พิมพ์หน้านี้
|
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม (ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดี): ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมรู้สึกยินดีที่ได้มาพูดในวันนี้ เพราะว่าปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนำไปสู่ความขัดแย้งที่สืบเนื่อง ไม่ใช่ยุติเมื่อครั้งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์แต่สืบเนื่องเรื่อยมา ปัญหาเขาพระวิหารเป็นปัญหาสำคัญเพราะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุของข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารที่แท้จริง เป็นกับดักและระเบิดเวลาของประเทศมหาอำนาจที่ครอบงำอินโดจีนในยุคล่าอาณานิคมวางไว้ ที่เรียกว่ากับดักเพราะว่า ประเทศมหาอำนาจเอาความรู้แบบฝรั่งมาให้ไทยเรียนและไทยต้องทำตาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง Westernization มาก ไทยอยากจะทัดเทียมชาติตะวันตก ไทยจึงเรียนรู้จากชาติตะวันตกแต่ไทยไม่ทันเขา เพราะตามไม่ทันจึงติดกับดักที่ชาติตะวันตกทำขึ้นในขณะนั้น คือ การสร้างเขตแดนขึ้น มีการปักปันเขตแดนแบ่งเป็นรัฐชาติ แบ่งเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ (ถ้าเป็นที่สูงใช้สันปันน้ำ ถ้าเป็นลำน้ำใช้ล่องน้ำลึก) ชาติตะวันตกแบ่งเช่นนี้ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศอาณานิคมของตน ไทยไม่ได้เป็นประเทศอาณานิคมจึงเสียเปรียบ กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาสร้างเส้นเขตแดนซึ่งได้กลายเป็นเรื่องอำนาจอธิปไตยไป เส้นพรมแดนได้ทำลายระบบความคิดดั้งเดิมทั้งหมด ในสมัยโบราณไม่มีการปักปันเขตแดน จึงไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศกัมพูชา ในเรื่องชาติพันธุ์เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีเขตแดนรัฐชาติที่ชัดเจน คนจึงเดินทางข้ามพรมแดนไปมา (Cross-border) คนที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกเรียกว่า คนเขมรป่าดง ประกอบด้วยคนเขมรและคนส่วย คนสมัยก่อนไม่สนใจว่าที่ไหนเป็นเขตอะไร คนที่จะผ่านเขตต่อแดนต้องทำพิธีกรรม เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากล้ำแดนไปจะเกิดอันตราย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อแดน ด้วยเหตุนี้ เขาพระวิหารจึงเป็นเครื่องหมายระหว่างแดนที่สำคัญ สร้างขึ้นตรงเขตต่อแดนเป็นศาสนสถานที่สถิตของเทพเจ้าประจำเมือง เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาทเขาพระวิหารขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระศิวะ เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนในบริเวณนั้น แท้จริงไม่ใช่องค์พระศิวะ แต่เป็นการยกผีท้องถิ่น ผีต้นน้ำ ขึ้นให้เป็นเทพชั้นสูงเพื่อสื่อกัน จึงเกิดนามว่า กัมมรเตงชคตศรีศิขเรศวร หมายถึง พระอิศวร (ศิวะ) ที่ประทับอยู่เหนือเขาพรหมวิหาร ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของดินแดนนี้ คือ เทพเจ้า (พระศิวะ) องค์นี้ พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองดินแดนต้องเข้ามากราบไหว้ และผู้ที่จะผ่านไปมาต้องมาทำพิธีกรรม ในสมัยโบราณตรงนั้นไม่ใช่เขตแดน แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และหลายแห่งที่วัฒนธรรมขอมไปถึงนั้น คือการถวายเกียรติให้แก่ผีท้องถิ่น การอธิบายตัวตนในการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นในเอเชีย ก่อนที่ชาติตะวันตกจะเข้ามาเอาวิทยาการตะวันตกมาครอบงำความคิดทำประวัติศาสตร์ให้มีเหตุผล มีหลักฐาน มีข้อเท็จจริง มายืนยัน เขาสร้างตำนานขึ้นมาอธิบาย ซึ่งเป็นประเพณีของทุกชาติในแถบนี้ เพราะฉะนั้นในสมัยการสร้างตำนานนั้นไม่มีการแบ่งเป็นรัฐชาติไม่มีการแบ่งกลุ่มชนชาติ นั่นหมายถึง ไม่มีชาติไทยไม่มีชาติเขมร แต่เป็นตำนานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ในสองเขตแดน และประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุปประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่นในเอเชียมาจากตำนานทั้งสิ้น นับเป็นกับดักอันที่สอง ที่ทั้งไทยและกัมพูชาถูกชาติตะวันตกสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาทำลายตำนานหรือประวัติศาสตร์เดิมเสียหมด ไทยถูกกับดักเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ กลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาศิลาจารึกของฝรั่งเศสเข้ามาศึกษาและตีความตามจารึก โดยพยายามหาข้อเท็จจริงว่า แต่เดิมกัมพูชาคืออาณาจักร (Empire) ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (Centralized Kingdom) ของบรรดาประเทศต่าง ๆ ในบริเวณนี้รวมทั้งประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชาทั้งหมด โดยหาหลักฐานทางโบราณคดีมายืนยัน เพราะฉะนั้นฝรั่งจึงอธิบายว่ากษัตริย์กัมพูชาขยายดินแดนไปถึงไหนก็เอาการสร้างปราสาทมาแสดงเขตอำนาจของพระองค์ นี่เป็นจุดอ่อนในการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีแบบนี้ ซึ่งไทยยอมรับแนวคิดนี้ และยังยอมรับถึงความสัมพันธ์ทางการปกครองดังกล่าวว่าไทยเคยเป็นข้าของขอม แต่แท้จริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์สองดินแดนเป็นการเชื่อมโยงกันด้วยการแต่งงาน ดังเช่น สมัยสุโขทัยพูดถึงพ่อขุนผาเมืองว่าได้รับการยกย่องให้เป็น กัมมรเตงศรีทราทิตย์ และยังเป็นราชบุตรเขยกษัตริย์ขอมอีกด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างขอมกับไทยจึงไม่ใช่แบบ นายปกครองบ่าว แต่เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ควรทำโดยนักวิชาการไทยและนักวิชาการอื่น ๆ รวมทั้งนักวิชาการกัมพูชาด้วย เพื่อลดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและทางการเมือง ความไม่เข้าใจด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกำลังจะบานปลาย เพราะถูกนำไปเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เหตุการณ์กรณีเขาพระวิหารจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ชัดเจน การเสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปกรรมที่เป็นของโลก แต่เรื่องได้กลายเป็นข้อถกเถียงเพราะเป็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ถ้าจะมองในแง่ของการท่องเที่ยว การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ควรเป็นเรื่องร่วมกันถึงจะเกิดการท่องเที่ยวที่มีประโยชน์ คือ การดูแลตัวโบราณสถานนั้นเป็นของฝ่ายกัมพูชา ส่วนบริเวณทางขึ้นอยู่ในฝั่งไทย ถ้านักท่องเที่ยวจะขึ้นไปดูเขาพระวิหาร ก็ไม่ควรดูแค่นั้น ควรไปดูที่ผามออีแดงและองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วยซึ่งอยู่ในฝั่งไทย เราต้องยืนยันด้วยเหตุผล และกลับไปสู่ความคิดดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นว่าเขตแดนตรงนี้เคยถูกใช้ร่วมกัน ดังนั้น การเป็นมรดกโลกร่วมกันยังช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||