พิมพ์หน้านี้
|
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี พิธีกรกล่าวแนะนำการอภิปราย และแนะนำผู้ดำเนินรายการ คุณวัชรินทร์ ยงศิริ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวรายงานต่อผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา และผู้เข้าร่วมการอภิปราย กล่าวเปิดการอภิปรายโดย อาจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ (ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) สวัสดีท่านวิทยากรและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน สถาบันเอเชียศึกษาเป็นสถาบันวิจัยซึ่งมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งคือ การทำงานวิจัยที่สำคัญซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของเอเชีย นอกเหนือจากนี้สถาบันยังนำเอาผลงานวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ที่สถาบันมีเครือข่าย เช่น กับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มาส่งผ่านความรู้กลับคืนให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของสถาบันเอเชียศึกษา สถาบันมีคติว่า เมื่อเอเชียมีปัญหา สถาบันเอเชียศึกษามีคำตอบ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันเอเชียศึกษาจึงมีการจัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องมา ในกรณีเขาพระวิหารได้กลายมาเป็นกรณีสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ ความจริงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเป็นเรื่องเก่าที่ก่อให้เกิดความระหองระแหงและกินใจกันลึก ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา บางครั้งสถานการณ์ไม่อำนวยไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยเรื่องการเมืองหรือวัฒนธรรมก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหารมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ ครั้งนี้อีกเช่นกันประเด็นเรื่องเขาพระวิหารถูกยกขึ้นมาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ ทางสถาบันเอเชียศึกษาเห็นว่าปัญหาเขาพระวิหารเป็นอีกปัญหาของเอเชีย จึงฉุกคิดได้ว่าเขาพระวิหารจะส่งผลอย่างไรกับอนาคตความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชานับแต่นี้เป็นต้นไป นี่จึงเป็นที่มาของการจัดอภิปรายในครั้งนี้ และเนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญ จึงจัดการอภิปรายให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติวัฒนธรรม มิติชาติพันธุ์ มิติทางกฎหมาย มิติความมั่นคง กองทัพ และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่สละเวลามาให้ความรู้กับผู้ฟังในวันนี้ และขอบขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยประชาสัมพันธ์งาน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขอบคุณครับ
(กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด):
แนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกกำหนดให้เป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายที่สำคัญดังนี้
สำหรับการสำรวจและปักปันเขตแดนนั้น สยามและฝรั่งเศสได้แต่งตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสขึ้น โดยมีหน้าที่ในการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ฝ่ายสยามมีพลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธาน ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสมี พันตรีแบร์นาร์ เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ทำแผนที่แสดงแนวเขตแดนมาตรส่วน 1:200,000 ไว้จำนวน 6 ระวาง (แผนที่มีชื่อว่า Commission de Délimitation entre l Indochine et le Siam) ในเวลานั้นเมืองเสียมราฐ พระตะบอง อยู่ในเขตไทย ซึ่งศรีโสภณตอนนั้นอยู่ในเขตเมืองพระตะบอง ต่อมาในปี 1907 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนดินแดนกันระหว่างจังหวัดตราด อำเภอด่านซ้ายกับเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ พร้อมทั้งได้มีการทำสนธิสัญญาแสดงแนวเขตแดนฉบับ ค.ศ. 1907 ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยฝ่ายสยามมีพระองค์เจ้าบวรเดช เป็นประธาน ฝ่ายฝรั่งเศสมีพันตรี กิชาร์ มองแกร์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้นับเป็นคณะกรรมการปักปันเขตแดนชุดที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ในการปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1907 และคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำแผนที่มาตรส่วน 1:200,000 โดยใช้ชื่อเดิม แผนที่ชุดนี้ได้เฉือนส่วนที่เป็นพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ออกไป เพราะฉะนั้นแผนที่ชุดนี้จะเหลืออยู่จำนวน 5 ระวาง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบัน แผนที่ชุดนี้ได้จัดทำแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1908 ส่วนจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานีให้ใช้แผนที่ที่จัดทำไว้เดิมตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จำนวน 2 ระวาง คือ ระวางดงรักและระวางโขง เขาพระวิหารอยู่ในระวางดงรัก นอกจากนั้นยังได้ทำการปักปันเขตแดนไว้จำนวน 75 หลัก หลักใหญ่ 73 หลัก หลักย่อย 2 หลัก โดยเริ่มหลักเขตแดนที่ 1 ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ รอยต่อกับจังหวัดสุรินทร์ ไล่ลงมาจนถึงหลักเขตแดนที่ 73 ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ทั้งนี้ไม่มีการปักหลักเขตแดนไว้ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี เพราะปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ ปัญหาและลักษณะของเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จากหลักฐานทางกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือเป็นดังนี้ ตามสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 กำหนดให้แนวเส้นเขตแดนไปตามสันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักฝั่งบนเป็นฝั่งไทย ฝั่งล่างเป็นฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทเขาพระวิหารอยู่บนเนิน ส่วนทางขึ้นปราสาทนั้นอยู่ทางฝั่งไทย โดยจะกันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในฝั่งไทย แต่แผนที่มาตรา 1:200,000 ของพันตรีแบร์นาร์ กลับลากเส้นเขตแดนไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารขึ้น จึงมีสาเหตุจากการที่เส้นเขตแดนในแผนที่ไม่ตรงกับที่เขียนไว้ในสนธิสัญญา ท่านผู้ฟังคิดว่าระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่ อย่างไหนมีความสำคัญเหนือกว่ากัน สนธิสัญญาเปรียบเสมือนกฎหมายแม่ เมื่อระบุให้ไปตามสันปันน้ำแล้ว แผนที่ก็ควรไปตามสันปันน้ำด้วย หรือท่านคิดว่าแผนที่ที่มาทีหลังควรจะมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่มาทีหลัง ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้ไทยมีข้อพิพาทกับกัมพูชา แผนที่ชุดของพันตรีแบร์นาร์เห็นได้ชัดว่า กันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา และกัมพูชาก็ยึดถือเส้นเขตแดนนี้เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 เมื่อเกิดข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ใน พ.ศ. 2505 ศาลโลกได้ติดสินให้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร (ตัดสินเฉพาะตัวปราสาท) ให้เป็นของกัมพูชา หลังคำตัดสินของศาลโลกแล้ว ฝ่ายไทยได้กันเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารออกจากแผนที่ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 โดยวิธีการนับออกจากบันไดนาค บันไดสิงห์ 20 เมตร ห่างออกมา 100 เมตร มาถึงเป้ยตาดี โค้งไปถึงบันไดหัก ปัจจุบันฝ่ายไทยได้ยึดถือเอาเส้นเขตแดนที่ปรากฏตามแผนที่ 1:50,000 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายึดถือแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ปักปันตามมาตราส่วน 1:200,000 (หรือแผนที่แบร์นาร์) ซึ่งเส้นเขตแดนทั้งสองแนวมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น พื้นที่ที่อยู่ในสองเส้นเขตแดนดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่เป็น Grey Area ดังนั้นการกระทำกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่นี้ มักจะมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างสองฝ่ายอยู่เสมอ ในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการร่วมมือเพื่อพัฒนาปราสาทพระวิหาร ต่อมาในเดือนมีนาคม 2547 คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการประชุมและตกลงในหลักการที่จะมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในรูปแบบของการดำเนินการร่วมกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ต่อมาในเดือนมกราคม 2549 กัมพูชาได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยใช้แผนผังที่แสดงองค์ปราสาทและพื้นที่อนุรักษ์บางส่วนล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตคุ้มครองปราสาทพระวิหาร แสดงพื้นที่ Zone ต่าง ๆ และการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาในเขตคุ้มครองล้ำเข้ามาในดินแดนไทย แผนผังแสดงเขตอนุรักษ์ของกัมพูชาเมื่อพิจารณาจากเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 จะเห็นว่าบริเวณที่เป็น Core Zone หรือ Central Zone จะล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยประมาณ 0.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 331 ไร่ ส่วน Buffer Zone ไม่ได้ล้ำเข้ามาในเขตไทย แผนผังชุดนี้กัมพูชาแนบไปเมื่อเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ให้กับคณะกรรมการมรดกโลก หรือ UNESCO เป็นผู้พิจารณา ส่วนที่ล้ำเข้ามาในเขตไทยตรงพื้นที่ Development Zone ประมาณ 2.5 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 1,500 กว่าไร่ ปัญหาคือ ถ้าหากคณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชาแล้ว จะทำให้ท่าทีในเรื่องเขตแดนของกัมพูชาได้รับการยอมรับในระดับพหุภาคี และจะกระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของไทยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ในส่วนของไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาถึงผลกระทบของกรณีดังกล่าว ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้พยายามหารือกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก ฝ่ายไทยพิจารณาและเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรหาข้อยุติในประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องของเส้นเขตแดน เรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งจะเกี่ยวพันกับพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชาในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารให้ได้ก่อน แต่จากการหารือก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีมติให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร หมายความว่า ต้องร่วมมือกันโดยจะมีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ที่ควิเบก ประเทศแคนาดา ปี 2008 นี้ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องเสนอรายงานความก้าวหน้า (Progress Report) ผลการดำเนินการ ให้ประธานคณะกรรมการมรดกโลกทราบ ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งทราบมาว่าขณะนี้ได้ประชุมร่วมกันไปแล้วที่กรุงพนมเปญ ฝ่ายไทยได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อจัดทำ Roadmap วางยุทธศาสตร์ของไทยในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ มีการจัดประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำแผนแม่บทในด้านการบริหารจัดการแผนบูรณปฏิสังขรณ์ และอนุรักษ์โบราณสถาน ตลอดจนแผนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทย ตามมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีลักษณะการดำเนินการร่วมกัน กำหนดแผนงานไว้ 4 แผน คือ
สิ่งที่อาจจะเป็นผลตามมาและกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นข้อกังวลของฝ่ายไทยมี 2 กรณี คือ
สรุป ทั้งสองกรณีต่างก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประเทศไทยทั้งสิ้น กรณีแรก ขึ้นทะเบียนได้ก็มีผลเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย กรณีที่สอง ขึ้นทะเบียนไม่ได้ไทยก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวาง ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยในระดับรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศมิได้ต้องการคัดค้านฝ่ายกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่สื่อของทั้งสองฝ่ายได้ประโคมข่าวแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม นโยบายในระดับรัฐบาลของไทยมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลกให้ได้ โดยขอให้เป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกัน (Joint Nomination) และยังไม่เอาเรื่องเขตแดนมาเกี่ยวข้อง เรื่องของเขตแดนถือเป็น Unresolved Problem สมมติว่าพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเสนอให้เป็น Core Zone หรือ Central Zone ก็ควรให้ฝ่ายไทยมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย เมื่อจะมีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันแล้วไทยควรมีส่วนร่วมในการพิจารณา การขยายขอบเขตพื้นที่ที่เป็น Central Zone เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งไทยโดยอาจรวมพื้นที่ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหารเข้าไปด้วย เช่น สระตราว ซึ่งนักวิชาการของไทยถือว่าเป็นบาราย อันเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร ในหลักการแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรมีส่วนในการพิจารณาร่วมกัน โดยทั้งนี้ลืมเรื่องเส้นเขตแดนเอาไว้ก่อน ( มีต่อ )
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||