• Canไทเมือง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : can_lek@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 631
  • จำนวนผู้ชม : 196340
  • จำนวนผู้โหวต : 341
  • ส่ง msg :
สายใยไทยทั้งเมือง
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551
รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม : เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ( 3 )
Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 1070 , 22:27:33 น.  
พิมพ์หน้านี้


เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม (ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดี):

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมรู้สึกยินดีที่ได้มาพูดในวันนี้ เพราะว่าปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนำไปสู่ความขัดแย้งที่สืบเนื่อง ไม่ใช่ยุติเมื่อครั้งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์แต่สืบเนื่องเรื่อยมา ปัญหาเขาพระวิหารเป็นปัญหาสำคัญเพราะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

สาเหตุของข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารที่แท้จริง เป็นกับดักและระเบิดเวลาของประเทศมหาอำนาจที่ครอบงำอินโดจีนในยุคล่าอาณานิคมวางไว้ ที่เรียกว่ากับดักเพราะว่า ประเทศมหาอำนาจเอาความรู้แบบฝรั่งมาให้ไทยเรียนและไทยต้องทำตาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง Westernization มาก ไทยอยากจะทัดเทียมชาติตะวันตก ไทยจึงเรียนรู้จากชาติตะวันตกแต่ไทยไม่ทันเขา เพราะตามไม่ทันจึงติดกับดักที่ชาติตะวันตกทำขึ้นในขณะนั้น คือ การสร้างเขตแดนขึ้น มีการปักปันเขตแดนแบ่งเป็นรัฐชาติ แบ่งเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ (ถ้าเป็นที่สูงใช้สันปันน้ำ ถ้าเป็นลำน้ำใช้ล่องน้ำลึก) ชาติตะวันตกแบ่งเช่นนี้ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศอาณานิคมของตน ไทยไม่ได้เป็นประเทศอาณานิคมจึงเสียเปรียบ กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาสร้างเส้นเขตแดนซึ่งได้กลายเป็นเรื่องอำนาจอธิปไตยไป เส้นพรมแดนได้ทำลายระบบความคิดดั้งเดิมทั้งหมด

ในสมัยโบราณไม่มีการปักปันเขตแดน จึงไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศกัมพูชา ในเรื่องชาติพันธุ์เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีเขตแดนรัฐชาติที่ชัดเจน คนจึงเดินทางข้ามพรมแดนไปมา (Cross-border) คนที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกเรียกว่า คนเขมรป่าดง ประกอบด้วยคนเขมรและคนส่วย คนสมัยก่อนไม่สนใจว่าที่ไหนเป็นเขตอะไร คนที่จะผ่านเขตต่อแดนต้องทำพิธีกรรม เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากล้ำแดนไปจะเกิดอันตราย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อแดน

ด้วยเหตุนี้ เขาพระวิหารจึงเป็นเครื่องหมายระหว่างแดนที่สำคัญ สร้างขึ้นตรงเขตต่อแดนเป็นศาสนสถานที่สถิตของเทพเจ้าประจำเมือง เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาทเขาพระวิหารขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระศิวะ เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนในบริเวณนั้น แท้จริงไม่ใช่องค์พระศิวะ แต่เป็นการยกผีท้องถิ่น ผีต้นน้ำ ขึ้นให้เป็นเทพชั้นสูงเพื่อสื่อกัน จึงเกิดนามว่า กัมมรเตงชคตศรีศิขเรศวร หมายถึง พระอิศวร (ศิวะ) ที่ประทับอยู่เหนือเขาพรหมวิหาร ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของดินแดนนี้ คือ เทพเจ้า (พระศิวะ) องค์นี้ พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองดินแดนต้องเข้ามากราบไหว้ และผู้ที่จะผ่านไปมาต้องมาทำพิธีกรรม ในสมัยโบราณตรงนั้นไม่ใช่เขตแดน แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และหลายแห่งที่วัฒนธรรมขอมไปถึงนั้น คือการถวายเกียรติให้แก่ผีท้องถิ่น

การอธิบายตัวตนในการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นในเอเชีย ก่อนที่ชาติตะวันตกจะเข้ามาเอาวิทยาการตะวันตกมาครอบงำความคิดทำประวัติศาสตร์ให้มีเหตุผล มีหลักฐาน มีข้อเท็จจริง มายืนยัน เขาสร้างตำนานขึ้นมาอธิบาย ซึ่งเป็นประเพณีของทุกชาติในแถบนี้ เพราะฉะนั้นในสมัยการสร้างตำนานนั้นไม่มีการแบ่งเป็นรัฐชาติไม่มีการแบ่งกลุ่มชนชาติ นั่นหมายถึง ไม่มีชาติไทยไม่มีชาติเขมร แต่เป็นตำนานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ในสองเขตแดน และประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุปประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่นในเอเชียมาจากตำนานทั้งสิ้น

นับเป็นกับดักอันที่สอง ที่ทั้งไทยและกัมพูชาถูกชาติตะวันตกสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาทำลายตำนานหรือประวัติศาสตร์เดิมเสียหมด ไทยถูกกับดักเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ กลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาศิลาจารึกของฝรั่งเศสเข้ามาศึกษาและตีความตามจารึก โดยพยายามหาข้อเท็จจริงว่า แต่เดิมกัมพูชาคืออาณาจักร (Empire) ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (Centralized Kingdom) ของบรรดาประเทศต่าง ๆ ในบริเวณนี้รวมทั้งประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชาทั้งหมด โดยหาหลักฐานทางโบราณคดีมายืนยัน เพราะฉะนั้นฝรั่งจึงอธิบายว่ากษัตริย์กัมพูชาขยายดินแดนไปถึงไหนก็เอาการสร้างปราสาทมาแสดงเขตอำนาจของพระองค์

นี่เป็นจุดอ่อนในการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีแบบนี้ ซึ่งไทยยอมรับแนวคิดนี้ และยังยอมรับถึงความสัมพันธ์ทางการปกครองดังกล่าวว่าไทยเคยเป็นข้าของขอม แต่แท้จริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์สองดินแดนเป็นการเชื่อมโยงกันด้วยการแต่งงาน ดังเช่น สมัยสุโขทัยพูดถึงพ่อขุนผาเมืองว่าได้รับการยกย่องให้เป็น กัมมรเตงศรีทราทิตย์ และยังเป็นราชบุตรเขยกษัตริย์ขอมอีกด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างขอมกับไทยจึงไม่ใช่แบบ นายปกครองบ่าว แต่เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ

การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ควรทำโดยนักวิชาการไทยและนักวิชาการอื่น ๆ รวมทั้งนักวิชาการกัมพูชาด้วย เพื่อลดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและทางการเมือง ความไม่เข้าใจด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกำลังจะบานปลาย เพราะถูกนำไปเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เหตุการณ์กรณีเขาพระวิหารจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ชัดเจน

การเสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปกรรมที่เป็นของโลก แต่เรื่องได้กลายเป็นข้อถกเถียงเพราะเป็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ถ้าจะมองในแง่ของการท่องเที่ยว การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ควรเป็นเรื่องร่วมกันถึงจะเกิดการท่องเที่ยวที่มีประโยชน์ คือ การดูแลตัวโบราณสถานนั้นเป็นของฝ่ายกัมพูชา ส่วนบริเวณทางขึ้นอยู่ในฝั่งไทย ถ้านักท่องเที่ยวจะขึ้นไปดูเขาพระวิหาร ก็ไม่ควรดูแค่นั้น ควรไปดูที่ผามออีแดงและองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วยซึ่งอยู่ในฝั่งไทย เราต้องยืนยันด้วยเหตุผล และกลับไปสู่ความคิดดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นว่าเขตแดนตรงนี้เคยถูกใช้ร่วมกัน


ดังนั้น การเป็นมรดกโลกร่วมกันยังช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย


/1
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31