายโดย อาจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ (ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สวัสดีท่านวิทยากรและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน สถาบันเอเชียศึกษาเป็นสถาบันวิจัยซึ่งมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งคือ การทำงานวิจัยที่สำคัญซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของเอเชีย นอกเหนือจากนี้สถาบันยังนำเอาผลงานวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ที่สถาบันมีเครือข่าย เช่น กับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มาส่งผ่านความรู้กลับคืนให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของสถาบันเอเชียศึกษา

สถาบันมีคติว่า เมื่อเอเชียมีปัญหา สถาบันเอเชียศึกษามีคำตอบ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันเอเชียศึกษาจึงมีการจัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องมา ในกรณีเขาพระวิหารได้กลายมาเป็นกรณีสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ ความจริงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเป็นเรื่องเก่าที่ก่อให้เกิดความระหองระแหงและกินใจกันลึก ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา บางครั้งสถานการณ์ไม่อำนวยไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยเรื่องการเมืองหรือวัฒนธรรมก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหารมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ ครั้งนี้อีกเช่นกันประเด็นเรื่องเขาพระวิหารถูกยกขึ้นมาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ ทางสถาบันเอเชียศึกษาเห็นว่าปัญหาเขาพระวิหารเป็นอีกปัญหาของเอเชีย จึงฉุกคิดได้ว่าเขาพระวิหารจะส่งผลอย่างไรกับอนาคตความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชานับแต่นี้เป็นต้นไป นี่จึงเป็นที่มาของการจัดอภิปรายในครั้งนี้ และเนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญ จึงจัดการอภิปรายให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติวัฒนธรรม มิติชาติพันธุ์ มิติทางกฎหมาย มิติความมั่นคง กองทัพ และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่สละเวลามาให้ความรู้กับผู้ฟังในวันนี้ และขอบขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยประชาสัมพันธ์งาน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ “เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ขอบคุณครับ


พันเอก นพดล โชติศิริ

(กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด):

สภาพแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร เป็นสันปันน้ำ 524 กิโลเมตร เป็นเส้นตรง 58 กิโลเมตร เป็นลำคลอง 216 กิโลเมตร แนวเขตแดนเริ่มตั้งแต่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงหลักเขตแดนที่ 73 บริเวณแหลมสารพัดพิษ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

แนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกกำหนดให้เป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายที่สำคัญดังนี้

  • ประการแรก สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ว่าด้วยดินแดนและข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส วันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 122 (ค.ศ. 1904)
  • ประการที่ 2 สัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 (ค.ศ. 1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 (ค.ศ. 1907)
  • ประการที่ 3 สิ่งที่ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายคือ แผนที่ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ 1907 ที่ผ่านมารวมทั้งเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
สำหรับการสำรวจและปักปันเขตแดนนั้น สยามและฝรั่งเศสได้แต่งตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสขึ้น โดยมีหน้าที่ในการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ฝ่ายสยามมีพลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธาน ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสมี พันตรีแบร์นาร์ เป็นประธานกรรมการ

คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ทำแผนที่แสดงแนวเขตแดนมาตรส่วน 1:200,000 ไว้จำนวน 6 ระวาง (แผนที่มีชื่อว่า Commission de Délimitation entre l’ Indochine et le Siam) ในเวลานั้นเมืองเสียมราฐ พระตะบอง อยู่ในเขตไทย ซึ่งศรีโสภณตอนนั้นอยู่ในเขตเมืองพระตะบอง ต่อมาในปี 1907 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนดินแดนกันระหว่างจังหวัดตราด อำเภอด่านซ้ายกับเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ พร้อมทั้งได้มีการทำสนธิสัญญาแสดงแนวเขตแดนฉบับ ค.ศ. 1907

ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยฝ่ายสยามมีพระองค์เจ้าบวรเดช เป็นประธาน ฝ่ายฝรั่งเศสมีพันตรี กิชาร์ มองแกร์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้นับเป็นคณะกรรมการปักปันเขตแดนชุดที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ในการปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1907 และคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำแผนที่มาตรส่วน 1:200,000 โดยใช้ชื่อเดิม แผนที่ชุดนี้ได้เฉือนส่วนที่เป็นพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ออกไป เพราะฉะนั้นแผนที่ชุดนี้จะเหลืออยู่จำนวน 5 ระวาง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบัน แผนที่ชุดนี้ได้จัดทำแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1908 ส่วนจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานีให้ใช้แผนที่ที่จัดทำไว้เดิมตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จำนวน 2 ระวาง คือ ระวางดงรักและระวางโขง  เขาพระวิหารอยู่ในระวางดงรัก

นอกจากนั้นยังได้ทำการปักปันเขตแดนไว้จำนวน 75 หลัก  หลักใหญ่ 73 หลัก หลักย่อย 2 หลัก โดยเริ่มหลักเขตแดนที่ 1 ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ รอยต่อกับจังหวัดสุรินทร์ ไล่ลงมาจนถึงหลักเขตแดนที่ 73 ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ทั้งนี้ไม่มีการปักหลักเขตแดนไว้ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี เพราะปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้

ปัญหาและลักษณะของเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จากหลักฐานทางกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือเป็นดังนี้

ตามสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 กำหนดให้แนวเส้นเขตแดนไปตามสันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักฝั่งบนเป็นฝั่งไทย ฝั่งล่างเป็นฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทเขาพระวิหารอยู่บนเนิน ส่วนทางขึ้นปราสาทนั้นอยู่ทางฝั่งไทย โดยจะกันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในฝั่งไทย แต่แผนที่มาตรา 1:200,000 ของพันตรีแบร์นาร์ กลับลากเส้นเขตแดนไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารขึ้น จึงมีสาเหตุจากการที่เส้นเขตแดนในแผนที่ไม่ตรงกับที่เขียนไว้ในสนธิสัญญา ท่านผู้ฟังคิดว่าระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่ อย่างไหนมีความสำคัญเหนือกว่ากัน สนธิสัญญาเปรียบเสมือนกฎหมายแม่ เมื่อระบุให้ไปตามสันปันน้ำแล้ว แผนที่ก็ควรไปตามสันปันน้ำด้วย หรือท่านคิดว่าแผนที่ที่มาทีหลังควรจะมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่มาทีหลัง ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้ไทยมีข้อพิพาทกับกัมพูชา

แผนที่ชุดของพันตรีแบร์นาร์เห็นได้ชัดว่า กันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา และกัมพูชาก็ยึดถือเส้นเขตแดนนี้เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 เมื่อเกิดข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ใน พ.ศ. 2505 ศาลโลกได้ติดสินให้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร (ตัดสินเฉพาะตัวปราสาท) ให้เป็นของกัมพูชา หลังคำตัดสินของศาลโลกแล้ว ฝ่ายไทยได้กันเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารออกจากแผนที่ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 โดยวิธีการนับออกจากบันไดนาค บันไดสิงห์ 20 เมตร ห่างออกมา 100 เมตร มาถึงเป้ยตาดี โค้งไปถึงบันไดหัก


ปัจจุบันฝ่ายไทยได้ยึดถือเอาเส้นเขตแดนที่ปรากฏตามแผนที่ 1:50,000 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายึดถือแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ปักปันตามมาตราส่วน 1:200,000 (หรือแผนที่แบร์นาร์) ซึ่งเส้นเขตแดนทั้งสองแนวมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น พื้นที่ที่อยู่ในสองเส้นเขตแดนดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่เป็น Grey Area ดังนั้นการกระทำกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่นี้ มักจะมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างสองฝ่ายอยู่เสมอ


ในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการร่วมมือเพื่อพัฒนาปราสาทพระวิหาร ต่อมาในเดือนมีนาคม 2547 คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการประชุมและตกลงในหลักการที่จะมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในรูปแบบของการดำเนินการร่วมกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา


ต่อมาในเดือนมกราคม 2549 กัมพูชาได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยใช้แผนผังที่แสดงองค์ปราสาทและพื้นที่อนุรักษ์บางส่วนล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตคุ้มครองปราสาทพระวิหาร แสดงพื้นที่ Zone ต่าง ๆ และการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาในเขตคุ้มครองล้ำเข้ามาในดินแดนไทย แผนผังแสดงเขตอนุรักษ์ของกัมพูชาเมื่อพิจารณาจากเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 จะเห็นว่าบริเวณที่เป็น Core Zone หรือ Central Zone  จะล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยประมาณ 0.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 331 ไร่ ส่วน Buffer Zone ไม่ได้ล้ำเข้ามาในเขตไทย แผนผังชุดนี้กัมพูชาแนบไปเมื่อเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ให้กับคณะกรรมการมรดกโลก หรือ UNESCO เป็นผู้พิจารณา


ส่วนที่ล้ำเข้ามาในเขตไทยตรงพื้นที่ Development Zone ประมาณ 2.5 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 1,500 กว่าไร่ ปัญหาคือ ถ้าหากคณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชาแล้ว จะทำให้ท่าทีในเรื่องเขตแดนของกัมพูชาได้รับการยอมรับในระดับพหุภาคี และจะกระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของไทยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว


ในส่วนของไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาถึงผลกระทบของกรณีดังกล่าว ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้พยายามหารือกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา  เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550


ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก ฝ่ายไทยพิจารณาและเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรหาข้อยุติในประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องของเส้นเขตแดน เรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งจะเกี่ยวพันกับพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชาในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารให้ได้ก่อน แต่จากการหารือก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร


ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีมติให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร หมายความว่า ต้องร่วมมือกันโดยจะมีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ที่ควิเบก ประเทศแคนาดา ปี 2008 นี้ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องเสนอรายงานความก้าวหน้า (Progress Report) ผลการดำเนินการ ให้ประธานคณะกรรมการมรดกโลกทราบ ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งทราบมาว่าขณะนี้ได้ประชุมร่วมกันไปแล้วที่กรุงพนมเปญ


ฝ่ายไทยได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อจัดทำ Roadmap วางยุทธศาสตร์ของไทยในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ มีการจัดประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำแผนแม่บทในด้านการบริหารจัดการแผนบูรณปฏิสังขรณ์ และอนุรักษ์โบราณสถาน ตลอดจนแผนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทย ตามมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีลักษณะการดำเนินการร่วมกัน กำหนดแผนงานไว้ 4 แผน คือ

  1. แผนงานบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยรวมตัวปราสาทพระวิหารและบริเวณเขาพระวิหาร
  2. แผนบูรณปฏิสังขรณ์และอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร
  3. แผนแก้ไขปัญหาในเรื่องเขตแดนและอำนาจอธิปไตย
  4. แผนในเรื่องการรักษาความมั่นคงและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สิ่งที่อาจจะเป็นผลตามมาและกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นข้อกังวลของฝ่ายไทยมี 2 กรณี คือ

  • กรณีแรก  คือ หากกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยลำพัง (Separate Nomination) ได้เป็นผลสำเร็จ สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร เนื่องจากแผนผังชุดนี้แสดงเขตคุ้มครองปราสาทพระวิหาร มีพื้นที่พัฒนารุกล้ำเข้ามา 2.5 ตารางกิโลเมตร เทียบกับมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 ซึ่งถ้าหากกัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนได้เป็นผลสำเร็จ แผนผังชุดนี้จะมีบังคับใช้โดยปริยาย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองฝ่ายควรจะมีสิทธิ์ที่จะกำหนดพื้นที่ที่จะเป็น Central Zone หรือ Buffer Zone หรือ Development Zone เพราะว่าเป็นพื้นที่ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาร่วมกัน หรือร่วมมือกันพัฒนาจึงจะประสบผลสำเร็จ โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเขตแดน กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ให้เรื่องของเขตแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาร่วม แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกลไกในการเจรจาในเรื่องของเขตแดนของทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • กรณีที่ 2 คือ ถ้าหากกัมพูชาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่สำเร็จ ในลักษณะที่ไม่ได้มีการดำเนินการร่วมมือ สิ่งที่ตามมาคือ ฝ่ายไทยจะตกเป็นจำเลยว่าเป็นผู้ขัดขวางการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ประกอบกับในช่วงนี้เป็นระยะของการหาเสียงทางการเมืองของกัมพูชา เกรงว่าประเด็นเขาพระวิหารอาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้
สรุป ทั้งสองกรณีต่างก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประเทศไทยทั้งสิ้น กรณีแรก ขึ้นทะเบียนได้ก็มีผลเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย กรณีที่สอง ขึ้นทะเบียนไม่ได้ไทยก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวาง ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยในระดับรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศมิได้ต้องการคัดค้านฝ่ายกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่สื่อของทั้งสองฝ่ายได้ประโคมข่าวแต่อย่างใด

ในทางตรงข้าม นโยบายในระดับรัฐบาลของไทยมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลกให้ได้ โดยขอให้เป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกัน (Joint Nomination) และยังไม่เอาเรื่องเขตแดนมาเกี่ยวข้อง เรื่องของเขตแดนถือเป็น Unresolved Problem สมมติว่าพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเสนอให้เป็น Core Zone หรือ Central Zone ก็ควรให้ฝ่ายไทยมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย เมื่อจะมีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันแล้วไทยควรมีส่วนร่วมในการพิจารณา  การขยายขอบเขตพื้นที่ที่เป็น Central Zone เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งไทยโดยอาจรวมพื้นที่ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหารเข้าไปด้วย เช่น สระตราว ซึ่งนักวิชาการของไทยถือว่าเป็นบาราย อันเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร ในหลักการแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรมีส่วนในการพิจารณาร่วมกัน โดยทั้งนี้ลืมเรื่องเส้นเขตแดนเอาไว้ก่อน
( มีต่อ )


/1
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31